เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    ภาค 2 บทที่ 23 : ข้อตกลง

    บทที่ 23 ดวงตาอันเฉียบคมคู่นั้นได้ปรายตาไปมองทางประตูบานใหญ่ที่ถูกเปิดเข้ามา ร่างของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเดินผ่านประตูบานนั้นเข้ามาพร้อมกับถาดน้ำขนาดกลางในมือ  เมื่อเห็นว่าหยางหลงนั้นรู้สึกตัว มือทั้งสองของแม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังถือถาดน้ำอยู่นั้นก็อ่อนแรงลงทันที ถาดน้ำที่ถืออยู่โดยมือทั้งสองข้างได้ถูกปล่อยตกลงสู่พื้น เสียงของถาดน้ำที่ตกลงถึงพื้นนั้นดังลั่น  “ พี่หญิงเป็นอันใดไปหรือเจ้าค่ะ... ” เสียงของสตรีนางหนึ่งได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของแม่นางเสวี่ยเฟยที่ยืนนิ่งไปเมื่อเห็นหยางหลงนั้นลุกขึ้นมาอยู่ในทางนั่ง เมื่อได้ฟังน้ำเสียงอันอ่อนหวานที่เต็มไปด้วยความไพเราะนั้นหยางหลงสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของผู้ใด ร่างบางๆของคุณหนูสกุลหลิวได้เดินผ่านประตูบานใหญ่ตามหลังแม่นางเสวี่ยเฟยเข้ามา นางนั้นสวมใส่ชุดสีขาวที่มีลวดลายดอกไม้เช่นทุกครั้ง เมื่อเห็นว่าหยางหลงนั้นรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วนางก็มีท่าทางไม่ต่างจากแม่นางเสวี่ยเฟยนางถึงกับผงะไปเมื่อเห็นหยางหลง หยางหลงนั้นมองแม่นางทั้งสองด้วยสายตาที่ตกใจอยู่ไม่น้อย เขานั้นรู้สึกว่าสตรีเปลี่ยนไปเล็กน้อยอาจจะเพราะผมที่ยาวขึ้นก็ได้ “ พวกเจ้า... ” เสียงอันแหบแห้งของหยางหลงนั้นทำให้แม่นางทั้งสองรู้สึกเป็นห่วง  “ น้ำ... ” หยางหลงเรียกหาน้ำ แม่นางเสวี่ยเฟยเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็รีบวิ่งไปหยิบกาน้ำชาทึ่วางอยู่บนโต๊ะ นางรีบวิ่งนำน้ำชาไปให้หยางหลงดื่ม บุรุษชุดขาวกระดกน้ำชาที่แม่นางเสวี่ยส่งให้อย่างไม่รีรอ  “ อ่า.... ”  หยางหลงนั้นหันไปมองชายชราผู้นั้นอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ ข้าสลบไปตั้งเจ็ดวันเหตุใดท่านถึงบอกว่าข้านั้นตื่นขึ้นมาเร็ว ”  “ หื้อ!!! เจ้าฟื้นเรียกเร้นลมปราณออกมาเช่นนั้นทำให้จุดชีพจรบาดเจ็บเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กงั้นหรือ... ” “ บางคนที่ทำเช่นเจ้าพวกเขาอาจจะไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้นะ ในกรณีของเจ้าถึงว่าโชคนี้แล้ว ” เจ้าสำนักผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างหนักใจ การกระทำของหยางหลงนั้นถือว่าบ้าบิ่นยิ่งนัก ในใต้หล้านี้ทุกผู้นั้นรู้ดีกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่สำคัญในการฝึกยุทธมากที่สุดคือจุดชีพจรซึ่งเป็นทางเดินของลมปราณภายในร่างกาย  ไม่มีผู้ใดนั้นจะกระทำเช่นหยางหลง เพราะถ้าจุดชีพจรบาดเจ็บมากเกินไปจนถึงขั้น จุดชีพจรแตกสลายนั้น คนผู้นั้นจะไม่สามารถฝึกยุทธได้อีกเลย เพราะไม่มีจุดชีพจรเพื่อใช้ในการเดินลมปราณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แน่นอนว่าหยางหลงนั้นรู้เรื่องนี้ดีจากความทรงจำของบุรษปริศนาผู้ที่เป็นเจ้าของความทรงจำแต่การที่เขานั้นกระทำเช่นนี้ก็เพราะว่าหลังชนฝาแล้วจริงๆ  “ เอาละเจ้าพักฟื้นให้พอเสียเถอะเพราะว่าในอีกหนึ่งปีข้าหน้าเจ้าจะต้องมีการทดสอบครั้งใหม่ ” เจ้าสำนักกล่าวออกมาอย่างจริงจัง ประโยชน์นั้นของเจ้าสำนักทำให้หยางหลงนั้นรู้สึกประหลาดใจ ภายในใจของเขานั้นรู้ได้ทันทีว่าหลังจากที่เขานั้นสลบไปต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเป็นแน่ แต่มันเป็นเรื่องอันใดกันเล่าหยางหลงไม่รีรอเขานั้นได้เอ่ยถามออกไปตรงๆ “ ท่านหมายถึงเรื่องอันใดกัน .. ”  “ ก็เรื่องที่เจ้านั้นต้องประลองกับองค์ชายหลี่หวนหลิงอย่างไรละ ”  หยางหลงนั้นผงะไปเพียงครู่หนึ่งเขานั้นมองใบหน้าของเจ้าสำนักที่กล่าวออกมาอย่างจริงจังนั้นเขานั้นรู้ได้ทันทีว่าเจ้าสำนักผู้นี้ไม่ได้โกหก บุรุษชุดขาวนั้นละสายตามองก้มมองที่ร่างของตนเองเพียงครู่เมื่อเขานั้นเงยหน้ากลับไปมองร่างของเจ้าสำนักที่ควรจะยืนอยู่ตรงนั้นแต่กลับหายไปอย่างไรร่องรอย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้หยางหลงถึงกับมึนงงไปครู่หนึ่งก่อนที่เขานั้นจะนึกได้ว่าภายในเหตุการณ์นั้นมีคุณหนูสกุลถังอยู่ด้วย บุรุษชุดขาวที่ยังคงมีท่าทางมึนงงอยู่เล็กน้อยเขานั้นหันใบหน้าของตนเองไปหาคุณหนูสกุลหลิว  “ มันเกิดอันใดกันขึ้นตอนที่ข้านั้นหลับไป ” หยางหลงหันไปถามกับคุณหนูหลิวที่ยืนอยู่ไกลๆ ย้อนกลับไปเจ็ดวัน ในค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองที่กำลังวุ่นวายมีสิ่งมากมมายที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เหล่าแขกที่มาร่วมงานนั้นประหลาดใจ เรื่องการตายขององค์ชายหยางหลง และเรื่องการปรากฏตัวขององค์ชายหยางหลง องค์ไร้ค่าสามารถชนะอัจฉริยะได้อย่างง่ายดาย เรื่องการปรากฏตัวของเจ้าสำนักนภาหยินหยาง และเรื่องที่องค์ชายไร้ค่าแห่งแคว้นหลี่กลายเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักนภาหยินหยาง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นด้วยเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั่น ก่อนที่เหตุการณ์ทุกสิ่งนั้นกำลังจะจบลง ช่วงเวลาการต่อสู้ตัดสิ่ง สายโลหิตสีแดงที่ไหลรินออกจากฝ่ามือทั้งสองข้างที่รับคมกระบี่เอาไว้ องค์ชายหยางหลงนั้นเรียกเร้นลมปราณพลางหักกระบี่ที่ทำจากโลหะด้วยมือเปล่า เม็ดเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศ การฝืนเรียกเร้นลมปราณนั้นจริงอยู่ที่ลมปราณที่ออกมาจากนั้นจะเป็นลมปราณที่แข็งแกร่งแต่ว่ามันจะทำให้จุดชีพจรนั้นบาดเจ็บ องค์ชายหยางหลงนั้นซัดลมปราณที่เรียกเร้นออกมาจากร่างกายใส่ร่างขององค์ชายทั้งสอง ร่างขององค์ชายทั้งคู่นั้นได้กระเด็นออกไปจากร่างของหยางหลง หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็ดำเนินต่อไปหยางหลงนั้นหลบลงไป  ท้องพระโรงอันวุ่นวายเหล่าผู้คนนั้นวิ่งเข้าหาร่างขององค์ชายทั้งสองคนที่กำลังบาดเจ็บ แต่คุณหนูตระกูลทั้งสองนั้นไม่คิดจะเหลียวมองคู่หมั้นคู่หมายของตนเองเลยสักนิดนางทั้งสองนั้นสนใจแต่หยางหลงที่ล้มหมดสติไป  เจ้าสำนักนภาหยินหยางท่านเฉิงชุนนั้นรีบก้มมองอาการของหยางหลง เพียงแค่มองเพียงนิดเดียวเจ้าสำนักสามารถรู้ได้ทันทีว่าจุดชีพจรของหยางหลงนั้นบาดเจ็บ  “ แย่แล้ว... ” ชายชราผู้นั้นได้อุทานออกมาหลังจากได้มองร่างของหยางหลงเพียงครู่  คุณหนูตระกูลทั้งสองได้เงยมองหน้าของเจ้าสำนักอย่างเป็นกังวล  