ณ บนดวงดาวที่เต็มไปด้วยหิน,ูเาและต้นไม้มากมายที่เป็สีเทา ที่บนท้องฟ้าของดวงดาวนี้นั้นได้มีดาวตกจำนวนมากที่กำลังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าพวกมันนั้นกลับไม่ใช้เศษหินอุกกาบาตที่ตกลงมาแต่กลับเป็ยานหนีภัยจำนวนมากที่กำลังพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาด้วยความเร็วสูง จนทำให้ตัวยานนั้นเกิดความร้อนขึ้นจนกลายเป็สีแดงดุดังดาวตกนั่นเอง
คลืน------! ตึ้ง! ยานหนีภัยลำหนึ่งได้พุ่งตกลงมายังใจกลางป่าใหญ่ใกล้ๆกับูเาหินขนาดใหญ่ ตึง! ตึง! ตึง! ตึง----! ประตูของยานได้ถูกถีบกระเด็นลอยออกมาและกำลังมีคนที่เหงื่อท่วมไปทั้งตัวที่โดยสารมากับยานลำนั้นปีนออกมา
“เฮ้อ~~!ให้ตายสิ ในนี้มันร้อนซะมัดเลยนะ!...”
ยูโตะได้ปีนออกมาจากซากยานลำนั้นที่กำลังร้อนได้ที่เลย
“ที่นี่คือดิ เฟิร์สงั้นสินะ…”
ยูโตะได้มองไปรอบๆ สิ่งที่ตัวเขาเห็นนั้นมีเพียงแค่ต้นไม้สีเท่าเต็มไปหมดเท่านั้น
“ให้ตายสิ มีแต่ป่าเต็มไปหมดเลย...หวังว่าวีวแลนกับลาน่าจะปล่อดภัยนะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้เดินเข้าไปยังป่าลึกที่อยู่ตรงหน้า
“เฮ้อ~~เพราะสถานการณ์มันรีบเร่งมากซะจนตัวข้าลืมหยิบดาบของตนเองมาเลย ให้ตายสิหวังว่าหลังจากนี้มันคงจะไม่เป็ปัญหานะ...”
ยูโตะที่ได้บ่นออกมาได้เดินต่อไปในป่าลึกเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย
ตัดมาที่ในเวลาเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่งของป่าลึกใกล้ๆกับหุบเหวลึกที่ไม่สามารถเห็นก้นเหวของมันได้เลย วีวแลนที่ออกมาจากยานหนีภัยของตนได้แล้วนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของปากเหวลึกแห่งนั้น ตัวเขาได้ชะโงกหน้ามองลงไปที่เบื้องล่างของมัน
“โชคดีนะเนี่ยที่พวกเราไม่ตกลงไปในนั้นน่ะ…อยากรู้จังว่าตัวอะไรกันที่สร้างมันขึ้นมาน่ะ...”
ในขณะที่วีวแลนกำลังมองลงไปยังหุบเหวลึกแห่งนั้นอยู่ด้วยความสนใจ ลาน่านั้นเธอกำลังรื้อค้นหาของในยานหนีภัยที่พวกเขานั้นนั่งมา
“อื่อ...นี่ไงล่ะ...เจอแล้ว!”
ลาน่าที่ะโออกมาด้วยความดีใจได้หยิบปืนพกสีขาวขนาดเล็กเท่ากับฝ่ามือของเธอออกมาจากด้านหลังเบาะของยานลำนั้น
มันคือปืมพกพลังงานอนุภาพพื้นฐานที่ยานหนีภัยของกองทัพอาร์คทุกลำนั้นมีอยู่ ปืนกระบอกนี้นั้นสามารถยิงะุพลังงานขนาดเล็กออกมาได้ แต่มันไม่สามารถรีชาร์จพลังงานเองได้เหมือนกับปืนที่ลาน่านั้นใช้อยู่เป็ประจำ แถมยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังได้อีกต่างหากหรือก็คือถ้าพลังงานหมดก็ใช้ไม่ได้แล้วนั่นเอง
“สามารถยิงได้ประมาณ50นัดสินะ...ที่อยู่บนยานหนีภัยมีแค่นี้งั้นหรอ....”
ลาน่าได้พยายามค้นหาต่อไป...แต่ก็ไม่เจออะไรมากไปกว่านี้แล้ว
“เฮ้อ~~ไม่เจออะไรเลย เราน่าจะหยิบอาวุธของตนเองมาด้วยนะ...ไม่ไหวเลยจริงๆตัวฉันเนี่ย...”
ลาน่าได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับบ่นในความสะเพร่าของตนเองไปด้วย
“นั่นสิ เธอน่ะไม่รู้จักเตรียมความพร้อมเอาซะเลยนะ”
วีวแลนที่มาอยู่ข้างหลังเธอั้แ่เมื่อไหรก็ไม่รู้ได้พูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“ว่าไงนะ...ทำยังกับตัวเองพร้อมนักล่ะ”
“ฉันน่ะไม่เหมือนกับเธอที่ลือคู่หูของตนเองไปหรอกนะ”
วีวแลนได้หยิบสนับมืออาวุธคู่ใจของตนเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของตนแล้วหมุ่นมันไปมาโชว์ให้ลาน่าดู
“ไม่ต้องมาทำเป็อวดเลยนะ....ปืนของฉันมันไม่เหมือนกับไอ้สนับมือนั่นที่สามารถพบไปมาได้ทุกที่หรอกนะ!...”
“แต่ในเวลาแบบนี้ มันก็มีประโยคไม่ใช้หรอ”
“เฮ้อ~~ถึงจะไม่อยากที่จะยอมรับก็ตาม...แต่ว่าก็เถียงไม่ออกเลยนะ…”
ลาน่าได้ปีนออกมาจากยานลำนั้นแล้วมองเข้าไปยังป่าลึกที่อยู่ตรงหน้า
“หวังว่ายูโตะจะปลอดภัยนะ….”
“อย่างหมอนั้นน่ะมันไม่เป็อะไรหรอกน่า! ถึงจะไม่มีอาวุธอยู่ด้วยก็ตามแต่ถ้าเป็หมอนั่นแล้วล่ะก็สามารถอยู่รอดได้สบายๆอยู่แล้วน่า”
“มันก็จริงของนายล่ะนะ...”
“แต่ปัญหาในตอนนี้น่ะคือพวกเราต่างหากล่ะ จะเอายังไงต่อดีล่ะเนี่ย...”
วีวแลนได้เกาหัวแกรกๆไปมาเหมือนกับว่ากำลังคิดหาทางอยู่
“เมื่อตอนที่พวกเราตกลงมาฉันเห็นูเาลูกใหญ่ด้วยล่ะ ถ้าลองไปที่นั่นดูอาจจะได้เห็นพื้นที่รอบๆดีขึ้นก็ได้นะ และไม่แน่อาจจะเจอคนที่รอดมาได้เหมือนกันกับพวกเราด้วยก็ได้นะ!”
ลาน่าได้ยื่นข้อเสนอออกมาพร้อมกับได้ชี้ไปยังทิศทางของูเาที่เธอบอกมา
“ก็ดีนะ....เอาแบบนั้นก็แล้วกัน!”
“อือ! หวังว่าจะได้พบกับยูโตะที่นั่นด้วยนะ…”
ทั้งสองคนได้เริ่มเดินเข้าไปยังป่าใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังูเาที่ลาน่าบอกมาในทันที
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่งของป่าลึกสีเทาหลังจากนั้นไม่นาน
ยูโตะที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่ที่มีแต่ต้นไม้สีเทาและรากไม้เถาวัลย์ต่างๆมากมายอยู่เต็มไปหมด
“เฮ้อ~~ไอ้รากไม้เถาวัลย์พวกนี้น่ารำคาญชะมัดเลยให้ตายสิ!”
(แต่จะว่าไปเป็ต้นไม้ที่ตัวข้านั้นไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยนะ...)
