ลู่โหย่วไฉถลึงตามองลู่เฉินก่อนจากไป
“มิใช่เื่!” ลู่เฉินแค่นเสียงเย็น ขณะเฝ้าดูคนทั้งสองเดินออกไปจากเรือนของตน
จากนั้น ค่อยหันหลังกลับเข้าห้องไปฝึกวิชาต่อ
เขากินยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศอย่างต่อเนื่องเพราะถึงอย่างไร เขาก็หลอมโอสถขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
ครึ่งเดือนต่อมา ลู่เฉินก็ััได้ถึงขีดจำกัดบางอย่างตอนที่รับรู้ เด็กหนุ่มกลับมิได้กังวล ตรงกันข้าม เขายิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก
เพราะขีดจำกัดนี้คือปราการด่านสุดท้ายก่อนที่ผู้ฝึกตนขั้นกายเบาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นล้างไขกระดูก หากผ่านขอบเขตนี้ไปได้ ลู่เฉินก็จะเลื่อนไปเป็ผู้ฝึกตนขั้นล้างไขกระดูกโดยสมบูรณ์
อนุชนที่สามารถบรรลุไปถึงขั้นล้างไขกระดูกได้ด้วยวัยเพียงสิบหกปีมิได้ปรากฏขึ้นในสกุลลู่มาหลายสิบปีแล้ว
ปัจจุบันอนุชนวัยสิบหกปีของตระกูลลู่ที่โดดเด่นมีเพียงลู่เหยียนหรานและคนอื่นๆ อีกสองสามคน แต่พวกเขาก็ยังอยู่ในขั้นกายเบาตอนปลายเท่านั้น
“เอาละ... ขั้นล้างไขกระดูกมาเริ่มกันเลย!”
หลังเตรียมการทุกอย่างแล้วลู่เฉินจึงนำผลจื่อฮวาออกมาเสริม เพราะหากใช้ของสิ่งนี้ ความสำเร็จในการฝึกพลังของเขาก็ย่อมเพิ่มขึ้นแม้เดิมทีจะมีผนึกิญญาเป็ตัวช่วยอยู่ก็ตาม
เพียงกลืนผลจื่อฮวาอันหอมหวนเข้าไปไอร้อนพลันพุ่งออกจากปากทันที
ในชั่วอึดใจนั้น ทั้งร่างของลู่เฉินคล้ายจะมีกลิ่นหอมฟุ้งลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ลู่เฉินรู้สึกได้ ว่าขีดจำกัดที่ขวางกั้นขอบเขตพลังของเขากำลังสั่นคลอน
ผนึกิญญาเอกภพเริ่มทำงานลู่เฉินจึงรีบเคลื่อนพลังิญญาภายในเส้นลมปราณ ให้ไปปะทะกับปราการด่านสุดท้ายอย่างบ้าคลั่งแต่หากเป็ผู้ฝึกตนทั่วไป คงจะทำเช่นนี้มิได้
สามวันต่อมา... พลังจากผลจื่อฮวาหมดลง
“อีกนิดเดียวเท่านั้น!”
“ผลจื่อฮวาหนึ่งลูกยังไม่เพียงพอ...”
ว่าแล้ว ลู่เฉินก็หยิบผลจื่อฮวาลูกที่สองออกมากลืนลงท้องอย่างไม่ลังเล
เพื่อให้บรรลุไปถึงขั้นล้างไขกระดูกต่อให้ต้องกินผลจื่อฮวาทั้งสิบลูกเขาก็ไม่ใส่ใจ ด้วยรู้สึกได้ว่าตนเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นทุกขณะปราการที่ขวางกั้นคล้ายจะเบาบางไม่ต่างจากกระดาษ ด้วยฤทธิ์ของผลจื่อฮวาผนวกกับผนึกิญญาเอกภพเขาย่อมทะลวงผ่านได้แน่
พลังแห่งธาตุทั้งห้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผนึกิญญาเอกภพค่อยๆ หลอมรวมกันในร่างลู่เฉิน
ฟึ่บๆ!
