ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 40 : หวนคืนสำนัก

            ยามสายของวันที่เจ็ด ยอดเขาสูงตระหง่านหลายลูกก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดเขา ประตูศิลาขนาดมหึมาพร้อมตัวอักษรสี่คำ 'สำนักโอสถจันทรา' ตั้งตระหง่านอยู่

            เหวินซานรู้สึกเหมือนร่างกายทั้งร่างกำลังจะแตกสลาย แต่เขายังคงกัดฟันรีดพลังเฮือกสุดท้ายในตันเถียนออกมาใช้ก้าวสายลมพุ่งตรงเข้าหาประตูสำนัก

            ฟ้าว!

            เงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากม่านหมอกด้วยความเร็วสูง ศิษย์เฝ้าประตูหลายคนชะงัก ก่อนจะรีบจับอาวุธขึ้นโดยสัญชาตญาณ

            แต่เมื่อร่างนั้นเข้ามาใกล้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป

            ไม่แปลกที่พวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนั้น เพราะร่างทั้งสองที่กำลังมุ่งตรงเข้ามา มีสภาพแทบไม่ต่างจากคนที่เพิ่งคลานกลับมาจากประตูผี

            เสื้อคลุมของเหวินซานขาดวิ่น คราบเลือดทั้งเก่าและใหม่เปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง บางแห่งแห้งกรังจนเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ขณะที่บางแห่งยังมีเลือดซึมออกมา

            ผมที่เคยมัดเรียบร้อยหลุดลุ่ยปรกครึ่งใบหน้า ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งแตก มองเผิน ๆ แทบไม่เหลือเค้าของศิษย์สำนักโอสถจันทราอยู่เลย

            ส่วนซูอวิ๋นเหอที่อยู่บนหลังของเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เสื้อคลุมสีครามเต็มไปด้วยคราบเลือดและดิน เส้นผมยาวยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง ใบหน้าซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แขนข้างหนึ่งห้อยลงอย่างไร้เรี่ยวแรง

            ความวุ่นวายบริเวณประตูสำนักดึงดูดศิษย์ที่อยู่ใกล้เคียงให้หันมามอง ศิษย์เฝ้าประตูคนหนึ่งกำลังจะเข้าไปตรวจสอบ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "เกิดเรื่องอันใด?"

            ทุกคนรีบหันกลับไป ผู้อาวุโสหอภารกิจซึ่งเพิ่งกลับมาจากตรวจสอบศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจด้านนอก กำลังเดินตรงเข้ามาพร้อมศิษย์ติดตามอีกสองคน "คารวะผู้อาวุโส!"

            ศิษย์เฝ้าประตูรีบประสานมือ "เรียนผู้อาวุโส มีคนสองคนปรากฏตัวอยู่หน้าประตู สภาพบาดเจ็บสาหัส เดิมทีพวกเราคิดว่าเป็นคนนอก แต่บนร่างของทั้งสองมีชุดศิษย์สำนักของเราอยู่ขอรับ"

            ผู้อาวุโสหอภารกิจได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันเคร่งขรึม "ศิษย์ของสำนัก?"

            เขารีบก้าวออกไปดูทันที ในตอนแรก แม้แต่เขาเองก็ยังจำไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด ทั้งสองเต็มไปด้วยคราบเลือดและโคลน เสื้อผ้าขาดวิ่น เส้นผมยุ่งเหยิงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

            มีเพียงเศษเสื้อคลุมที่ยังหลงเหลือลวดลายจันทรา อันเป็นสัญลักษณ์ของสำนักโอสถจันทราเท่านั้น ที่ยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนของสำนัก

            ผู้อาวุโสหอภารกิจเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของคนทั้งสองชัดเจน สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป

            สายตาของผู้อาวุโสเลื่อนจากเด็กหนุ่มที่แทบยืนไม่อยู่ ไปยังหญิงสาวบนหลังของอีกฝ่าย "ซูอวิ๋นเหอ?!"

            ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง "เหวินซาน?!" เสียงอุทานของผู้อาวุโสดังไปทั่วหน้าประตูสำนัก ศิษย์ทุกคนต่างพากันตกตะลึง ซูอวิ๋นเหอ ศิษย์ที่ทุกคนต่างคิดว่าไปทำภารกิจ และคนที่แบกนางกลับมา กลับเป็นเด็กหนุ่มผู้มีพลังเพียงขั้นสี่เท่านั้น

            เหวินซานเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า เมื่อเห็นผู้อาวุโส ความกังวลที่เขาแบกรับมาตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนก็พลันคลายลง เขาฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมาแล้วกล่าวด้วยเสียงอันแห็บพร่า "ผู้อาวุโส... ช่วย... ศิษย์พี่..." พูดยังไม่ทันจบประโยค เลือดสีแดงสดก็ทะลักออกจากปาก

            ร่างของเด็กหนุ่มโอนเอนอย่างรุนแรง แต่ก่อนจะล้มลง เขายังพยายามใช้แขนทั้งสองประคองซูอวิ๋นเหอไว้สุดกำลังไม่ให้นางตกพื้น

            ผู้อาวุโสรีบพุ่งเข้าประคองทั้งสองคนไว้ทันที " รีบเรียกผู้อาวุโสหอโอสถมา! ห้ามให้ศิษย์ทั้งสองคนเป็นอะไรเด็ดขาด! " สิ้นคำสั่งนั้น เหวินซานก็หมดแรงลงโดยสมบูรณ์ เปลือกตาของเขาค่อย ๆ ปิดลง สติสัมปชัญญะดับวูบลงท่ามกลางเสียงตะโกนอันวุ่นวายไปทั่วทั้งสำนัก

            ความวุ่นวายเกิดขึ้นทั่วทั้งสำนักในเวลาเพียงไม่นาน ผู้อาวุโสหอโอสถสามคนมารวมตัวกันในห้องรักษาของสำนัก โอสถระดับสูงถูกนำออกมาใช้อย่างไม่เสียดาย กลิ่นสมุนไพรหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งหอ ศิษย์จำนวนมากต่างพากันมายืนรอฟังข่าวอยู่ด้านนอกโดยไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง

            คิ้วที่ขมวดแน่นของผู้อาวุโสคนหนึ่งค่อย ๆ คลายออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าประหลาดใจ "แปลก..."

            ผู้อาวุโสอีกคนรีบถาม "เป็นอย่างไร?"

            "ยังมีพิษตกค้างอยู่ในเส้นวิญญาณไม่น้อย เส้นวิญญาณหลายสายก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พลังวิญญาณเหือดแห้ง" เขาหยุดไปเล็กน้อย "แต่พิษไม่ได้ลุกลาม"

            "อะไรนะ?" ผู้อาวุโสอีกสองคนรีบเข้ามาตรวจสอบด้วยตนเอง

            ครู่ต่อมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ภายในเส้นวิญญาณของซูอวิ๋นเหอยังคงมีพิษตกค้างอยู่หลายแห่ง แต่ทุกครั้งที่พิษเหล่านั้นพยายามแทรกซึมลึกเข้าไป จะมีพลังโอสถสายหนึ่งไหลเข้าขัดขวางเอาไว้

            สองพลังไหลเวียนปะทะกันอยู่ภายในร่าง ฝ่ายหนึ่งพยายามกัดกินเส้นวิญญาณ อีกฝ่ายกลับสลายพิษออกทีละน้อย

            ผู้อาวุโสหอโอสถหลับตาตรวจสอบอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเบิกตาขึ้น "ฤทธิ์ยา..." เขาพึมพำอย่างไม่แน่ใจ "มีบางอย่างคล้ายฤทธิ์ของโอสถระดับสอง"

            ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น เหล่าผู้อาวุโสรอบข้างต่างหันมามองพร้อมกัน "โอสถระดับสอง?"

