ตอนที่ 38 มอบหมายงานและกำหนดเป้าหมายในอีกหนึ่งเดือน
กะ......กะ....แก!!
ชายหนุ่มร้องออกมาเสียงหลงราวกับไก่ถูกเชือดเลยทีเดียวเมื่อมันได้ยินในสิ่งที่อากอร์นพูดกับมันเมื่อครู่นี้ มันไม่คิดว่าเจ้าเมืองหนุ่มคนนี้จะไร้ยางอายได้ขนาดนี้ไม่เพียงแต่จะไม่สนใจคำด่าใดๆแล้วเขายังไม่สนใจต่อสงครามที่เกินกำลังของตัวเองอีก.......
“พาตัวมันไปที่ห้องขังลับของข้าแล้วก็จัดการเก็บกวาดสนามหญ้าหน้าบ้านของพวกเราให้ดีด้วยส่วนทหารติดตามและอัศวินคนนั้นก็ขัดการเผ่าศพพวกมันซะพวกอาวุธและชุดเกราะส่งมันไปให้โรงหลอมตีพวกมันใหม่ส่วนม้าก็เอาไว้ในคอกม้าของกองทัพ” อากอร์นสั่งการหน้าที่ต่างๆให้กับอัศวินของเขาจัดการต่อไปในทันที.....
ขอรับ!!
คำสั่งของอากอร์นนั้นทั้งรัดกุมและสมบูรณ์มากเพราะหากไม่จัดการศพและเคลียร์พื้นที่สนามรบที่เกิดขึ้นมาละก็มันอาจจะส่งผลให้เมืองคอล์โบรู้ว่าองค์ชายของพวกมันถูกจับไว้ที่นี่และมันอาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกมันจะใช้เหตุผลนี่ยกทัพมาล้อมเมืองเซนต์จูรี่ได้.......
ส่วนตาเฒ่าดุ๊กที่ยืนดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอยู่บนกำแพงนั้นสีหน้าของชายชราคนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากเพราะการจัดการปัญหาของอากอร์นั้นเฉียบขาดมาก แถมยังรัดกุมอีกด้วยการที่ตนอยู่ใต้ผู้บังคับบัญชาแบบนี้ถือว่าตนเลือกได้ถูกมาก......
............................
หลังจากที่ทุกอย่างสงบกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้วเวลาก็ได้เลยผ่านไปจนถึงช่วงเย็นแล้ว แสงอาทิตย์ค่อยๆ ลับหายไปจากขอบฟ้าอย่างช้าๆราตรีและหมู่ดาวเริ่มเข้ามาแทรกแทนทำให้ลมหนาวที่พัดผ่านไปในในช่วงราตรีนี้หนาวเย็นมาก.......
โชคดีที่เมืองเซนต์จูรี่ในตอนนี้ต่างออกไปจากแต่ก่อนแล้วถนนหนทาง อาคารบ้านเรือนล้วนถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ไม่ใช้ถนนเก่าๆ หรือบ้านเก่าๆที่มีรูเต็มไปหมดอีกแล้ว บ้านเรือนในตอนนี้ถูกปรับแต่งและสร้างใหม่อย่างดีทำให้ภายในบ้านอบอุ่นกายเป็นอย่างมาก.....
ส่วนบนกำแพงก็มีเตาไฟที่ถูกจุดไว้สำหรับให้ความอบอุ่นแกทหารที่รักษาการณ์รวมถึงชุดคลุมกันลมอย่างดีด้วย เพราะในตอนกลางคืนนั้นจะหนาวเย็นมากเนื่องจากต้นไม้ที่มีเยอะบวกกับกำแพงภูเขายาวสุดลูกหูลูกตาที่อยู่ด้านหลังห่างจากเมืองเซนต์จูรี่ไปไม่มากนัก......
ทำให้ช่วงกลางคืนดูหนาวเย็นเป็นพิเศษหากไม่ได้ความอบอุ่นจากกองไฟหรือเตาไฟละก็ พวกเขาคงแข็งตายไปนานแล้วและด้วยเครื่องมือกันลมชนิดใหม่ของนายช่างใหญ่ที่เอาไปติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของเมืองช่วยให้ลมที่พัดแรงถูกชะลอให้เบาลงกว่าครึ่งเลยทำให้ในตอนนี้เมืองเซนต์จูรี่ไม่ต่างไปจากเมืองอื่นๆ เลยแม้แต่นิดเดียว......
ราตรีในคืนนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมนักมีเพียงไข่ของดราโกแลนน์ที่ถูกนำไปไว้ที่ห้องทดลองเพื่อให้เจสสิก้าใช้เวทย์ไฟช่วยให้มันอบอุ่นขึ้นรอเวลาให้มันฟักตัวออกมาได้.....
เพราะไข่เหล่านี้ยังไม่ถูกคลอดออกมาจากร่างของแม่มันแต่มันก็ใกล้เต็มที่แล้วดังนั้นอากอร์นจึงคิดว่าน่าจะใช้วิธีนี้ในการฟักพวกมันได้ แต่หากเขามีนักฝึกสัตว์อยู่ด้วยละก็พวกเขาจะมีพลังงานบางอย่างที่ช่วยให้พวกมันฟักออกมาได้เร็วกว่ากำหนดและยังทำให้พวกมันเชื่องง่ายด้วย.....
แต่พวกนักฝึกสัตว์นั้นไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆเลย พวกเขาไม่ต่างไปจากนักเล่นแร่แปรธาตุเลยก็ว่าได้เนื่องจากอาชีพนี้ไม่ค่อยเป็นที่ต้องการอย่างแผ่หลายเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนกับนักรบนักฆ่าหรือจอมเวทย์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้......
ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมุ่งหน้าฝึกฝนตนเองในสามอาชีพนี้แต่ในสามอาชีพนี้จอมเวทย์เป็นอาชีพที่ฝึกฝนได้ยากเพราะพวกเขาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าอาชีพอื่นๆการที่กองทัพไหนหรืออาณาจักรไหนมีจอมเวทย์ระดับสูงอยู่ภายใต้บัญชาแล้วละก็กองทัพนั้นหรืออาณาจักรนั้นก็ราวกับได้ทหารเพิ่มหลายแสนคนเลย.......
ส่วนหญิงสาวเจสสิก้านั้นเธอยังคงเป็นจอมเวทย์ระดับปฐพีขั้นที่สองเท่านั้นยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่ก็ว่าได้ แต่สำหรับพื้นที่ห่างไกลบ้านนอกเช่นนี้จอมเวทย์ระดับสองก็ถือว่าแข็งแกร่งในระดับหนึ่งแล้วเพราะการที่จะให้นักเวทย์ที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากในการฝึกมาอยู่ในเมืองห่างไกลความเจริญและไม่มีทรัพยากรพอในการฝึกพวกเขาคงไม่ยอมมากันแน่นอน.....
แต่สำหรับเจสสิก้าแล้วมันไม่ใช่เพราะที่นางยอมมากับอากอร์นนั้นเพราะนางรักและเคารพอากอร์นมากอีกอย่างอากอร์นไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรให้นางไว้ใช้ฝึกด้วย......
....................................
รุ่งเช้าต่อมาภายในห้องโถงประชุมชั่วคราว......
“เรียนนายท่านเมื่อคืนนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นขอรับ ทุกอย่างยังคงเรียบร้อย”มอแกรนหัวหน้าฝ่ายรักษาการกำแพงเมืองกล่าวรายงานเป็นคนแรก......
“อื้มเช่นนั้นก็ดีแล้ว แล้วเรื่องพันธมิตรทั้งสี่ของเมืองแซนดี่ละ?” อากอร์นพยักหน้ารับก่อนจะหันไปถามลอลิและเจนนี่ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา......
“พันธมิตรทั้งสี่เมืองยังคงนิ่งเงียบอยู่เจ้าค่ะแต่ว่าทางเมืองแซนดี่ได้ส่งม้าเร็วออกไปจากเมืองเมื่อวานนี้และถูกข้ากับพี่ลอลิเชือดจับเชือดไปและได้ของสิ่งนี้มา”เจนนี่เป็นรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวเหล่านี้เพราะลอลิไม่ค่อยสันทัดเรื่องการพูดเท่าไหร่และเมื่อพูดจบเฮก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้กับอากอร์นในทันที.....
