ซูฉงกวงเล็งเห็นว่าซูอี้หว่านและจางอ้ายหลินเป็สตรีจึงคิดว่าการที่บุรุษร่างใหญ่อย่างเขาจะจัดการกับสตรีที่ไม่มีเรี่ยวแรงเช่นพวกนางนั้นย่อมเป็เื่ที่ง่ายดายยิ่งนัก
เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วตรงรี่เข้าไปเผชิญหน้ากับจางอ้ายหลินและบุตรีทันที
น่าเสียดายที่เขาคาดไม่ถึงว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ไม่ใช่สองแม่ลูกที่ยอมให้ครอบครัวของพวกเขากระทำย่ำยีอีกต่อไป
จางอ้ายหลินโกรธจนแทบคลั่งเมื่อนึกถึงสิ่งที่ครอบครัวนี้กระทำมาตลอดบัดนี้นางยังเห็นซูฉงกวงบังอาจคิดจะลงมือทำร้ายนาง ดวงตาจึงหรี่ลงเล็กน้อยยกมือขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า ตบลงบนใบหน้าของซูฉงกวงอย่างแรง
"ฝ่ามือนี้ คือบทลงโทษที่พวกเ้าขายบุตรของข้าทั้งสอง!"
จางอ้ายหลินกล่าวพลางตบไปที่ใบหน้าอีกข้างของซูฉงกวง"ฝ่ามือนี้ ข้าทวงความยุติธรรมให้ตนเอง ที่ผ่านมาพวกเ้ากดขี่ข่มเหง รังแกข้าอย่างต่อเนื่อง ข้าจะทวงคืนทั้งหมด!"
เมื่อสิ้นเสียงการเคลื่อนไหวบนมือก็ยิ่งรวดเร็วขึ้น ตบสลับซ้ายขวาจนใบหน้าของซูฉงกวงบวมปูดราวกับหัวหมู
"ท่านแม่ทำได้ดี!"
ซูอี้หว่านมองดูมารดาสั่งสอนซูฉงกวงหางตาก็เหลือบไปเห็นซูไท่ไท่ที่กำลังแอบย่องเข้าไปในโรงฟืน จึงรีบเข้าไปจับนางไว้
"ยายแก่ เ้าจะไปไหน?"
"นังแพศยาตัวน้อย ยังไม่ปล่อยมืออีก!"
ซูไท่ไท่คาดไม่ถึงว่าการกระทำเล็กน้อยของตนจะถูกจับได้จึงโกรธจัด พยายามดิ้นรนและส่งเสียงร้อง
"ทุกคนมาดูกันเร็ว! ครอบครัวนี้รังแกคนแก่และเด็ก!"
ซูไท่ไท่มิได้โง่เขลานางรู้ว่าต้องอาศัยสถานะผู้าุโและคนชรามาข่มเหงซูอี้หว่านและพวก
"ข้าสร้างกรรมอันใดไว้ เหตุใดจึงต้องมาพบเจอสะใภ้และหลานที่อกตัญญูเช่นนี้!"
เป็ดังคาดเสียงะโของซูไท่ไท่ดึงดูดสายตาของผู้คนได้ในทันทีทุกคนมองมายังครอบครัวของซูอี้หว่าน สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
ซูอี้หว่านได้ยินซูไท่ไท่กล่าวเช่นนั้นก็มิได้เกรงใจอีกต่อไป แค่นเสียงเ็า พับแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นเผยให้เห็นร่องรอยาแบนร่างกายให้ทุกคนเห็น
นางไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาผู้ใดกล่าวต่อหน้าฝูงชนที่กำลังดูเหตุการณ์
"ท่านกล่าวว่าพวกข้าอกตัญญูงั้นหรือ? ดี!เช่นนั้นให้ทุกคนช่วยตัดสิน! คนที่ทุบตีหลานปล่อยปละละเลยมิให้บุตรสะใภ้รักษาตัวเช่นนี้ สมควรเรียกว่าผู้าุโได้หรือ?"
ท่าทีของซูอี้หว่านสงบนิ่งเกินไปซูไท่ไท่เห็นท่าทางเช่นนี้ ก็รู้สึกใจหายวาบ ตระหนักได้ถึงลางร้ายในทันที
น่าเสียดายที่ทุกอย่างสายเกินไปซูอี้หว่านจะยอมให้พวกเขารอดพ้นไปได้อย่างไร
"ทุกคนดูสิ าแเหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือของท่านย่าคนดีของข้าทั้งนั้น!มิใช่เพียงข้า พี่ชายและท่านแม่ของข้าก็มีไม่น้อย!"
แม้ว่าเ้าของร่างเดิมจะเป็เพียงเด็กสาวชาวนาแต่พื้นเพเดิมของนางก็มิได้เลวร้ายนัก แม้จะต้องทำงานหนักแต่ผิวพรรณก็ยังคงขาวผ่อง
ด้วยเหตุนี้ร่องรอยาแที่น่าหวาดกลัวบนแขนของซูอี้หว่านจึงดูสะดุดตาเป็พิเศษ
รอยฟกช้ำเขียวคล้ำมิรู้ว่าถูกทุบตีด้วยวิธีใด
"เป็เช่นนี้ได้อย่างไร? เด็กสาวตัวเล็กเพียงนี้เหตุใดจึงลงมือได้โหดร้ายเพียงนี้!"
"ใช่แล้ว! ก่อนหน้านี้ข้ายังนึกว่ายายแก่นี่ถูกลูกสะใภ้เนรคุณเสียอีกที่แท้นางกระทำต่อบุตรของผู้อื่นเช่นนี้ บุตรของใคร ใครก็ย่อมรักใครจะยอมถูกทำร้ายเช่นนี้ได้!"
"อย่าเพิ่งด่วนสรุป นี่เป็เพียงคำกล่าวฝ่ายเดียวท่านมิเห็นหรือว่าครอบครัวของยายแก่ยังมิได้กล่าวสิ่งใดเลย?"
ฝูงชนรอบข้างเริ่มซุบซิบกันแต่คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นาแบนร่างกายของซูอี้หว่านก็เอนเอียงไปทางพวกเขาแล้ว
"ท่านย่าของข้าผู้นี้ วันๆ เอาแต่รังแกพวกเราก็ช่างเถิดทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของครอบครัวคือการร่วมทุกข์ร่วมสุข เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติการที่ทุกคนหนีเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ควรที่จะพึ่งพาอาศัยกันและกันมิใช่หรือ"
เสียงของซูอี้หว่านดุจดั่งเสียงนกหวงอิง(นกขมิ้น)ขับขานจากหุบเขา ไพเราะจับใจ อีกทั้งนางยังพูดจาเป็เหตุเป็ผลกล่าวถึงความในใจของผู้คน ผู้ที่เห็นด้วยจึงมีมากขึ้น
"ถูกต้อง! เด็กสาวผู้นี้กล่าวได้ถูกต้องแล้ว!"
"ข้าก็เห็นด้วยกับเหตุผลนี้"
ผู้คนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของซูอี้หว่าน
ซูอี้หว่านเห็นว่าทุกคนเอนเอียงมาทางนางแล้วจึงมิได้รีรอ รีบเปิดโปงเื่ราวที่ซูไท่ไท่และพวกกระทำต่อครอบครัวของนาง
"ทุกคนหารู้ไม่ ที่ครอบครัวของข้าต้องแยกจากพวกเขาก็เป็เพราะครอบครัวของพวกเขาข่มเหงพวกข้าที่เป็เด็กกำพร้าและหญิงม่ายฉวยโอกาสที่ท่านแม่ของข้าป่วยหนักใกล้ตาย ขายพี่ชายของข้าไปเป็คนรับใช้ให้ผู้อื่นมิหนำซ้ำยัง้าขายข้า… ขายข้าให้กับหอคณิกา…"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ซูอี้หว่านก็ราวกับว่าไม่อาจทนต่อไปได้อีก ร้องไห้ออกมา
รูปร่างนางบอบบางทั้งยังงดงาม เมื่อนางร้องไห้ออกมา ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าซูไท่ไท่กลับกระทำต่อหลานแท้ๆได้อย่างไร้ปรานีเช่นนี้ ก็ยิ่งโกรธเคือง
แม้ว่าในปัจจุบันโลกจะยากลำบากแต่พวกเขาก็จะไม่ยอมทอดทิ้งครอบครัวของตนไม่ถึงคราวจำเป็ก็จะไม่ยอมแยกจากครอบครัว
แต่ซูไท่ไท่กลับลำเอียงเข้าข้างครอบครัวของบุตรชายคนโตกลับจ้องเล่นงานครอบครัวของจางอ้ายหลินทั้งสามคนมิหนำซ้ำยังคิดร้ายถึงขั้นขายหลานสาวเข้าไปยังหอคณิกา
"เ้า! นางแพศยาน้อย กล้าดียังไงมาพูดจาเหลวไหล!"
ซูไท่ไท่ได้ยินซูอี้หว่านเปิดโปงสิ่งที่ตนเคยทำก็โกรธจนแทบคลั่ง ชี้หน้าด่าทอซูอี้หว่าน
ทว่าการด่าทอของนางกลับเป็การยืนยันสิ่งที่นางกระทำต่อครอบครัวของซูอี้หว่านก่อนหน้านี้
พึงรู้ว่าไม่มีผู้าุโคนใดที่จะด่าทอลูกหลานของตนเช่นนี้
"อ้อ! ข้านึกออกแล้ว!ยายแก่ผู้นี้ก่อนหน้านี้จะขายเด็กสาวผู้นี้ให้กับท่านหลง!"
ในฝูงชนมิรู้ว่าผู้ใดกล่าวออกมาคำหนึ่งในไม่ช้าก็มีผู้รู้เื่ราวตามมาสมทบ
"เมื่อกล่าวเช่นนี้ข้าก็นึกขึ้นมาได้เช่นกันว่ามีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ"
ชื่อเสียงของท่านหลงในกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ก็แพร่กระจายไปนานแล้วหากผู้ใดตกอยู่ในมือของเขา ย่อมไม่มีจุดจบที่ดี
ผู้คนรู้ว่าซูไท่ไท่กลับไร้ยางอายถึงเพียงนี้เพื่อเงินทองกลับมิลังเลที่จะขายหลาน มองไปยังนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปมองดูครอบครัวของซูไท่ไท่อย่างดูแคลน และเหยียดหยาม
"มิใช่เพียงเท่านั้น อีกทั้งแมลงหนีบคน ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราพบที่ดงอ้อพวกเขาก็อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย พวกเรามิได้ห้ามปรามการจับของพวกเขาแต่พวกเขากลับพูดจาแทงใจดำ รอจนกระทั่งพบว่านี่คือปูขนที่กินได้ มิใช่แมลงมีพิษก็้าฉกฉวยผลประโยชน์โดยมิออกแรงแย่งชิงไปจากพวกเรา"
ซูอี้หว่านกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็ฉากๆผู้คนก็ยิ่งโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น
พวกเขาทราบดีว่าการมีอาหารอิ่มท้องนั้นยากเย็นเพียงใดใครบ้างที่ไม่พยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่ครอบครัวของซูไท่ไท่กลับ้าที่จะนั่งกินนอนกินในสายตาของพวกเขานั้นช่างไร้ยางอายอย่างถึงที่สุด
"ไร้ยางอาย! ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!"
"น่าขยะแขยงจริงๆ!"
"ข้าว่าครอบครัวนี้จงใจรังแกเด็กกำพร้าและหญิงม่าย ช่างหน้าไม่อาย!"
ผู้คนต่างชี้หน้าด่าทอครอบครัวของซูไท่ไท่
"พวกเ้า!" ซูไท่ไท่เห็นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ก็ร้อนรนจนแทบคลั่ง
"พวกเ้าอย่าถูกนางแพศยาน้อยหลอก! วาทศิลป์ของนางร้ายเหลือเกิน!นางสามารถเปลี่ยนขาวเป็ดำได้อย่างหน้าไม่อาย!"
ซูอี้หว่านอดมิได้ที่จะเหงื่อตกซูไท่ไท่ช่างไร้ยางอายเกินไป สามารถพูดจาบิดเบือนความจริงได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
แต่นางหาใช่เ้าของร่างเดิมไม่หรือจะให้ประชันบทบาท ใครเล่าจะครั่นคร้าม!