            "ไม่ผิด" ผู้อาวุโสพยักหน้าช้า ๆ ก่อนขมวดคิ้วอีกครั้ง

            "เพียงแต่คุณภาพต่ำมาก ฤทธิ์ยาไม่บริสุทธิ์ การหลอมรวมก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายส่วน หากเป็นโอสถระดับสองที่สมบูรณ์ พิษที่เหลืออยู่คงถูกถอนออกไปเกือบหมดแล้ว"

            เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่ให้นางกินโอสถเม็ดนี้..."

            สายตาของเขาเลื่อนไปยังซูอวิ๋นเหอที่หมดสติ "คนผู้นั้นช่วยชีวิตนางเอาไว้" ผู้อาวุโสอีกคนพยักหน้า "หากไม่มีฤทธิ์ยานี้คอยประคองเอาใว้ ต่อให้นางมีระดับบ่มเพาะสูงกว่านี้ เส้นวิญญาณก็คงถูกพิษกัดกินจนขาดสะบั้นไปนานแล้ว"

            เซิ่งหลินรีบมาที่ห้องรักษาตั้งแต่ได้ยินข่าว นางยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเหวินซานด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แม้จะพยายามรักษาความสงบแต่แววตากลับเผยความเป็นห่วงออกมาอย่างปิดไม่มิด

            "ทำไมยังไม่ฟื้น" นางพึมพำเบา ๆ พร้อมกับมือที่กำชายเสื้อของตนเองเอาใว้แน่น

            ผู้อาวุโสที่อยู่ใกล้ ๆ เห็นท่าทีเช่นนั้นจึงกล่าวปลอบว่า "เขาฝืนร่างกายหนักเกินไป จำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้น"

            เซิ่งหลินพยักหน้าแต่ก็ยังไม่ยอมจากไปไหน นางนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน แม้ศิษย์หอโอสถจะเป็นผู้ดูแลอาการ นางก็ยังไม่ยอมกลับ แม้จะรู้ว่านางไม่อาจช่วยอะไรได้มากนัก แต่นางก็ไม่อาจทอดทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพังได้

            เวลาผ่านไปหนึ่งวัน ซูอวิ๋นเหอยังคงไม่ฟื้นแต่พิษร้ายที่เหลือก็เริ่มถูกกดเอาไว้ได้

            ส่วนเหวินซาน แม้พิษจะถูกขับออกไปแล้ว แต่อาการจากการฝืนร่างกายกลับหนักกว่าที่คาด

            ผู้อาวุโสที่ตรวจร่างกายเขาต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ "เด็กคนนี้ฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด เส้นวิญญาณหลายสายเกือบขาดสะบั้น ทั้งยังฝืนกินโอสถฟื้นฟูพลังติดต่อกันหลายเม็ด ร่างกายแทบจะพังทลายลงหมดแล้ว"

            ผู้อาวุโสผู้หนึ่งวางสองนิ้วลงบนข้อมือของเหวินซาน ก่อนส่งพลังวิญญาณเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป

            "มีอะไรหรือ?"

            "เส้นวิญญาณของเขาเสียหายหนักก็จริง แต่กลับมีพลังบางอย่างคอยประคองเอาไว้ ไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปมากกว่านี้"

            ผู้อาวุโสอีกคนลองตรวจสอบด้วยตนเอง ไม่นานก็ขมวดคิ้วเช่นกัน "จริงด้วย คล้ายมีพลังสายหนึ่งคอยหล่อเลี้ยงและยึดเส้นวิญญาณเอาไว้ แต่พอข้าพยายามตรวจให้ลึกกว่านี้ มันกลับหายไปจนจับต้นตอไม่ได้"

            ทุกคนสบตากันด้วยความสงสัย หากไม่มีพลังลึกลับสายนี้คอยประคองอยู่ ด้วยสภาพร่างกายของเหวินซานในตอนนี้ เส้นวิญญาณของเขาคงเสียหายหนักกว่านี้หลายเท่า

            ผู้อาวุโสหอภารกิจมองเด็กหนุ่มที่ยังหมดสติ ก่อนถอนหายใจยาว "ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด อย่างน้อยมันก็ช่วยรักษารากฐานของเขาเอาไว้"