หือ....?
หมับ!!
อากอร์นรับจดหมายนั้นมาก่อนจะเปิดอ่านดูอย่างช้าๆและในขณะที่เขาอ่านไปนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันไปด้วย เพราะเนื้อหาภายในจดหมายฉบับนี้หากมันหลุดรอดไปได้แล้วละก็เมืองเซนต์จูรี่และชาวบ้านทั้งหมดหรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ที่นี่ต้องตายกันหมดแน่......
“หึ!!โชคดีที่พวกเธอทั้งสองคนเชือดไอ้ม้าเร็วนี้ ไม่งั้นพวกเราคงได้รับศึกหนักแน่เพราะไอ้เจ้าเมืองแซนดี่นั้นมันได้เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือไปให้กับญาติของมันที่มีตำแหน่งสูงคนหนึ่งซึ่งพวกเราเองก็คุ้นหน้าคุ้นตามันดีเลยทีเดียวเพราะศึกในที่ราบทางตอนเหนือในวันนั้นพวกเราถูกกองกำลังของพวกมันทิ้งท้ายเอาไว้ทำให้กองทัพของพวกเราเกือบตกอยู่ในวงล้อมศัตรู”
อากอร์นพูดอธิบายเกี่ยวกับข้อความภายในจดหมายให้กับทุกคนฟังพร้อมกับแสดงสีหน้าเคียดแค้นและจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าหลังจากที่เขานึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายในวันที่กองทัพของเขายังเป็นเพียงกองทัพโนเนมและไม่ได้มีความแข็งแกร่งอย่างไร......
เพราะในศึกครั้งนั้นกองทัพของอากอร์นเกือบที่จะถูกฆ่าล้างทั้งกองทัพเพียงเพราะถูกไอ้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนนี้สั่งให้อยู่รั้งท้ายกองทัพของพวกมันเอาไว้โชคดีที่อากอร์นมีไหวพริบและแบบแผนการในรบดีมันเลยทำให้เขาและกองทัพของเขารอดตายมาได้ทั้งหมดแถมยังสามารถสังหารฝ่ายศัตรูอีกเป็นจำนวนมากได้ด้วย......
และเพราะเหตุการณ์ในวันนั้นเขาเลยได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้ากองพันที่คุมค้นมาถึงสองพันคนได้และยังสามารถมีอัศวินในการดูแลได้ถึงสามคนและจากวันนั้นอากอร์นก็ขอโยกย้ายตัวเองออกจากพื้นที่นั้นและไปอยู่ที่เขตชายแดนแทนจนเขาทำความดีความชอบได้และถูกตั้งให้เป็นบารอนและได้คุมเมืองในทุกวันนี้......
“ไอ้แก่สารเลวบัดซบนั้นอีกแล้วเหรอเนี่ย?”แรมโบ้ที่ติดตามอากอร์นมานานได้พูดขึ้นอย่างโมโหร้ายและเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมากเพราะในศึกครั้งนั้นตัวมันเกือบต้องตายเหมือนกัน......
“หึ!!หากไม่ใช่เพราะมันเป็นถึงเคานต์นะ ข้าเนี่ยแหละจะเป็นคนขยี้หัวสมองมันเอง!!”วิลเลี่ยมเองก็อยู่ในศึกตอนนั้นด้วยเช่นกัน.....
“มันเป็นเรื่องปกติมากที่พวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่แบบนั้นจะกระทำการแบบนั้นไม่รู้ว่าต้องมีทหารฝีมือดีมากน้อยแค่ไหนแล้วที่ต้องตายไป”เรเว่นเองก็รู้สึกโกรธไม่แพ้กันหากไม่ใช่เพราะอากอร์นทุกคนคงไม่รอดมาถึงทุกวันนี้.....
“ทั้งหมดเป็นเพราะนายท่านพวกเราถึงสามารถรอดชีวิตกันมาได้แถมยังได้สังหารไอ้ลูกหมาพวกนั้นตั้งเยอะอีกด้วย!” ฮอล์สันเองก็อยู่ด้วยและเขาก็รู้สึกดีมากในตอนที่ได้ฆ่าศัตรูกลับ......