ยูโตะได้มองดูต้นไม้สีเทาที่ขึ้นอยู่รอบๆ
พวกมันเป็ต้นไม้สีเทาที่มีลำต้นสูงใหญ่และหนามากกว่าต้นไม้ปกติทั่วไปที่มาพร้อมกับเถาวัลย์ที่มีขนาดและรูปร่างพอๆกันกับต้นไม้พวกนั้นพันธ์อยู่ที่รอบๆของมัน ยูโตะได้ยื่นมือเข้าไปจับที่เถาวัลย์หนึ่งในนั้นที่ขวางทางของตัวเขาอยู่
“ให้ตายสิ! ไอ้เถาวัลย์พวกนี้มันน่ารำคาญชะมัดเลย แถมยังปิดบังเส้นทางทำให้เดินได้ลําบากอีกต่างหาก”
ยูโตะที่บ่นพึมพำออกมาได้พยายามดึงเถาวัลย์ที่ขวางทางตนอยู่ออก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนมันก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ~! คงจะต้องหาทางอื่นแล้วสิ…”
ยูโตะที่ไม่สามารถเอาเถาวัลย์นั้นออกได้จึงคิดที่จะไปทางอื่น คลืน~~!! แต่ในขณะที่ตัวเขานั้นกำลังจะหันหลังเปลี่ยนเส้นทางก็ได้มีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาหาตัวเขาจากทางด้านหลัง
“หือ!”
แต่ยูโตะที่รับรู้ได้ถึงอันตรายจากสัญชาตญาณของตัวเขาที่มีมาั้แ่ยังเด็ก ก็ได้ะโหลบขึ้นฟ้าไปหลบการโจมตีนั้นมาได้ทันอย่างฉิวเฉียด ยูโตะที่ลอยอยู่บนฟ้าได้มองลงไปยังจุดที่ตัวเขานั้นเคยยืนอยู่และสิ่งที่เขาเห็นนั้นนั่นก็คือ...
“นะ...นี่มันรากไม้งั้นเหรอ...”
มันคือรากไม้ขนาดใหญ่ที่ปักอยู่บนพื้นจนพื้นตรงนั้นทะลุกลายเป็หลุมขนาดใหญ่
(รากไม้พวกนี้มาจากที่ไหนกัน...)
ยูโตะที่ได้ลงสู่พื้นที่ใกล้ๆนั้น ได้หันมองไปยังต้นทางของรากไม้นั่นและสิ่งที่เขาเห็นอยู่ที่ปลายทางนั้นก็คือ...
รากไม้จำนวนมากที่กำลังเลื้อยมารวมตัวกันจนในที่สุดแล้วก็ได้กลายร่างเป็สัตว์ขนาดมหึมาที่มีรูปร่างคล้ายกับกิ้งก่าแผงคอปรากฎขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของตัวเขา
“โฮก-----!!!”
สัตว์ร้ายตัวนั้นได้คำรามออกมาใส่ยูโตะที่อยู่ตรงหน้าของมัน
“เอาจริงดิ!...”
ยูโตะที่ไม่อยากที่จะเชื่อสายตาของตนเองได้ทอดสายตามองไปยังเ้าตัวนั้นสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็สิ่งมีชีวิตแน่รึป่าวที่อยู่เบื้องหน้า
มันมีร่างกลายที่ทำมาจากรากไม้ที่เลื้อยมารวมตัวกันจนกลายเป็ร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่มหึมาที่มีขนาดเทียบเท่ากับตึกสองชั้น มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับกิ้งก่าแผงคอที่มีนอของแรดที่แหลมคมงอกออกมาจากตรงกลางหน้าผากของมัน
“เฮ้อ~ให้ตายสิ…เป็ตัวอะไรก็ไม่รู้หรอกนะแต่ตัวข้าจะขอเรียกแกว่าอสูรพฤกษาไปก่อนก็แล้วกัน”
“โฮก-----!!!”
อสูรพฤกษาได้คำรามออกมาอีกครั้งก่อนที่จะอ้าปากกว้างแล้วพุ่งเข้ามาใส่ยูโตะที่อยู่ตรงหน้าของมัน ครืน~!
“หึ!”
ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงได้ะโหลบการโจมตีนั้นไปทางขวาหลบมันได้อย่างง่ายดาย
ตึ้ง! อสูรพฤกษาตัวนั้นได้พุ่งชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่แถวนั้นเข้าอย่างแรง คลืน~~ อสูรพฤกษาต้นนั้นที่พุ่งเข้าชนกับต้นไม้ใหญ่นั่นแทบจะไม่ได้รับดาเมดจากการพุ่งชนนั้นเลยแค่รู้สึกเวียนหัวเล็กๆน้อยๆเท่านั้น มันได้ส่ายหัวไปมาก่อนที่จะตั้งสติแล้วพุ่งเข้ามาใส่ยูโตะอีกครั้ง
“หึ!”
แต่เป็เพราะความเชื่องช้าของมันทำให้ยูโตะนั้นสามารถะโหลบมันได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม
“เปล่าประโยชน์น่า! ถึงแกจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยความเร็วเพียงแค่นั้นโจมตีตัวข้าไม่โดนหรอกนะ”
“โฮก-----!!”
อสูรพฤกษาที่พลาดการโจมตีมาถึงสองครั้งแล้วได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ ก่อนที่จะวิ้งพุ่งเข้ามาใส่ตัวเขาอีกครั้ง แต่ว่ามันก็เหมือนเดิมยูโตะนั้นะโหลบได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม
“ก็บอกแล้วไง ว่าทำแบบนั้นไปมันก็ไม่ได้ผลหรอก”
ยูโตะที่ลอยอยู่บนฟ้าได้พูดออกมาพร้อมกับเผลอแสะยิ้มออกมา คลืน~~!!! แต่ในขณะที่ยูโตะนั้นกำลังได้ใจอยู่นั่นเองก็ได้มีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นได้รัดเข้าไปที่ขาของตัวเขาที่ลอยอยู่อย่างจัง มันได้ดึงตัวเขาที่ลอยอยู่ลงไปสู่พื้น
“อะไรกัน!”
ยูโตะที่มองลงไปได้พบว่าขาของเขานั้นได้ถูกเถาวัลย์ที่อยู่ๆบนต้นไม้ใกล้ๆนั้นพันเอาไว้แน่นตึงตัวเขาเอาไว้กับพื้นจนตัวเขานั้นไม่สามารถที่จะขยับไปไหนได้
“นี่มัน...เป็ฝีมือของเ้านั่นงั้นเหรอ”
(โธ่เว้ย! ดันประมาทไปซะได้...)
ยูโตะได้พยายามที่จะแกะมันออก แต่ทว่าเถาวัลย์พวกนั้นก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปล่ะก็แย่แน่….”
ยูโตะได้หันไปพบว่าอสูรพฤกษาต้นนั้นกำลังวิ้งเข้ามาหาตัวเขาด้วยความเร็วทั้งหมดที่มันมี
(แบบนี้หลบไม่ทันแน่! ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็คงมีแต่จะต้องป้องกันเอาไว้ให้ได้เท่านั้นแล้วสินะ...)
ยูโตะที่รู้ตัวว่าหลบไม่ทันแน่จึงได้ยกมือขึ้นมาตั้งการ์ดเอาไว้เพื่อเตรียมตัวรับการโจมตีจากเ้าสัตว์ร้ายต้นนั้น
“ยูโตะคุงหมอบลงเร็ว!”
“หือ?!...เสียงนี่มัน...”
ยูโตะที่จำเสียงนั้นได้จึงได้หมอบลงตามที่เสียงนั้นบอก
“ด้วยรากฐานของธาตุทั้งเจ็ด ตัวข้าขอบัญชา เปลวเพลิงเอ๊ยจงปรากฎกลายออกมาและแผดเผาศัตรูของข้าซะ ไฟเออร์บอล!”
หลังสิ้นสุดเสียงของชายคนนั้นก็ได้มีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากทางด้านหลังของยูโตะผ่านหัวของตัวเขาไปพุ่งเข้าไปชนเข้าใส่อสูรพฤกษาต้นนั้นที่กำลังวิ้งเข้ามาอย่างจัง
“อ่าาาา------!!!”
อสูรพฤกษาที่กำลังโดนเปลวเพลิงนั้นแฝกเผาอยู่ได้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บป่วดจนในที่สุดแล้วมันก็ได้กลายเป็เถ้าถ่านไปในที่สุด
“เป็ไฟที่แรงชะมัดเลยแฮะ...”