            สามวันต่อมา ภายในห้องรักษาซูอวิ๋นเหอก็ลืมตาขึ้น ภาพแรกที่นางเห็นคือผู้อาวุโสหลายคนยืนล้อมอยู่รอบเตียง นางพยายามจะลุกขึ้นแต่ถูกผู้อาวุโสกดไหล่เอาไว้ "อย่าเพิ่งขยับ พิษยังสลายไม่หมด" ซูอวิ๋นเหอพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะรีบถามทันทีด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เหวินซาน... เขาอยู่ที่ใด?"

            ผู้อาวุโสตอบกลับมาว่าเขายังไม่ฟื้น

            ซูอวิ๋นเหอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งดวงตาเริ่มแดงก่ำก่อนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "หากไม่มีเขาข้าคงตายอยู่ในป่านั้นไปแล้ว"

            ซูอวิ๋นเหอเริ่มเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ถูกคนชุดดำลอบโจมตี จนต้องหนีเข้าไปหลบซ่อนในถ้ำ กระทั่งถูกพิษร้ายเล่นงานจนแทบหมดสติ

            "ตอนที่ข้าลืมตาขึ้นมา ศิษย์น้องเหวินก็อยู่ตรงหน้าข้าแล้ว" น้ำเสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย "ตอนนั้นตัวเขาเองก็ถูกพิษ ทั้งยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อยแต่ยังพยายามหาวิธีช่วยข้า"

            ผู้อาวุโสหอโอสถผู้หนึ่งพยักหน้า "โชคดีที่พวกเจ้าได้โอสถระดับสองมาทันเวลา มิฉะนั้นพิษที่อยู่ในร่างเจ้าคง

            "โอสถเม็ดนั้น"ซูอวิ๋นเหอพลันกล่าวแทรกขึ้น

            ผู้อาวุโสชะงัก

            นางเงยหน้าขึ้น "ศิษย์น้องเหวินเป็นผู้หลอมขึ้นมาเอง"

            ทั้งห้องพลันเงียบกริบ ผู้อาวุโสหลายคนที่นั่งอยู่รอบเตียงหันมามองนางแทบพร้อมกัน "เจ้าว่าอะไรนะ?"

            ซูอวิ๋นเหอกล่าวซ้ำ "โอสถระดับสองที่ช่วยกดและถอนพิษในร่างข้า ศิษย์น้องเป็นคนหลอม"

            "เป็นไปไม่ได้!" ผู้อาวุโสหอโอสถคนหนึ่งหลุดปากออกมาทันที "ศิษย์สายนอกจะหลอมโอสถขั้นสองได้อย่างไรกัน"

            อีกคนขมวดคิ้ว " ฤทธิ์ยาที่หลงเหลืออยู่ในร่างของนาง แม้คุณภาพจะต่ำและมีสิ่งเจือปนอยู่มาก แต่มันเป็นโอสถระดับสองอย่างแน่นอน"

            ซูอวิ๋นเหอหลับตาลงชั่วครู่ ภาพของแผ่นหลังเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าเตาโอสถผุดขึ้นในความคิดอีกครั้ง "เขาล้มเหลวอยู่หลายครั้ง" นางกล่าว

            "หลายครั้ง?"

            ซูอวิ๋นเหอพยักหน้า

            สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสค่อย ๆ เปลี่ยนไป

            "แต่ครั้งสุดท้าย" ซูอวิ๋นเหอหยุดเล็กน้อย "เขาหลอมสำเร็จ"

            ไม่มีผู้ใดพูดอะไรอยู่หลายลมหายใจ

            ในฐานะผู้ฝึกโอสถ พวกเขารู้ดีกว่าใครว่าคำว่า หลอมโอสถระดับสองสำเร็จ หมายถึงอะไร โดยเฉพาะสำหรับศิษย์ที่ก่อนออกจากสำนักยังติดอยู่กับขั้นตอนการหลอมรวมแก่นยาของโอสถระดับหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย แต่มันคือการก้าวข้ามกำแพงครั้งใหญ่ของศาสตร์โอสถ

            ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบพลันดังขึ้นจากด้านนอก ประตูห้องถูกเปิดออก รองเจ้าสำนักก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โดยมีผู้อาวุโสกู้เดินตามมาติด ๆ "อวิ๋นเหอเป็นอย่างไรบ้าง?"

            ผู้อาวุโสหอโอสถรีบลุกขึ้นประสานมือ "อาการพ้นขีดอันตรายแล้วขอรับ พิษส่วนใหญ่ถูกถอนออก เหลือเพียงพิษตกค้างกับความเสียหายของเส้นวิญญาณ ต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง"

            รองเจ้าสำนักพยักหน้า แต่ก่อนจะทันกล่าวสิ่งใด ผู้อาวุโสหอโอสถกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "เพียงแต่..."

            "ว่ามา" ผู้อาวุโสเหลือบมองซูอวิ๋นเหอ ก่อนตอบ

            "โอสถระดับสองที่ช่วยรักษาชีวิตนางไว้..." เขาหยุดไปชั่วอึดใจ "เหวินซานเป็นผู้หลอม"

            ฝีเท้าของผู้อาวุโสกู้พลันหยุดลง

            รองเจ้าสำนักเองก็หันกลับมาทันที "ใคร?"

            "เหวินซานขอรับ" คราวนี้แม้แต่สีหน้าของรองเจ้าสำนักก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผู้อาวุโสกู้กลับเดินเข้ามาสองก้าว "เจ้าบอกว่าเหวินซานหลอมโอสถระดับสอง?"

            "เป็นคำยืนยันจากอวิ๋นเหอเอง" สายตาของทุกคนจึงหันไปหานาง ซูอวิ๋นเหอพยักหน้าช้า ๆ "ข้าเห็นกับตา"

            ผู้อาวุโสกู้นิ่งไป เขาย่อมจำได้ดี ก่อนเหวินซานออกจากสำนัก เด็กหนุ่มยังหลอมโอสถได้เพียงแค่ระดับหนึ่ง แม้พื้นฐานจะแน่นและควบคุมไฟได้ละเอียด แต่ทุกครั้งที่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นยา ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ

            เพียงออกจากสำนักไปครั้งเดียว… กลับหลอมโอสถระดับสองได้แล้ว?

    ผู้อาวุโสกู้ถามขึ้นทันที "มีผู้ใดชี้แนะหรือไม่?"

            ซูอวิ๋นเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง “ก่อนหมดสติ ข้าเพียงเตือนเขาเรื่องหนึ่ง แต่ผู้ที่หลอมสำเร็จทั้งหมดคือเขาเอง”

            ผู้อาวุโสกู้ยิ่งฟัง สีหน้ายิ่งประหลาด ร่างกายบาดเจ็บแล้วยังต้องหลอมภายใต้แรงกดดัน แต่เด็กคนนั้นกลับก้าวข้ามสถานการณ์เช่นนั้นมาได้

            รองเจ้าสำนักหรี่ตาลง "แล้วตอนนี้เหวินซานอยู่ที่ใด?"

            "หมดสติอยู่ห้องข้าง ๆ ขอรับ" ผู้อาวุโสหอโอสถตอบ "พลังวิญญาณพร่องอย่างหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงต้องพักฟื้น"

            ผู้อาวุโสกู้ไม่กล่าวอะไรอีก เขาหันหลังเดินออกจากห้องทันที

    รองเจ้าสำนักเลิกคิ้ว "เจ้าจะไปไหน?"

            ผู้อาวุโสกู้ไม่แม้แต่จะหันกลับมา "ไปดูเจ้าเด็กนั่น"

            สามวันหลังจากซูอวิ๋นเหอฟื้น เหวินซานจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้ของห้องรักษา กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ลอยอยู่ทั่วห้อง ทันทีที่เขาขยับตัว ความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วร่างจนต้องนิ่วหน้า

            "ฟื้นแล้วหรือ" เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ผู้อาวุโสหอภารกิจนั่งอยู่ข้างเตียง

            เหวินซานรีบจะลุกขึ้นคำนับ แต่ผู้อาวุโสรีบยกมือห้ามไว้ เด็กหนุ่มรีบถามทันที "ศิษย์พี่..."

            ผู้อาวุโสยิ้มบาง "นางปลอดภัยแล้ว" เพียงได้ยินเช่นนั้น เหวินซานก็ถอนหายใจออกมายาว ราวกับยกภูเขาออกจากอก ไม่นานนักซูอวิ๋นเหอก็เดินเข้ามา แม้ใบหน้ายังซีดเผือดแต่ก็สามารถเดินได้แล้ว นางยืนมองเหวินซานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประสานมือคำนับ "ขอบคุณ"

            เหวินซานตกใจจนรีบโบกมือปฏิเสธ "ศิษย์พี่อย่าทำเช่นนี้ "

            ซูอวิ๋นเหอยิ้มออกมาบาง ๆ "บุญคุณนี้ข้าจะไม่มีวันลืม" ผู้อาวุโสหอภารกิจหัวเราะเบา ๆ "เอาล่ะ เรื่องซาบซึ้งไว้ก่อน วันนี้สำนักมีเรื่องจะประกาศ"

            ลานกลางสำนักเต็มไปด้วยศิษย์นับพันทุกคนมารวมตัวกัน แม้แต่ผู้อาวุโสหลายหอก็มาพร้อมหน้า เมื่อเหวินซานเดินออกมาท่ามกลางการพยุง เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นทันที "นั่นเหวินซาน! คนที่ช่วยศิษย์พี่ซู!"

            เซิ่งหลินยืนอยู่แถวหน้า ดวงตาของนางจ้องมองเหวินซานไม่วางตา น้ำตาแห่งความโล่งใจรื้นขึ้นจนเกือบจะไหลออกมาเมื่อนึกถึงวินาทีที่เห็นเขาถูกหามกลับมาในสภาพปางตาย นางเคยคิดไปแล้วว่าเหวินซานคงไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีก แต่ในที่สุดเขาก็รอดมาได้

            ผู้อาวุโสหอภารกิจก้าวขึ้นเวที กล่าวเสียงดัง "เหวินซาน ช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนัก แม้กำลังต่ำกว่าศัตรู แต่ไม่ทอดทิ้งสหาย สมควรได้รับรางวัล" ศิษย์ทุกคนเงียบกริบ ผู้อาวุโสโบกมือ ศิษย์รับใช้ก็นำถาดหยกสามถาดขึ้นมา

            ถาดแรกเป็นหินวิญญาณกองใหญ่ "หินวิญญาณระดับกลาง จำนวนห้าร้อยก้อน" เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที สำหรับศิษย์สายนอกนี่คือทรัพย์สมบัติมหาศาล ถาดที่สองเป็นสมุนไพรระดับสามสิบต้นและสมุนไพรระดับสี่สองต้น รวมถึงเมล็ดพันธุ์หายากอีกหลายชนิด ผู้อาวุโสกล่าวต่อ "เจ้าถนัดด้านสมุนไพร สิ่งเหล่านี้เหมาะกับเจ้าที่สุด"

            เหวินซานรีบประสานมือ "ขอบคุณขอรับ"

            ซูอวิ๋นเหอมองภาพนั้น ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ นางรู้ดีว่ารางวัลทั้งหมดนี้ เขาสมควรได้รับมัน

            ในขณะที่ทุกคนคิดว่าการมอบรางวัลสิ้นสุดลง ผู้อาวุโสหอภารกิจกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "รางวัลก็คือรางวัล ส่วนโทษ... ก็ต้องรับเช่นกัน"

            รอยยิ้มบนใบหน้าของซูอวิ๋นเหอพลันชะงัก "โทษ?" นางหันไปมองผู้อาวุโสหอภารกิจด้วยความประหลาดใจ "ผู้อาวุโส เหวินซานยังต้องรับโทษอีกหรือ?"

            "แน่นอน" ผู้อาวุโสตอบอย่างไม่ลังเล "เขาช่วยเจ้ากลับมา นั่นคือความชอบ สำนักย่อมให้รางวัล แต่ก่อนหน้านั้น เขาออกจากสำนักโดยพลการ ไม่แจ้งหอภารกิจและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ดูแล"

            ซูอวิ๋นเหอรีบกล่าว "แต่หากไม่ใช่เพราะเขา ข้าคง"

            "อวิ๋นเหอ" ผู้อาวุโสยกมือขึ้นเล็กน้อย หยุดคำพูดของนาง "ความชอบคือความชอบ ความผิดคือความผิด"

            "หากวันนี้เพียงเพราะผลลัพธ์ออกมาดี แล้วสำนักละเว้นการฝ่าฝืนกฎ วันหน้าศิษย์คนอื่นย่อมมีข้ออ้างทำตาม"

            ซูอวิ๋นเหอเงียบลง แม้นางจะยังรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าคำพูดนี้ไม่ผิด

            ผู้อาวุโสหอภารกิจจึงหันกลับมาหาเหวินซาน "เหวินซาน เจ้าออกจากสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎเดิมสมควรลงโทษหนักกว่านี้"

            เขาหยุดเล็กน้อย "แต่เห็นแก่คุณความชอบที่เจ้าช่วยชีวิตศิษย์ร่วมสำนัก อีกทั้งนำข่าวสำคัญกลับมา สำนักจึงลดโทษให้"

            "นับตั้งแต่วันนี้กักบริเวณเจ็ดวัน ตลอดเจ็ดวันนี้ ห้ามออกจากเขตที่พักและให้คัดกฎสำนักเจ็ดรอบ"

            เสียงซุบซิบดังขึ้น เมื่อเทียบกับการแอบออกจากสำนักโดยพลการ โทษนี้นับว่าเบาไม่น้อย เหวินซานเองก็ไม่ได้คิดโต้แย้ง เขาประสานมือคำนับทันที "ศิษย์ยอมรับโทษ"

            ซูอวิ๋นเหอหันมามองเขา "ศิษย์น้องเหวิน..."

            เหวินซานกลับยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้เดือดร้อนกับการถูกกักบริเวณเจ็ดวันนัก ซูอวิ๋นเหอยืนมองท่าทีของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบผ่อนลมหายใจออกมา

            สาเหตุที่ผู้อาวุโสหอภารกิจเลือกประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าศิษย์ทั้งหมด ก็เพราะต้องการให้ทุกคนจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่าหากทำผิดกฎ ต่อให้มีคุณความชอบมากเพียงใด ความผิดนั้นก็ไม่อาจถูกลบเลือนไปได้

            ตลอดเจ็ดวัน เหวินซานแทบไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ช่วงเช้า เขาคัดกฎสำนักตามคำสั่ง ช่วงบ่ายใช้เวลาปรับรากฐานการบ่มเพาะที่เพิ่งทะลวงขึ้นมาใหม่ ส่วนเวลาที่เหลือทั้งหมดถูกใช้ไปกับสมุดบันทึก

            ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายนอกเรือนพักกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

            ข่าวเหตุการณ์ในป่าหมื่นพิษก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักอย่างรวดเร็ว ศิษย์จำนวนมากต่างพูดถึงศิษย์ชั้นนอกผู้หนึ่งที่บุกเข้าไปในป่าหมื่นพิษเพียงลำพัง ช่วยศิษย์ชั้นในกลับมาได้ ทั้งยังร่วมมือกับนักล่าสมุนไพรเอาชีวิตรอดจากอสูรระดับสูง ชื่อของเหวินซาน เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น

            จนกระทั่ง ล่วงเลยจนครบกำหนดเจ็ดวันเต็ม

            รุ่งอรุณแห่งวันที่แปดมาเยือน

            ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบ

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าปราบมาร ที่คุณอ่าน