“เอาเถอะเรื่องนี้พอแค่นี้ก่อนเจนนี่ ลอลิเธอทั้งสองคนคอยส่งหน่วยสอดแนมไปตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ตลอดอย่าให้คาดสายตาก็พอแล้วเราจะให้มันส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปถึงไอ้แก่เคานต์นั้นไม่ได้เด็ดขาดและอีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ พวกเราจะทำการกวาดล้างกลุ่มโจรในแทบนี้ไปให้หมดให้ได้แล้วเราจะบุกขยี้เมืองแซนดี่กัน!!”
ขอรับ!!
คำสั่งของอากอร์นทำให้อัศวินทั้งหมดรู้สึกเลือดร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแม้แต่มอแกรนที่พึ่งเข้ามาใหม่ หรือสองพ่อลูกการ์เวลกับการ์ลอสเองก็ด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฮ้าร์และวีต้าเลย ทั้งสองโกรธและเกลียดพวกโจรอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำสั่งนี้เลือดในกายของพวกเขาก็พลันเดือนตามไปด้วย......
“อ่าจริงด้วยก่อนอื่นเราควรเร่งรีบจัดการเรื่องเหมืองแร่ก่อน เพราะจากที่ดูๆแล้วในอนาคตจำนวนทหารของเราคงจะต้องเพิ่มมากขึ้น ประชากรเองก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วยดังนั้นแล้วพวกแร่เหล็กและทองแดงหรือแร่เงินน่าจะจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะแร่ทองที่อาจจะขุดพบในเหมือง”
ถึงแม้ว่าเรื่องการกำจัดกลุ่มโจรจะสำคัญแต่เรื่องเหมืองแร่เองก็สำคัญเช่นกัน เพราะภายในเหมืองแร่นั้นมีทั้งแร่เหล็กทั่วไปแร่เหล็กกล้า แร่ทองแดง แร่เงิน แร่ทอง และแร่ชนิดพิเศษอื่นๆ ที่อาจจะขุดพบในนั้นและแร่เหล่านี้ก็มักจะเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับเมืองเป็นอย่างมากแถมมันยังจำเป็นต่อการใช้พัฒนาสิ่งก่อสร้างและด้านการทหารอีกด้วย.......
เพราะอาวุธและชุดเกราะล้วนถูกสร้างจากแร่เหล็กทั้งนั้นถึงแม้จะได้ของพวกนี้จากสินสงครามเวลาต่อสู้กับเมืองอื่นหรือพวกโจรก็ตามแต่มันก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพไปบ้างดังนั้นแล้วมันจึงจำเป็นที่จะต้องใช้แร่ใหม่มาผสมหลอมชุดเกราะใหม่.......
“เรื่องนี้ข้าน้อยจะรับจัดการให้แล้วเสร็จภายในอาทิตย์นี้ขอรับเพราะตอนนี้ปัญหาเกี่ยวกับสัตว์ร้ายได้ถูกแก้ไขแล้วเหลือเพียงการสร้างสิ่งก่อสร้างภายในเหมืองเท่านั้นทุกอย่างก็พร้อมกับแล้วส่วนคนงานขุดเหมืองข้าน้อยก็ได้ป่าวประกาศรับคนงานตามที่นายท่านบอกแล้ว”ฮอล์สันที่รับหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้พูดขึ้นพร้อมกับแสดงท่าทางภาคภูมิใจและมั่นใจออกมา.....
“ดีมาก!เช่นนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปจัดการหน้าที่ของตนได้แล้ว ส่วนเธอเจสสิก้าเธอตามฉันไปหาท่านอาจารย์ดุ๊กที่ห้องทดลองกัน”
“ได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาทของหม่อมฉัน!!” เจสสิก้าตอบรับด้วยน้ำเสียงยั่วเย.....ยวนเป็นอย่างมาก ก่อนจะเดินตามอากอร์นออกไปยังห้องทดลองที่ชายชราดุ๊กอยู่.......