พลังิญญากำลังพลุ่งพล่าน
ไม่รู้ั้แ่เมื่อใด ที่รอบกายของเด็กหนุ่มมีม่านพลังกางกั้นเป็ฝาครอบโปร่งใส
ยามนี้ หากมีใครคิดจะแตะต้องลู่เฉินเกรงว่าคงจะถูกม่านพลังผลักออกไปทันที
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน…
แกรก!
ภายในร่างของลู่เฉินเกิดการเปลี่ยนแปลง
รอบกายมีกระแสพลังิญญาหมุนวนกลายเป็สายลมโหมกระหน่ำภายในห้อง ข้าวของที่อยู่โดยรอบ ถูกสายลมพัดพาไปชนผนังห้องก่อนกระจายเกลื่อนพื้น
บัดนี้ ลู่เฉินทะลวงผ่านขั้นล้างไขกระดูกแล้วพลังิญญาภายในเส้นลมปราณจึงแข็งแกร่งขึ้นมาก โดยเฉพาะพลังของธาตุทั้งห้าที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันนั้นผู้ฝึกตนขั้นล้างไขกระดูกตอนต้นทั่วไป ย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้
ทั้งลู่เฉินยังรู้สึกว่าแม้กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นล้างไขกระดูกตอนกลาง ก็ยังมีพลังไม่เท่าเขา
กระนั้น เด็กหนุ่มกลับมิได้หยุดฝึกพลังในทันทีเขานำยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นเลิศออกมา เพราะ่ที่เพิ่งทะลวงผ่านขั้นล้างไขกระดูกเช่นนี้จำเป็ต้องรักษาฐานพลังให้มั่นคงเข้าไว้ และโอสถล้างไขกระดูกก็เป็ตัวช่วยที่ดี
แม้จะมียาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นเลิศเหลือเพียงขวดเดียวแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ขั้นพลังของเขาเสถียรแล้ว
หลังจากกินโอสถเข้าไปพลังิญญาในร่างลู่เฉินก็ค่อยๆ ถูกขัดเกลา และหลอมรวมผ่านเส้นลมปราณ จากนั้นก็ควบแน่นยิ่งขึ้น
ผ่านไปเจ็ดวัน...
พรึ่บ!
ในที่สุดก็ถึงวันนี้จนได้
ลู่เฉินลืมตา พอแย้มริมฝีปากก็คล้ายจะมีเสียงคำรามดังขึ้นดวงตาเปล่งประกายวาววับเจิดจ้า
“ขั้นล้างไขกระดูกตอนต้น!”
เขาลุกขึ้นยืน แล้วกำหมัดพลันรับรู้ได้ถึงพลังิญญาที่เพิ่มขึ้นหลายขั้น
ภายในร่างพลุ่งพล่านไปด้วยพลังเด็กหนุ่มจึงคว้ากระบี่ตัดวารีมา ก่อนถ่ายเทพลังิญญาลงไป จากนั้นจึงพบว่าตัวกระบี่ค่อยๆถูกกลืนกิน
“แข็งแกร่งนัก!” ดวงตาของลู่เฉินฉายแววยินดี
“ตอนนี้ข้าอาจจะเทียบลู่อิงมิได้แต่ยังเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าจะถึงงานประลองภายใน ่นี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ต้องทะลวงขั้นล้างไขกระดูกตอนกลางให้สำเร็จมิฉะนั้น คงจะไม่อาจเอาชนะเขาได้” ลู่เฉินครุ่นคิด ก่อนกะพริบตา
“ไปหอว่านเป่า ซื้อวัตถุดิบมาหลอมโอสถล้างไขกระดูกกับตำราวรยุทธ์ขั้นกลางดีกว่า”
เพราะตอนนี้ สิ่งที่เขาขาดคือวรยุทธ์
เคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตที่ลู่เฉินฝึกฝนเป็เพียงวิชายุทธ์ขั้นต่ำ แม้จะได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนทรงพลังไม่น้อยไปกว่าวรยุทธ์ขั้นกลางแต่ลู่อิงย่อมมีวรยุทธ์ขั้นสูงเป็แน่ ด้วยระดับวรยุทธ์ของตนคงยากที่จะเอาชนะแต่ถ้าซื้อตำรายุทธ์ขั้นกลางมาฝึกใน่สองเดือนนี้ ก็น่าจะไม่มีปัญหา
ผนึกิญญาเอกภพสามารถปรับปรุงวรยุทธ์ขั้นต่ำได้ก็น่าจะขัดเกลาวรยุทธ์ขั้นกลางได้เช่นกัน หากพัฒนาจนวรยุทธ์ขั้นกลางจนสูสีกับวรยุทธ์ขั้นสูงลู่เฉินคงเข้าใกล้ความแข็งแกร่งของลู่อิงมากขึ้น
ด้วยตำราวรยุทธ์ขั้นสูงนั้นคงซื้อหาจากหอว่านเป่ามิได้แน่ แต่หากเป็วรยุทธ์ขั้นกลางก็พอจะมีโอกาสถึงราคาจะแพงไปหน่อย ลู่เฉินก็ไม่สน เพราะตอนนี้เขามีเงินมากกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองจึงมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม!