“ดูเหมือนว่าจะปลอดภัยดีสินะครับ”
“ไงยูโตะ! นายก็รอดมาได้งั้นสินะ”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยได้ดังออกมาจากทางด้านหลังอีกครั้ง ยูโตะที่ได้ยินแบบนั้นตัวเขาจึงได้หันไปมองและคนที่เขาพบก็คือลาโน่ที่ถือไม้คถาที่กำลังส่องแสงสว่างสีแดงออกมาเอาไว้ในมือขวาของเขากับเซกล่าที่อยู่ข้างๆ ทั้งสองคนนั้นกำลังเดินเข้ามาหายูโตะที่ยังคงถูกเถาวัลย์นั้นตึงเอาไว้กับพื้น
“เซกล่า! ลาโน่! ทั้งสองคนก็ปลอดภัยดีสินะ”
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วสิ! แค่ยานะเิกลางอวกาศเองนะทำอะไรฉันคนนี้ไม่ได้หรอกน่า!”
เซกล่าได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ร่าเริ่งผิดกับลาโน่ที่ดูเศร้าๆ
“ครับพวกเรานั้นปล่อดภัยดี ในตอนที่ยานของพวกเรากำลังจะะเิเซกล่าได้ใช้ไอเทมเทเลพอร์ตช่วยให้พวกเราหนีออกมาได้ทันครับ...แต่คนอื่นๆนั้นไม่ได้โชคดีเหมือนกับพวกเรา….”
(งั้นเหรอ...นั่นคือสาเหตุที่พวกเขารอดมาได้กับสาเหตุที่ตัวเขานั้นทำสีหน้าเศร้าๆแบบนั้นสินะ...)
“...แล้วทางคุณล่ะ เป็ยังไงบ้างครับ”
ลาโน่ได้ถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
“ตัวข้าก็โดนมาหนักเหมือนกัน...แต่ดูเหมือนว่าลูกเรือหลายคนจะขึ้นยานฉุกเฉินหนีกันได้ทันล่ะนะ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในตอนนี้เป็ยังไงกันบ้างแล้วน่ะ”
“งั้นหรอครับ…”
“แต่ที่สำคัญพวกเราจะมาโมยแต่เสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว! จะต้องรีบไปตามหาวีวแลนกับลาน่าให้เจอก่อนที่พวกเขาจะไปเจอกับเ้าพวกนั้น เพราะพวกเขาไม่ได้พบอาวุธมาด้วยในตอนนี้อาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้นะ”
“นั่นสินะครับ! คนอื่นๆที่รอดมาได้อาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้จะต้องรีบตามหาแล้วช่วยพวกเขาโดยเร็วแล้วครับ”
“ก็ประมาณนั้นแหละนะ...แต่ก่อนอื่นช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ได้ครับไม่ว่าอะไรก็บอกมาได้เลยครับ”
“ช่วยเอาไอ้ที่ขาออกให้หน่อยได้มั้ยนะ...”
“ที่ขา?”
ลาโน่ได้มองไปยังขาของยูโตะพบว่าที่ขาของเขานั้นยังคงมีเถาวัลย์นั้นติดอยู่
“ออนั่นสินะครับ”
ลาโน่ได้ยกคถาของต้วเขาขึ้นหันไปทางเถาวัลย์นั้น คถาได้เรืองแสงสีแดงออกมาอีกครั้งก่อนที่จะมีลูกไฟขนาดเล็กถูกยิงออกมาเข้าใส่เถาวัลย์นั้นแล้วเผามันจนกลายเป็เถ่าถานในพริบตาเดียวปลดปล่อยยูโตะให้เป็อิสระ
“ขอบคุณมาก ช่วยได้มากเลยล่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับของแค่นี้เอง”
“ถ้างั้นต่อจากนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะ ที่นี่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ป่าเต็มไปหมด ถ้าเดินไปมาโดยไร้จุดหมายล่ะก็มีหวังได้หลงทางแน่ แล้วไหนจะไอ้อสูรพฤกษาที่อาจจะโผล่ออกมาโจมตีแบบที่ตัวข้าโดนเมื่อกี้นี้ก็ได้นะ”
“อื่อ...ถ้าพูดถึงที่หมายล่ะก็...เอาเป็ว่าเป็ที่สูงๆก่อนน่าจะดีนะครับ พอขึ้นไปที่สูงแล้วอาจจะสามารถมองเห็นพื้นที่รอบๆได้ชัดเจนมากยิ้งขึ้น แล้วค่อยวางแผนกันต่อจากนั้นดีมั้ยครับ”
“อื่อ...เอาแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน...แล้วที่สูงๆที่ว่านั้นอยู่ที่ไหนล่ะหรือว่าจะให้ปีนขึ้นต้นไม้ไป้าดูดีล่ะ”
“ไม่ครับ! ถ้าปีนขึ้นต้นไม้ไปมันอาจจะกลายร่างแล้วเข้ามาจู่โจมพวกเราก็ได้นะครับ ถ้าเป็แบบนั้นคงจะไม่ดีแน่ เพราะเวทย์มนต์ของข้านั้นจำเป็ที่จะต้องใช้เวลาในการร่ายถ้าเกิดว่าโดนพวกมันจับในตอนนั้นคงจะไม่ดีแน่ครับ”
“ถ้างั้นแล้วจะเอายังไงดีล่ะ ยังมีที่สูงๆอยู่อีกรึป่าวนะ…”
“ถ้าเป็ที่สูงๆล่ะก็ฉันรู้นะว่าูเานั้นอยู่ทางไหนน่ะ”
เซกล่าที่นอนฟังพวกเราวางแผนกันอยู่บนตอไม้ได้พูดขึ้นมา
“หือ...เธอรู้งั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วล่ะ ฉันนั้นเป็ผู้รับใช้จึงมีความสามารถในการดมกลิ่นของมานาที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศได้น่ะ ที่พวกเราหานายเจอก็เพราะว่ากลิ่นที่พิเศษของนายยังไงล่ะ”
“หือ...งั้นเหรอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับูเาล่ะ”
“นายคงรู้อยู่แล้วสินะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนแล้วแต่มีมานาอยู่ภายในน่ะ”
“อื่อ ก่อนหน้านี้ลาโน่เคยบอกมาแล้วล่ะ ว่ามานานั้นอยู่ภายในทุกๆสิ่งน่ะ”
“ใช้แล้วล่ะและสิ่งขนาดใหญ่นั้นจะมีมานาสะสมอยู่มากหรือก็คือ…”
“อ่อเข้าใจแล้ว! ูเาขนาดใหญ่ก็จะเป็สถานที่ที่มานามารวมตัวกันอยู่เยอะงั้นสินะ”
“ใช้แล้วล่ะ ถ้าเกิดว่าเป็สถานที่ที่มีมานามารวมตัวกันอยู่เยอะแล้วล่ะก็หมายความว่าฉันนั้นจะสามารถใช้จมูกของฉันดมกลิ่นมานาพวกนั้นแล้วนำทางไปได้ยังไงล่ะ”
เซกล่าได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยความมันใจ
“ถ้าเป็แบบนั้นก็น่าจะดีนะครับ”
“ถ้างั้นก็ฝากด้วยล่ะเซกล่า”
“โอ๋! ไว้ใจได้เลย เดี๋ยวตัวฉันนั้นจะเป็คนนำทางพวกเราไปทีู่เาให้เอง ตามกันมาได้เลยเ้าพวกผู้ติดตามทั้งหลาย555!”
เซกล่าที่ะโหัวเราะออกมาด้วยความมันใจก่อนที่จะเริ่มใช้จมูกของเธอดมกลิ่นมานาที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศแล้วเริ่มนำทางทั้งสองคนไปสูู่เาที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที
(รอก่อนนะทั้งสองคนตัวข้ากำลังจะไปตามหาเดี๋ยวนี้แหละ...)
ทั้งสามคนนั้นได้เดินเข้าไปยังป่าลึกเบื้องหน้าเพื่อมุ่งตรงไปทีู่เาสูงโดยที่ไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันนั้นกำลังเกิดเื่ขึ้นกับทั้งสองคนนั้นอยู่เช่นกัน...
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่งของป่าในเวลาที่ไล่เลียกัน
ในป่าลึกที่เต็มไปด้วยต้นไม้และเถาวัลย์มากมายรายล้อมอยู่นั้น ได้มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังวิ้งหนีอะไรบางอย่างอยู่อย่างสุดชีวิต จนเรียกได้ว่าถ้าพวกเขาไปลงแข่งวิ้งระดับโลกแล้วล่ะก็จะต้องชนะขาดลอยอย่างแน่นอน
“โฮก-----!!!”
อสูรพฤกษาขนาดใหญ่ที่กำลังวิ้งไล่ตามพวกเขาทั้งสองคนมาแบบติดๆได้ส่งเสียงคำรามไล่หลังตามมา
อสูรพฤกษาตัวนี้นั้นมีรูปร่างแตกต่างออกไปจากตัวที่ยูโตะเจอ มันเป็อสูรพฤกษาที่มีร่างกายคล้ายกับทีเร็กซ์ที่มีหัวเป็ไทรเซอราทอปส์ แต่ถึงน่าตาของมันจะเป็ไทรเซอราทอปส์ก็ตามแต่ว่ามันต้องไม่ใช้สัตว์กินพืชอย่างแน่นอน ไม่งั้นคงไม่วิ้งไล่ตามทั้งสองคนมาไกลขนาดถึงขนาดนี้ด้วยปากที่เต็มไปด้วยนํ้าลายแบบนั้นหรอก
“อะไรกันไอ้ปีศาจตัวนี้! เมื่อไหร่มันจะเลิกวิ่งไล่ตามพวกเรามาสักทีล่ะเนี่ย!”
วีวแลนที่ได้ะโออกมาพร้อมกับเร่งฝีเท้าของตนเองให้เร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“จะไปรู้หรอ! สงสัยจะตามไปจนกว่าจะกินพวกเราได้ล่ะมั้ง!”
ลาน่าได้ะโออกมาพร้อมกับเร่งฝีเท้าขึ้นเพื่อตามวีวแลนให้ทัน
ทั้งสองคนได้วิ้งและะโหลบพวกเถาวัลย์จำนวนมากที่ขวางทางพวกเขาอยู่โดยที่ความเร็วนั้นไม่ตกลงเลยแม้แต่นิดเดียว
“เธอทำอะไรสักอย่างสิ! เธอเอาปืนมาด้วยไม่ใช้หรอ!”
วีวแลนได้หันมาถามลาน่าพร้อมกับวิ้งไปด้วยในเวลาเดียวกัน
“ไม่ไหวหรอก! นายก็เห็นแล้วไม่ใช้เหรอ ก่อนหน้านี้ฉันน่ะยิงมันไปแล้ว2นัดแต่บาตแผลของมันก็สมานกันกลับมาแทบจะในทันทีเลยนะ! เพราะฉะนั้นถึงจะยิงมันไปมากกว่านี้มันก็เปลืองะุเปล่าๆน่ะ...นายนั่นแหละมีอาวุธของตนเองอยู่ไม่ใช้หรอ! ทำไมถึงไม่จัดการมันเองล่ะ!”
ลานาที่วิ้งอยู่ข้างๆกับวีวแลนได้หันมาหาตัวเขาแล้วตอบกลับแทบจะในทันทีพร้อมทั้งได้ถามคำถามใหม่กลับไปด้วยเช่นกัน
“ไม่ไหวหรอกไอ้ตัวแบบนั้นน่ะ! เมื่อกี้ตอนที่อยู่ๆเดินไปเจอเข้ากับมัน ก็ลองชกมันเข้าไปที่หนึ่งแล้วแต่มันก็ไม่สะทกสะท้านเลย แถมมันยังโกรธแล้ววิ้งไล่ตามมาแบบนี้ซะด้วยสิ”
“อ่อสาเหตุที่มันวิ้งไล่ตามมาเป็เพราะนายเองสินะ!...แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะ?”
“ไม่รู้สิ! วิ้งต่อไปเรื่อยๆล่ะมั้ง..”
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! ดูเหมือนว่าพวกเ้าหนูทั้งหลายกำลังลําบากอยู่งั้นสินะ!”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังวิ้งหนีอยู่นั้นอยู่ๆก็ได้มีเสียงที่ทุ้มใหญ่ของคนที่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหน้าของพวกในระยะที่ไกลพอสมควร
“เสียงนี้มัน….”
วีวแลนที่พูดออกมาได้หันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้นพร้อมกับลาน่าและสิ่งที่ทั้งสองคนได้เห็นนั้นก็คือผู้ชายร่างกายกำยำที่ใส่ชุดเครื่องแบบใหม่ของอาร์คที่ถูกฉีกแขนเสื้อทั้งสองข้างทิ้งไปเผยให้เห็นแขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ดูทรงพลัง ตัวเขานั้นกำลังวิ่งเข้ามาหาทั้งสองคนด้วยความเร็วที่สูงพอๆกัน
“หัวหน้าบีส! คุณเองก็รอดมาได้งั้นสินะครับ”
“คุณมาช่วยพวกเรางั้นสินะค่ะ!”
วีวแลนและลาน่าได้ะโออกมาด้วยความดีใจ
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! ขอโทษด้วย! ไม่ใช้หรอกนะ!...”
“ฮะ!....”
“ฮะ!....”
ทั้งสองคนที่แปลกใจกับคำตอบนั้นได้เพ่งมองไปยังที่ด้านหลังของบีสที่วิ้งใกล้เข้ามาเรื่อยๆและสิ่งที่ปรากฎให้ทั้งสองคนได้เห็นนั่นก็คืออสูรพฤกษาขนาดเล็กจำนวนมากที่กำลังวิ้งไล่ตามตัวเขามาอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่เหมือนว่ากำลังโกรธอยู่
อสูรพฤกษาพวกนั้นมีขนาดตัวที่เล็กแต่มีจำนวนมากประมาณยี่สิบตัว ที่มีรูปร่างที่เหมือนกับลิงบาบูนที่มีร่างกายเป็เถาวัลย์แถมเถาวัลย์ส่วนเกินจากร่างกายของมันนั้นยังแกว่งไปมาราวกับเป็หนวดปลาหมึกจำนวนมากที่พร้อมจะจับเหยื่อที่หมายปองเอามากินอย่างไร้ความปราณีไม่มีผิด
“ขอโทษด้วย! ข้าก็โดนไล่ตามมาเหมือนกันนั่นแหละนะ! ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
“เอ๊ะ!....”
“เอ๊ะ!....”
บีสที่หัวเราะออกมาเหมือนกับว่ามันไม่ใช้เื่ใหญ่อะไรนั้นได้วิ้งมาจนถึงตัวของทั้งสองคน ทั้งสามคนได้วิ่งหักเรียวไปในทิศทางเดียวกันและรวมเป็กลุ่มเดียวกันได้ในที่สุด
“ยังจะมาหัวเราะอีกงั้นเหรอครับ!”
“ใช้แล้วล่ะ ในเวลาแบบนี้ยังจะมาหัวเราะได้อีกงั้นหรอคะ!”
วีวแลนกับลาน่าที่วิ่งอยู่ข้างกับบีสได้หันไปหาตัวเขาแล้วถามออกมา
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่า! ถึงตัวข้าผู้นี้จะแข็งแกร่งก็จริง แต่จำนวนขนาดนั้นน่ะมันก็ไม่ไหว่หรอกนะ!แล้วตัวข้าก็ไม่มีอาวุธของตนเองติดมือมาซะด้วยสิ ฮะฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่า!”
บีสได้พูดแก้ตัวออกมาพร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อนแบบหน้าตาเฉย
“อะไรของคุณครับเนี่ย! ถ้างั้นผมให้ยืมอาวุธเอามั้ยครับ”
วีวแลนได้ยื่นสนับมือของตัวเองให้กับบีสในขณะที่กำลังวิ้งอยู่
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! เล็กขนาดนี้ข้าใส่มันไม่ได้หรอกนะ! และที่สำคัญพวกเราไม่จำเป็ที่จะต้องใช้มันหรอกนะ...”
บีสได้หันไปมองที่ข้างหลังก่อนที่จะวิ้งช้าลงเรื่อยๆจนหยุดลง
“ไม่เชื่อก็หันไปมองดูที่เ้าพวกนั้นเองสิ พวกเ้าหนูทั้งสอง”
บีสที่หยุดวิ้งได้พูดออกมาพร้อมกับหันหลังกลับไปมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงนั้น
“หันมองงั้นเหรอ...”
ทั้งสองคนที่หยุดวิ้งได้หันไปมองที่ด้านหลังและสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นนั่นก็คือ…พวกอสูรพฤกษาทั้งสองกลุ่มที่กำลังเข้าต่อสู้กันเองอยู่อย่างชุลมุน โดยมีพวกอสูรพฤกษาตัวเล็กนับยี่สิบตัวนั้นกำลังปีนป่ายขึ้นไปบนหลังของเ้าตัวใหญ่แล้วใช้เถาวัลย์ของพวกมันแทงลงไปยังร่างกายของเ้านั้นอย่างต่อเนื่อง
“พวกมันกำลังต่อสู้กันอยู่งั้นเหรอ...”
“ของมันแน่อยู่แล้ว!”
ทั้งสองคนที่กำลังดูการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าได้หันไปมองบัสที่พูดขึ้นมา
“สัตว์ร้ายสองชนิดที่เป็นักล่าพอได้มาเจอกันพวกมันจะทำการต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเหยื่อที่ตนนั้นหมายปอง นั่นแหละเป็สิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในจิติญญาของพวกมันมาั้แ่สมัยอดีตกาล ไม่ว่าจะเป็สัตว์แบบไหนก็ไม่มีข้อยกเว้น นั่นเป็เหตุผลที่ข้าไม่คิดที่จะต่อสู้ั้แ่ทีแรกแต่กลับวิ่งหนีมาจนถึงที่นี่เพื่อที่จะหาสัตว์นักล่าตัวอื่นให้เจอ แล้วให้พวกมันมาต่อสู้กันเองยังไงล่ะ! ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
บีสที่พูดแบบนั้นได้หัวเราะออกมาดังลั่นด้วยความดีใจที่แผนการของตนเองนั้นสำเร็จราบรื่นลงไปได้ด้วยดี
“สุดยอดไปเลย ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าบีสจะคิดแผนการแบบนี้ขึ้นมาได้น่ะครับ”
“ใช้แล้วล่ะ ถึงมันจะสุดยอดมากก็ตาม แต่ไม่คิดเลยว่าคนอย่างคุณจะคิดแผนการแบบนี้ขึ้นมาได้น่ะ”
ทั้งสองคนได้กล่าวชื่นชมบีสด้วยท่าทางที่ดูแปลกประหลาดใจ
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! ถึงจะไม่แน่ใจว่ามันจะเรียกว่าเป็คำชมได้รึป่าว แต่ก็ค่อนข้างรู้สึกดีเลยล่ะนะ ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! ”
บีสที่เขินหน้าแดงได้ทำท่าทางเหมือนกำลังได้ใจอยู่ออกมา ก่อนที่จะได้เดินเข้าไปหาทั้งสองคนพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่ร่าเริงว่า
“เห็นแบบนี้ข้าก็มีความรู้ในเื่ของสัตว์ต่างๆเป็อย่างดี ถึงจะเป็สัตว์ที่พึ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยังสามารถรู้ได้เลยว่าจะต้องรับมือกับพวกมันยังไงถึงจะดีที่สุดน่ะ ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
“สมแล้วจริงๆที่เป็ถึงหนึ่งในหัวหน้าหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดของกองทัพอาร์คสีมือสมคำรํ่าลือจริงๆเลยครับ”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
ในขณะที่วีวแลนกับบีสนั้นกำลังดีใจอยู่กับความสำเร็จตรงหน้า ลาน่าที่สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่มันแปลกๆไปก็ได้พูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวก่อนนะ! ดูนั่นสิ...มันดูแปลกๆรึป่าวนะ?...”
“หือ? อะไรงั้นเหรอ...”
บีสกับวีวแลนได้หันมองกลับไปตามที่ลาน่าบอกและภาพที่ปรากฎให้พวกเขาได้เห็นตรงหน้านั่นก็คือ...
พวกอสูรพฤกษาขนาดเล็กที่ไต่อยู่บนหลังของอสูรพฤกษาขนาดใหญ่ได้ค่อยๆ รวมตัวเข้าเป็หนึ่งเดี่ยวกันกับเ้าตัวใหญ่ทำให้ร่างกลายของมันนั้นใหญ่โต้มากยิ้งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จนในที่สุดแล้วเ้าพวกตัวเล็กๆก็ได้กลายเป็หนึ่งเดี่ยวกันกับเ้าตัวใหญ่จนหมดสิ้นแล้วกลายร่างเป็อสูรพฤกษาตนใหม่ขึ้นมา
ร่างกายและรูปร่างของมันนั้นเหมือนกันกับเ้าตัวใหญ่ไม่มีผิด แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามานั้นก็คือเถาวัลย์ของเ้าตัวเล็กที่คล้ายกับหนวดของปลาหมึกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมที่กำลังกวัดแกว่งไปมาอย่างเกลี้ยวกลาดมากยิ้งขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า
“โฮก-----!!!”
อสูรพฤกษาตนนั้นได้คำรามออกมาด้วยเสียงคำรามที่ทรงพลังมากยิ้งขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าจนพื้นป่านั้นสั่นไหวไปมาทั่วทั้งบริเวณ
“ไหนคุณบอกว่าพวกมันจะต่อสู้กันเองยังไงล่ะครับ! แล้วไหงกลายเป็แบบนี้ไปได้ล่ะครับ!”
วีวแลนที่ยกมือขึ้นมาบังสายลมที่รุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการคำรามของมันได้ะโพูดถามบีสที่ยืนอยู่ที่ข้างๆที่ได้ยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ด้วยเช่นกัน
“มันไม่น่าจะเป็แบบนี้สิ...”
(เ้าพวกนี้มันอะไรกัน...ต่างไปจากพวกสัตว์ทั้งหมดที่ข้านั้นเคยเห็นมาทั้งหมดเลย คาดการณ์อะไรไม่ถูกเลยจริงๆ…)
“ฮึ! ช่างน่าสนใจจริงๆไอ้เ้าพวกสัตว์ต่างๆบนดาวดวงนี้น่ะ!”
บีสที่รู้สึกแบบนั้นได้ยิ้นออกมาโดยที่ตัวเขานั้นไม่รู้ตัว
“นี่มันใช้เวลาที่จะมาดีใจงั้นเหรอคะ! แล้วพวกเราควรจะทำยังไงต่อพอจะมีวิธีการรับมือรึป่าวคะ!”
ลาน่าที่ยกมือขึ้นมาป้องกันสายลมที่รุนแรงนั่นเช่นกันได้ถามออกมา
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! คงไม่ไหวหรอก ข้าไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงต่อดีน่ะ ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
“ยังจะมาหัวเหาะอีกเหรอคะ!....”
“โฮก-----!!!”
อสูรพฤกษาได้เริ่มขยับตัวแล้วพุ่งเข้ามาจู่โจมทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้า
“แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะครับ จะหนีดีมั้ยครับ!”
วีวแลนได้ถามออกมาด้วยท่าทางที่ดูกระวนกระวาย
“ถึงจะหนีไปมันก็เปล่าประโยชน์! ถึงพวกเราจะหนีไปจากที่นี่ได้ก็ตาม แต่ถ้าดันไปเจอเข้ากับสัตว์ชนิดอื่นอีกล่ะก็พวกมันอาจจะเข้ามารวมร่างกันกับเ้าตัวนี้อีกก็ได้ ถ้าเป็แบบนั้นพวกเราจะหมดทางเอาชนะมันได้อย่างถาวรแน่นอน”
บีสได้กำหมัดแน่นพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้
“เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ในตอนนี้นั้นมีเพียงแค่วิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกำจัดมันลงที่นี่ให้ได้ซะ!อย่างไงล่ะ เอาล่ะพวกเ้าหนูทั้งหลายจงเตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ให้ดีล่ะ!”
“โธ้เว้ย! มีแต่จะต้องต่อสู้เท่านั้นสินะ...”