คุณหนูสกุลถังนั้นเปิดปากถาม “ ท่านเจ้าสำนักมิทราบว่าเขา..... ” “ เส้นชีพจรบาดเจ็บ ”  คำตอบกลับเจ้าสำนักผู้นั้นทำให้แม่นางทั้งสองถึงกับตกใจ พวกนางทั้งสองคนนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธพวกนางนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าเส้นชีพจรบาดเจ็บนั้นคิดอันใด มันคือสิ่งที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดของผู้ฝึกยุทธ ร่างของหยางหลงนั้นนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นอย่างไม่ขยับ คุณหนูทั้งสองสกุลนั้นรู้ดีว่าพวกนางนั้นต้องพาหยางหลงไปรักษาให้เร็วที่สุด ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นฮ่องเต้แห่งแคว้นหลี่นั้นยังคงความเคร่งขรึมของตนเองอยู่ตลอดเวลา เขานั้นมิได้มองมาที่องค์ชายทั้งสองที่หมดสติลงแต่ว่าทิศทางที่เขานั้นมองไปมันคือทางที่ร่างของหยางหลงนั้นนอนแน่นิ่งอยู่ ในขนาดนั้นเองเจ้าสำนักที่กำลังก้มมองร่างของหยางหลงอยู่นั้นเขาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะหันมองไปทางฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึม แต่ก่อนฮ่องเต้แห่งแคว้นหลี่นั้นก็เคยเป็นหนึ่งในศิษย์น้องของเขา “ เอาละในเมื่อบัดนี้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้แล้วท่านจะทำเช่นไรกันเล่า...องค์ชายหยางหลงนั้นก็มิใช่คนไร้ค่าแล้ว ” เจ้าสำนักกล่าวออกมาอย่างสุขุม “ บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อาจจะมีบางอย่างที่ผิดพลาดก็เป็นได้ ” ฮ่องเต้กล่าว เจ้าสำนักนั้นถึงกับคิดในใจเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าการที่องค์ชายหยางหลงนั้นถูกมองว่าไร้ค่าไม่ใช่เพราะว่าเขานั้นไร้พลังแต่เพราะเป็นองค์ชายหยางหลงต่างหาก ชายชรานั้นคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากว่าฮ่องเต้ผู้นี้เกลียดชังบุตรชายผู้นี้ของตนเอง “ เฮ้อ!!! ” เจ้าสำนักถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ งั้นอย่างนี้เป็นอย่างไร อีกหนึ่งปีต่อจากการประลองระหว่างองค์ชายหยางหลงศิษย์ของข้าผู้นี้กับองค์ชายหลี่หวนหลิงจะถูกจัดขึ้นเพื่อประจักษ์แก่สายต่างของเหล่าผู้คน ” เฉิงชุนผู้เป็นเจ้าสำนักนภาหยินหยางเริ่มเอ่ยข้อต่อลอง  ฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึมได้นิ่งไปเพียงแค่สังเกตก็สามารถรู้ได้ว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดอยู่ ใบหน้าที่นิ่งเฉยของฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึมนั้นมันทำให้ผู้คนนั้นไม่สามารถอ่านความคิดในขนาดนี้ได้  ผ่านไปประมาณครู่หนึ่งดูเหมือนว่าคำตอบที่ทุกผู้นั้นเฝ้ารอกำลังจะปรากฏ ฮ่องเต้ผู้เคร่งขรึมได้เปิดปากตอบรับข้อตกลงของเจ้าสำนักนภาหยินหยาง และสุดท้ายแล้วเรื่องทั้งหมดก็ดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเวลาปัจจุบันที่หยางหลงนั้นฟื้นคืนสติมาได้หลังจากสลบไปหลายวัน  บุรุษหนุ่มที่ได้ฟังความจากปากของคุณหนูสกุลหลิวก็ทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก จบบท 

    คล้ายกับเรื่องเหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า ที่คุณอ่าน