หลังจบงานประลองภายในหากลู่เฉินขึ้นไปอยู่ในสามอันดับแรกได้ เขาก็จะมีโอกาสขึ้นไปยังชั้นสามของหอสมบัติสกุลลู่ซึ่งที่นั่นย่อมมีตำราวรยุทธ์ขั้นสูงอยู่แล้ว
...
ภายในหอว่านเป่า
“ทั้งหมดนี้คือตำราเคล็ดวิชากระบี่ขั้นกลาง ไม่ทราบว่าท่านสนใจเล่มใดหรือขอรับ?”
ที่โต๊ะไม้หรูหราด้านหลังมีชายวัยกลางคนกำลังแนะนำเคล็ดวิชากระบี่ให้ลู่เฉิน
“กระบี่ทะลวงเมฆา!” ลู่เฉินมองตัวอักษรสองสามคำ บนปกสีน้ำเงินของตำราโบราณ
เขาพลิกดูเบาๆ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว‘คัมภีร์กระบี่ทะลวงเมฆา’ เล่มนี้เป็ของจริง
ลู่เฉินเคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้มาแล้วมันคล้ายเคล็ดวิชากระบี่ทลายวาตที่เขาฝึกฝน ดังนั้น แม้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เขาก็น่าจะเข้าใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“ราคาเท่าใด?” ลู่เฉินมองอีกฝ่าย
“เอ่อ... ไม่แพงแค่ห้าพันเหรียญทองเท่านั้นขอรับ!” ชายวัยกลางคนยิ้ม
หากขายตำรายุทธ์ขั้นกลางได้ราคาพนักงานผู้นี้ย่อมได้ส่วนแบ่งมากขึ้น เขาจึงกระตือรือร้นกับการแนะนำสินค้ายิ่งนัก
ลู่เฉินวางคัมภีร์กระบี่ทะลวงเมฆาไว้บนโต๊ะแล้วยิ้มให้พนักงาน
“สี่พันห้าร้อยเหรียญทอง!” เด็กหนุ่มต่อรอง
เพราะราคาที่อีกฝ่ายเสนอมายังสูงเกินไปถึงลู่เฉินจะไม่เคยฝึกวรยุทธ์ขั้นกลาง แต่ก็พอจะรู้ราคาซื้อขายตำราวรยุทธ์อยู่บ้าง
ดังนั้นสี่พันห้าร้อยเหรียญทองนี้นับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับเคล็ดวิชากระบี่ทะลวงเมฆา
“อ้อ! ข้ามีป้ายแขกพิเศษของหอว่านเป่า น่าจะลดราคาให้ได้ใช่หรือไม่?” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม แล้วหยิบป้ายหยกที่จีหย่ามอบให้ขึ้นมา
ภายในหอว่านเป่า มีพนักงานขายบางคนที่มิใช่คนของหอว่านเป่าด้วยแต่พวกเขาย่อมยอมรับป้ายแขกพิเศษของหอว่านเป่า เพราะนี่คือเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนจะมาทำการซื้อขายในสถานที่แห่งนี้แล้ว
ป้ายหยกของหอว่านเป่า จึงล้ำค่าเป็อย่างยิ่ง
พอเห็นลู่เฉินหยิบป้ายแขกพิเศษออกมาชายวัยกลางคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
เพราะคนที่ได้รับป้ายหยกจากหอว่านเป่าล้วนมิใช่คนธรรมดาสามัญหากเป็ผู้มีสถานะสูงส่งในเมืองชิงเฟิง