“คงไม่มีทางเลือกแล้วสิ…”
วีวแลนได้ใส่สนับมือของตนเองแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ ลาน่าเองก็ได้หยิบปืนพกของเธอออกมาเล็งไปที่อสูรพฤกษาตนนั้นที่กำลังใกล้เข้ามา ทั้งสามคนได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้กลับแล้ว
“ไอ้เ้าพวกบ้า! หลบไปจากตรงนั้นซะ!”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต่อสู้นั้น ก็ได้มีเสียงะโดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเขาทั้งสามคน ทั้งสามที่ได้ยินเสียงนั้นจึงได้เหลียวหลังหันไปมองที่ต้นทางของเสียงนั่นในทันทีและสิ่งที่พวกเขาทั้งสามได้พบนั่นก็คือกลุ่มคนจำนวนหนึ่งนับหลายสิบคนที่มาพร้อมกับรถถั่งขนาดใหญ่สีขาวหนึ่งคันและที่ด้านหน้าของรถนั้นได้มีคุณลุงคนหนึ่งที่หน้าตาคุ้นเคยยืนสังการมันอยู่อย่างองอาจ
“ลุงแซม!”
วีวแลนได้ะโออกมาอย่างดีใจหลังจากที่ได้เห็นคนที่ยืนอยู่ที่ด้านหน้าของรถถังคันนั้น
“ลุงเองก็รอดมาได้สินะครับ!”
“เ้าเด็กบ้า!ทักทายน่ะเอาไว้ทีหลังเถอะ ในตอนนี้ที่สำคัญหลบไปจากตรงนั้นซะ!
ลุงแซมได้ะโออกมาพร้อมกับรถถั่งสีขาวที่กำลังชาร์จพลังงานอยู่จนใกล้พร้อมที่จะยิงได้เต็มที่แล้ว
“ถูกอย่างที่ลุงแกว่าพวกเราควรที่จะถอยได้แล้วล่ะ...”
หลังสิ้นสุดเสียงของบีสทั้งสามคนก็ได้ะโหลบไปกันคนล่ะทิศทางล่ะทางเพื่อหลีกทางให้พ้นจากวิถีการยิงของรถถั่งนั้น
“ยิงได้!”
หลังสิ้นสุดเสียงของลุงแซมกระบอกปืนใหญ่ของรถถังก็ได้ส่องสว่างออกมาก่อนที่จะมีลำแสงสีฟ้าถูกยิงออกมาพุ่งตรงเข้าใส่อสูรพฤกษาตนนั้นในทันที
คลืน-----!! ตึ้ง!!
ลำแสงของรถถั่งที่ถูกยิงออกไปได้เข้าปะทะกับร่างกายของอสูรพฤกษาอย่างจัง
“โฮก------!!!!”
อสูรพฤกษาได้คำรามออกมาอย่างเจ็บป่วดเพราะโดนความร้อนแรงของลำแสงความร้อนสูงนั้นแผดเผาร่างกายจนทั่วทั้งร่างกายนั้นลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง อสูรพฤกษาพยายามที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายของมันให้ทันก่อนที่จะโดนเปลวเพลิงนั้นแผดเผา แต่ก็ไม่ทันด้วยความร้อนแรงที่มากกว่าของเปลวเพลิงที่โฮมกระหนํ่าได้แผดเผาร่างกายของมันจนหมดสิ้นและกลายเป็เถ้าถ่านไปในที่สุด
หลังจากที่โค่นล้มอสูรพฤกษาลงได้สำเร็จ พวกวีวแลนทั้งสามคนก็ได้มารวมกลุ่มกันกับลุงแซมได้ในที่สุด
“ลุงแซมผมดีใจมากเลยที่ลุงนั้นปลอดภัยดีน่ะ! ผมคิดว่าลุงจะไม่รอดแล้วซะอีกนะ”
วีวแลนได้พุ่งเข้ามากอดลุงแซมด้วยความดีใจ แต่ลุงแซมที่เห็นแบบนั้นจึงได้ยกมือขวาจักรกลขึ้นมากันเอาไว้ทำให้วีวแลนนั้นเข้าไปกอดได้ไม่สำเร็จ
“แกอย่ามาแช่งข้านะเว้ยไอ้เ้าเด็กบ้า! ถ้าข้าตายง่ายๆแบบนั้นก็ไม่ใช้ข้าคนนี้แล้ว!”
“มาช่วยได้จังหวะพอเลยนะลุง! ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
“ที่เข้ามาช่วยต้องขอขอบคุณมากเลยค่ะ!
บีสกับลาน่าที่เดินเข้ามาหาคุณลุงแซมที่กำลังกันวีวแลนให้ออกห่างได้พูดออกมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“เฮ้อ~~ไม่เป็ไรหรอกเื่แค่นี้เอง แต่ที่สำคัญกว่านั้น….พวกแกไม่มีใครที่ได้รับบาตเจ็บหนักใช้มั้ย...”
ลุงแซมได้ถามขึ้นมาด้วยความเป็ห่วงเล็กน้อย
“ครับ! ไม่เป็อะไรเลยครับ”
“ค่ะ! ไม่มีบาตแผลร้ายแรงเลยค่ะ”
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! มันก็ต้องไม่เป็ไรแน่อยู่แล้วสิลุง! ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
ทั้งสามคนได้ตอบกับมาด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเหรอ...แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ...”
ลุงแซมได้ตอบกลับพร้อมกับแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย
“คุณลาน่า~! คุณวีวแลน~!”
ในระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ก็ได้มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมา
“เสียงนี้มัน...”
ลาน่าที่จำเสียงนั้นได้ในทันที ได้มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นและสิ่งที่เธอได้เห็นนั่นก็คืออลิชาที่กำลังวิ้งเข้ามาหาพวกเขาอย่างร้อนรนพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยนํ้าตาแห่งความดีใจที่ไหล่ออกมาอาบแก้มทั้งหมดของเธอเอาไว้
“อลิชา!”
ลาน่าที่ะโออกมาด้วยความดีใจได้ถูกอลิชาที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วะโเข้าโผลกอดตัวเธอเอาไว้แน่ด้วยความดีใจที่ได้พบเจอกันอีกครั้ง
“หนูดีใจที่พวกคุณปลอดภัยค่ะ! แงงงงง~~~~~!”
อลิชาที่กอดลาน่าอยู้ได้ร้องไหออกมาหนักขึ้นมากกว่าเดิม ลาน่าที่เห็นแบบนั้นเธอจึงได้กอดอลิชาเอาไว้แน่นแล้วใช้มือของเธอนั้นลูบลงไปที่หัวของเธออย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจตัวเธอที่กำลังโศกเศร้าอยู่ให้ใจเย็นลง
“ฉันก็ดีใจเหมือนกันนะที่เธอรอดมาได้น่ะ”
(ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเธอเป็อะไรไปแล้วล่ะก็ ยูโตะจะทำหน้ายังไงกันนะ...คงจะเศร้าเสียใจเอามากๆแน่เลยนะ...)
“คุณลาน่า...แล้วรุ่นพี่ล่ะ...รุ่นพี่เขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ?...”
อลิชาที่ไม่เห็นยูโตะอยู่ที่นี่เลยได้ถามขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง
“...พวกเรา….ในตอนที่หนีออกมาจากยานได้แยกทางกันตอนขึ้นยานหนีภัย...และในตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่ายูโตะนั้นเขาอยู่ที่ไหนน่ะ…”
ลาน่าได้ตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นเล็กน้อย พออลิชาได้ยินแบบนั้นเธอจึงได้ถอยตัวออกจากอ้อมกอดของลาน่าแล้วพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงและท่าทีที่ร้อนรน
“ไม่ได้การแล้วค่ะ! พวกเราจะต้องรีบออกไปตามหารุ่นพี่โดยเร็วแล้วค่ะ! รุ่นพี่ที่อยู่ตามลำพังอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ได้ เพราะงั้นพวกเราจะต้องรีบไปตามหาโดยเร็ว...ไม่งั้นเขาอาจจะ...อาจจะโดน...”
“เฮ้ย! ใจเย็นๆลงก่อน”
ลุงแซมได้พูดขัดอลิชาที่กำลังจะคุมสติของตนเองเอาไว้ไม่อยู่ด้วยนํ้าเสียงที่ดุดัน
“ก็เข้าใจความรู้สึกเป็ห่วงของเธอดีอยู่หรอกนะ แต่ว่าในตอนนี้พวกเราจะต้องหยุดพักกันก่อน ปืนใหญ่ที่พึ่งยิงไปมันทำให้ตัวรถนั้นร้อนมากถ้าฝืนขยับมันตอนนี้ล่ะก็อาจจะทำให้มันะเิขึ้นมาก็ได้และที่สำคัญในตอนนี้ฟ้าก็ใกล้ที่จะมืดแล้วด้วย การเดินทางในตอนกลางคืนนั้นมันอันตรายโดยเฉพาะเป็ดวงดาวที่พึ่งจะเคยมาเป็ครั้งแรกด้วยแล้วมันก็ยิ้งอันตรายมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุผลที่ว่ามาข้าคงปล่อยให้ออกเดินทางในตอนนี้เลยไม่ได้หรอกนะ เธอเองก็คงเข้าใจไม่ใช้เหรอ...”
“แต่ว่า...แต่ว่า…”
อลิชาที่พูดอะไรไม่ออกเพราะรู้ว่าที่ลุงแซมพูดมานั้นมันเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว เธอที่ทำอะไรไม่ได้นั้นจึงได้แต่ก้มหน้าลงไปมองพื้นแล้วยืนแข็งทื่ออยู่แบบนั้น
“เฮ้อ~ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก! ถ้าเป็ไอ้หมอนั้นล่ะก็มันไม่เป็อะไรหรอกน่า...”
ลุงแซมได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจัง
“....ทำไมถึงมันใจแบบนั้นล่ะคะ...”
อลิชาได้ถามออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เบาบาง
“นั่นก็เพราะว่าข้านั้นเคยซ่อมแซมอาวุธของมันมาแล้วน่ะสิ”
“เอ๊ะ!?....”
“คนเรานั้นจะแสดงตัวตนของตนเองออกมาผ่านทางอาวุธที่ใช้อยู่เป็ประจำ ข้าที่เคยซ่อมแซมอาวุธของมันมาแล้วนั้นบอกได้เลยว่าสีมือของมันนั้นแข็งแกร่มมากจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องเป็ห่วงเลยล่ะ แล้วเธอล่ะคิดว่าคนแบบนั้นจะโดนจัดการได้ง่ายๆงั้นเหรอ”
“ก็ไม่คิดหรอกค่ะ...”
“ไม่เป็ไรหรอกนะ”
ลาน่าได้เดินเข้ามาหาอลิชาทีก้มหน้าอยู่แล้วคุกเข่าลงไปหาตัวเธอพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างของเธอจับเข้าไปที่ใบหน้าของเธอแล้วยกมันขึ้นมาให้หันมามองที่ใบหน้าของตัวเธอ
“เธอคิดว่ายูโตะจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆงั้นเหรอ...”
“ก็ไม่คิดหรอกค่ะ...แต่ว่า...ก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้...”
อลิชาได้หลบตาของลาน่าที่จ้องมาหาตัวเธอ
“งั้นเหรอ...จริงๆแล้วฉันก็ด้วยน่ะ...”
“เอ๊ะ?...”
“ฉันก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้เลยเหมือนกัน...แต่ว่านะฉันน่ะเชื่อมั่นนะ”
“เชื่อมั่นงั้นเหรอคะ...”
“ใช้แล้วล่ะ เชื่อมั่นในตัวของยูโตะที่พวกเรานั้นรักยังไงล่ะ”
“เชื่อมั่นในตัวของรุ่นพี่...ที่หนูรัก...”
“อื่อ!ใช้แล้วล่ะ ถ้าเธอนั้นเชื่อมั่นในตัวเขาให้มากขึ้นแล้วล่ะก็ ยูโตะนั้นจะต้องรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้แล้วกลับมาหาพวกเราอย่างปลอดภัยแน่นอน”
อลิชาที่ได้ยินแบบนั้นเธอที่หลบตาอยู่จึงได้มองกลับมายังดวงตาของลาน่าที่กำลังจ้องมองเธออยู่ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“คะ...ค่ะ! หนูจะขอเชื่อมั่นในตัวของรุ่นพี่ที่หนูรักค่ะ!”
“อื่อ! มันต้องแบบนั้นสิ”
ลาน่าที่ทำให้อลิชานั้นสบายใจขึ้นมาจนได้ เธอนั้นจึงได้ลุกขึ้นมาพร้อมกับมือของตัวเธอที่ได้กุมมือของอลิชาเอาไว้แน่น
“ถ้างั้นก็เป็อันตกลงแล้วสินะ”
ลุงแซมได้หันไปหาพวกทหารแห่งอาร์คทุกคนที่ยังคงเหลือรอดอยู่ ตัวเขาได้ะโสังการออกมาสุดเสียง
“ในคืนนี้พวกเราจะพักกันที่นี่ แยกยายกันไปตั้งแค้มป์ของตนเองซะ!”
“โอ้!”
ทุกคนได้ตอบรับคำสั่งของลุงแซมแล้วช่วยกันตั้งแค้มป์ขึ้นมาในใจกลางป่าแห่งนี้
“เอาล่ะอลิชาพวกเราก็ไปช่วยกันตั้งแค้มป์ด้วยกันเถอะนะ”
“ค่ะ!”
ทั้งสองคนได้จุงมือกันเข้าไปช่วยคนอื่นๆนั้นตั้งแค้มป์จนสำเร็จในที่สุด
หลังจากที่พวกเขาได้ตั้งแค้มป์และกินอาหารเมื่อเย็นไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็มาถึงเวลาที่ทุกคนนั้นจะต้องพักผ่อนกันแล้ว
“อลิชาคืนนี้พวกเราสองคนมานอนด้วยกันเถอะนะ”
ลาน่าได้เข้ามาช่วนอลิชาให้ไปนอนด้วยกันที่เต็นท์ของเธอ
“เอ๋…ไม่เป็ไรค่ะ...หนูนอนคนเดียวได้...”
อลิชาที่อยู่ๆก็หน้าซีดไปได้สตั้นไปคู่หนึ่งก่อนที่จะตอบปฏิเสธคำช่วยของลาน่าไป
“ไม่เห็นเป็อะไรเลย ก็พวกเรานั้นเป็ผู้หญิงเหมือนกันไม่ใช้หรอ”
“แต่ว่าหนูคิดว่านอนคนเดียวน่าจะปลอดภัยมากกว่าค่ะ…”
อลิชาพูดออกมาในขนาดที่กำลังเบือนหน้าหนีลาน่าไปอีกทางหนึ่ง เธอนั้นกำลังจะลุกหนีออกมาจากที่ตรงนั้น แต่ว่าลาน่าก็ได้จับมือของเธอเอาไว้แน่นก่อนที่เธอนั้นจะได้หนีไป
“ไม่ได้หรอก! ที่นี่เป็ดวงดาวที่อันตรายจะเกิดอะไรขึ้นบางก็ไม่รู้ จะปล่อยให้เธอนอนคนเดียวไม่ได้หรอกนะ”
หลังจากที่ลาน่าพูดจบเธอก็ได้แบกอลิชาขึ้นหลังแล้วพาเธอไปที่เต็นท์ในทันที
“แต่ว่าหนูไม่อยากจะนอนกับคนอื่นนอกจากรุ่นพี่…โดยเฉพาะคุณด้วยแล้วยิ้งไม่อยากเข้าไปใหญ่เลยค่ะ!...”
“ไม่เอาน่าอย่าพูดแบบนั้นเลย ไปกันเถอะ”
“ไม่นะ! ไม่เอา! ช่วยหนูด้วยคุณวีวแลน---ช่วยหนูด้วย---!”
“ต้องขอโทษด้วยแต่ฉันคงช่วยเธอไม่ได้หรอกนะ”
“อะไรกัน~~~~~.....”
อลิชาเธอได้ะโขอความช่วยเหลือออกมาสุดเสียงแต่ก็เปล่าประโยชน์ในที่สุดเธอนั้นก็โดนลาน่าแบกเข้าเต็นท์ไป โดยที่มีวีวแลนกับบีสนั้นกำลังมองส่งเธอไปจนรับตา
“นี่!ทำไมแม่หนูน้อยคนนั้นถึงได้ไม่อยากที่จะนอนกับใยหนูนั่นถึงขนาดนั้นล่ะ?”
บีสได้ถามด้วยความสงสัย
“ลาน่านั้นเธอเป็คนชอบกอดสิ่งของตอนนอนมากเลยครับ เมื่อก่อนอลิชาเธอเคยได้นอนกับลาน่าครั้งหนึ่งแต่เธอนั้นโดนใช้แทนหมอนข้างจนแทบจะไม่ได้หลับเลยทั้งคืน แถมยังเกือบที่จะสลบไปเพราะอาการขาดอากาศอีกด้วยครับ หลังจากนั้นมาเธอก็เลยไม่กล้าที่จะนอนกับลาน่าอีกเลยครับ ผมกับยูโตะเองก็เช่นกัน...”
วีวแลนได้ตอบคำถามบีสไปด้วยใบหน้าที่กำลังคิดถึงอดีตอันแสนเ็ปที่ไม่หน้าจะคิดถึงสักเท่าไหร่อยู่
“อ่ออย่างนี้นี้เอง พอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่หรอกนะ...”
หลังจากวันอันแสนยาวนานได้จบลงทุกคนนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเอาแรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางที่กำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้
ตัดมาที่อีกด้านหนึ่งของป่าหลังจากนั้นไม่นานนัก
ณ สถานที่ที่มีแต่ต้นไม้และเถาวัลย์อยู่เต็มไปหมดเหมือนกันกับสถานที่อื่นๆของดาวดวงแห่งนี้ ที่ท่ามกลางความมืดมิดนั้นได้มีแสงสว่างของกองไฟส่องสว่างออกมาจากป่าที่มืดมิดและที่กองไฟนั้นก็ได้มีกลุ่มคนสามคนกำลังนั่งรอมวงกันอยู่ที่รอบๆของกองไฟนั้น
“เ้าจะบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในครั้งนี้นั้นเป็เพราะเวทย์มนต์อย่างงั้นเหรอ”
ยูโตะที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลาโน่ได้ถามออกมาหลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูดมา
“ใช้แล้วครับ หลังจากที่ข้านั้นกับเซกล่าเทเลพอร์ตหนีออกมาจากยานที่กำลังจะะเิลงมายังดาวดวงนี้ได้สำเร็จ ข้านั้นก็ััได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลจึงได้ลองใช้เวทย์มนต์ตรวจสอบดู แล้วข้านั้นก็ได้พบเข้ากับสาเหตุที่จู่ๆยานของพวกเรานั้นก็เกิดควบคุมไม่ได้แล้วพุ่งเข้าชนกันเองขึ้นมานั้นเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่าเขตแดนป้องกันครับ”
ลาโน่ที่ได้จ้องมองมาที่ยูโตะนั้นได้พูดขึ้นมาแบบนั้น
“เขตแดนป้องกันงั้นหรอ?”
“ใช้แล้วครับ เขตแดนป้องกัน มันคืออาณาเขตเวทย์มนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมานาจำนวนมากที่มารวมตัวกันจนกลายเป็เกาะคุมกันที่แข็งแกร่ง เขตแดนป้องกันนั้นมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบป้องการโจมตีทางกายภาพหรือแม้แต่ป้องการโจมตีทางจิตใจหรือแม้แต่จะสร้างภาพมายาขึ้นมาปิดบังพื้นที่โดยรอบเป็ต้น ส่วนที่พวกเราเจอในครั้งนี้นั้นเป็ประเภทที่จะสามารถแย้งชิงการควบคุมสิ่งของที่เข้ามาภายในอาณาเขตของมันได้ครับ”
“เข้าใจแล้วนั่นจึงเป็สาเหตุที่ว่าทำไมอยู่ๆยานถึงพุ่งเข้าชนกันเองสินะ”
“ใช้แล้วครับ เขตแดนป้องกันนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาครอบดวงดาวดวงนี้เอาไว้ทั้งดวง เลยครับ อยากรู้จริงเลยว่าใครกันที่เป็คนสร้างเวทย์มนต์ขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ แล้วทำไปเพื่ออะไรกันแน่นะ...”
“ใครสร้างขึ้นมาตัวข้านั้นไม่รู้หรอก แต่ว่าถ้าเป็สาเหตุล่ะก็คงจะพอเดาได้ล่ะนะ คงจะเป็เพื่อปกป้องไม่ให้ใครเข้ามาที่ดาวดวงนี้ได้ล่ะมั้ง”
“ครับก็คงเป็แบบนั้น ถ้าคิดแบบนั้นสิ่งที่เขียวเอาไว้ในข้อความก็เริ่มดูมีความเป็ไปได้ขึ้นมาแล้วสินะครับ”
“ข้อความ?....หมายถึงที่เขียนเกี่ยวกับพลังอะไรสักอย่างนั่นน่ะเหรอ”
“ใช้แล้วครับพลังอันยิ่งใหญ่ที่หลับไหลอยู่ที่ไหนสักแห่งของดาวดวงนี้ ใครก็ตามที่ได้มันมาจะกลายเป็ผู้ที่สามารถกำหนดโชคชะตาของจักรวาลได้ สิ่งนั้นแหละครับ...ยูโตะคุงคิดว่ามันมีอยู่จริงๆรึป่าวครับ”
“ไม่รู้สิ...แต่ถ้าดูจากสถานการณ์ทั้งหมดนี่แล้ว...ก็คงอาจจะมีอยู่จริงก็ได้ล่ะมั้ง...”
(ใช้แล้วจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นบ่งบอกว่ามีความเป็ไปได้ที่มันจะมีอยู่จริงๆ...แล้วถ้าเกิดว่าพวกเราเจอมันขึ้นมาล่ะ...จะทำตามภารกิจแล้วเอามันกลับไปให้อาร์ค...แบบนั้นแล้วมันจะดีจริงๆงั้นเหรอ...คิดจากสิ่งต่างๆที่อาร์คทำไปนั้นมันก็ออกจะ...)
ในขณะที่ยูโตะนั้นกำลังคิดไม่ตกเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่อาร์คได้รับพลังนี้ไปอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงหาวดังออกมาจากทางด้านข้างของตัวเขา
“หาว~~~เื่นั้นจะเป็ยังไงก็ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ฉันนั้นง่วงมากแล้วนะรีบๆนอนกันเถอะ~”
เซกล่าที่กำลังง่วงได้ที่แล้วนั้นได้พูดออกมาพร้อมกับบิดขี่เกียจไปหนึ่งครั้ง
“นั้นสินะครับ เื่นั้นเอาไว้ค่อยมาคิดตอนที่เจอกับทุกคนแล้วดีกว่าครับ เพราะจะคิดกันเองแค่พวกเรามันก็คงจะไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับ สิ่งที่สำคัญในตอนนี้นั้นคือพวกเราจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อที่จะได้มีแรงเอาไว้ใช้สำหรับวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึงครับ”
“นั้นสินะ….”
(ใช้แล้วล่ะ คิดมากไปในตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา...เอาไว้ค่อยคิดในตอนที่ได้มันมาแล้วก็ยังไม่สายไปหรอก...)
“ถ้างั้นทั้งสองคนเชิญนอนพักกันก่อนได้เลยครับ ส่วนผมจะเป็คนเฝ้ายามคนแรกให้เองครับ”
“ถ้างั้นอีก3ชัวโมงก็มาปลุกตัวข้าก็แล้วกัน เดี่ยวจะมาเปลี่ยนเวรยามให้เอง”
“ถ้างั้นรอบของฉันนั้นก็อีก6ชัวโมงสินะ ก็ดีเหมือนกันจะได้นอนยาวๆเลย”
หลังจากที่พวกเราแบ่งเวรยามเฝ้าระวังกันเสร็จแล้วก็แยกยายกันเข้านอนเพื่อที่จะได้พักผ่อนเอาแรงสำหรับการเดินทางที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้...
(ตัวข้าหวังว่าทั้งสองคนจะปลอดภัยนะลาน่า...วีวแลน…)
ยูโตะที่คิดถึงทั้งสองคนได้หรับตาลงก่อนที่จะผลอยหลับไปในที่สุด...