“คุณชาย ตามกฎแล้ว หากท่านถือป้ายแขกพิเศษก็จะซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษ ลดสิบส่วนจากราคาเต็ม ดังนั้น ถ้าท่านซื้อตำราวรยุทธ์ขั้นกลางราคาสี่พันห้าร้อยเหรียญทองก็จะจ่ายเงินเพียงสี่พันห้าสิบเหรียญทองเท่านั้น” ท่าทีของเขาดูนอบน้อมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าจะซื้อมัน”ลู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขามอบเงินสี่พันห้าสิบเหรียญทองให้อีกฝ่ายเพื่อซื้อเคล็ดวิชากระบี่ทะลวงเมฆา
แม้ตอนนี้ลู่เฉินจะมีเงินมากมายแต่ก็ต้องรู้จักประหยัด เพียงพูดไม่กี่คำก็ได้ส่วนลดมาเกือบพันเหรียญทองแล้ว นี่มิใช่เงินเล็กน้อยเลย
หากมิได้ต่อราคาและไม่หยิบป้ายแขกพิเศษขึ้นมาคงต้องซื้อตำรายุทธ์ไปในราคาห้าพันเหรียญทอง
หลังออกจากโต๊ะซื้อขาย ลู่เฉินก็เดินไปซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถล้างไขกระดูก
พอเสร็จธุระแล้ว ก็เตรียมเดินทางกลับ
“พวกเ้า้าสิ่งใดกันแน่?”
“คุณหนูของข้าก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าจะชดใช้ค่ารองเท้าให้ แล้วพวกเ้ายังจะเอาอย่างไรอีก?”
ทันทีที่ลู่เฉินเดินลงมาถึงห้องโถงชั้นล่างของหอว่านเป่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
“หืม?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ว่านี่เป็เสียงของเสี่ยวชุ่ย สาวใช้ของลู่เหยียนหราน
หากนางอยู่ที่นี่ลู่เหยียนหรานก็น่าจะอยู่ด้วยเช่นกัน ลู่เฉินจึงกวาดตามอง ก็พบว่ามีคนมุงดูกันเป็กลุ่มใหญ่คล้ายจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น
“หรือว่า... ลู่เหยียนหรานกำลังทะเลาะกับใครเข้า?” ลู่เฉินมุ่นคิ้ว
่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างตนกับลู่เหยียนหรานก็จืดจางลง กลายเป็เพียงคนรู้จัก แต่กระนั้นเขาก็ลืมเด็กน้อยที่เคยเดินตามหลังตัวเองต้อยๆ ผู้นั้นมิได้
ทั้งลู่ปิงเยวี่ยยังกล่าวว่าที่ผ่านมา ลู่เหยียนหรานคอยห่วงใยตนมาตลอด แต่ด้วยเหตุผลบางประการ นางจึงไม่อาจพูดคุยกับเขาได้มากนัก
“โอ๊ย!”
“ฮ่าๆๆ...นางคนชั้นต่ำ บังอาจมาชี้นิ้วใส่นายน้อยของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“เ้าคนสารเลว รนหาที่ตายเสียแล้ว!” เสียงอันคุ้นเคย ตวาดลั่น
พอได้ยิน ลู่เฉินก็อดเบ้ปากมิได้ด้วยจำเสียงนี้ได้เป็อย่างดี ซึ่งเ้าของเสียงก็หาใช่ใครอื่น หากเป็หวังเสี้ยวเทียนบุตรชายประมุขสกุลหวัง ที่เคยถูกเขาหักหน้าอย่างแรงในงานประมูลย่อย เมื่อเดือนที่แล้ว
“หวังเสี้ยวเทียน เ้าจะมากเกินไปแล้ว!” เสียงที่สามดังแทรกขึ้นมา
“เป็ลู่เหยียนหรานจริงๆ”
ลู่เฉินมั่นใจว่าเสียงสตรีที่ดังขึ้นนั้นเป็นางลู่เหยียนหรานอยู่กลางวงล้อมจริงๆ และดูเหมือนจะมีเื่กับหวังเสี้ยวเทียนเสียด้วย
เขาแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนเดินไปยังฝูงชน