บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 34 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 2

            นับตั้งแต่อดีตกาลจนถึงช่วงเวลาในปัจจุบัน ดันเจี้ยนนั้นมีตัวตนก่อนหน้าที่มนุษย์จะสร้างสรรค์อารยธรรมเสียอีก ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบวิหารศักดิ์สิทธิ์ เก่าแก่โบราณและมีอารยะ ทว่าในขณะเดียวกัน ดันเจี้ยนนั้นจะแบ่งออกไปหลากหลายระดับ

            “ในปัจจุบันนี้ ดันเจี้ยนจะถูกวัดระดับตามค่าความเข้มข้นของมานาค่ะ ยิ่งค่าความเข้มข้นสูงมากเท่าใด ดันเจี้ยนนั้น ๆ ก็จะถูกประเมินระดับสูงขึ้นตามไปด้วย ในส่วนของดันเจี้ยนที่เรากำลังยืนอยู่ถูกตั้งชื่อว่าวิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ ซึ่งเป็นเพียงดันเจี้ยนระดับหนึ่งเท่านั้นค่ะ” แมรี่อธิบายถึงข้อมูลของดันเจี้ยนในเชิงลึก ระดับชั้นของมันมีเกณฑ์การวัดเช่นเดียวกับวัตถุโบราณหรือทักษะลึกลับ เริ่มต้นจากระดับหนึ่ง จนกระทั่งถึงระดับชั้นสูงสุดคือระดับเจ็ด

            “ปกติแล้วดันเจี้ยนมันอันตรายขนาดนั้นเลยหรือครับ ถึงได้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้ามาท้าทายมันมากนัก” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางกวาดสายตามองรอบกาย นอกเหนือไปจากกลุ่มของแมรี่และเซลฟิส กลับไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่ตัดสินใจจะเข้าท้าทายดันเจี้ยนแห่งนี้ 

            จากสิ่งที่เขาเคยได้ยินมา แม้กระทั่งโอเกอร์ก็เคยเข้าสู่ดันเจี้ยนเพียงไม่กี่ครั้ง เหนือล้ำยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงหนึ่งครั้งที่เขาเคยย่างกรายเข้าสู่ดันเจี้ยนระดับสาม นับว่าเป็นประสบการณ์ที่เปรียบได้ดังฝันร้ายอันไร้ที่สิ้นสุด นั่นคือคำกล่าวของชายผู้ซึ่งกวีนับถือว่าเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งผู้หนึ่ง

            ได้ยินเช่นนั้น แมรี่จึงเหลียวมองหน้าพวกพ้องครู่หนึ่ง แลดูว่าชายหนุ่มตรงหน้าคงมิได้เสแสร้ง น่าแปลกใจที่เขานั้นไม่มีความรู้เรื่องดันเจี้ยนเลยแม้แต่เพียงน้อยนิด   

            “ก็จริงค่ะที่มันยากและเสี่ยงมาก แต่สำหรับนักบุกเบิกอย่างพวกเรา ความสงสัยคือเข็มทิศเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการชี้นำว่าชีวิตของเราควรไปในเส้นทางใด ซึ่งการเข้าสู่ดันเจี้ยนถือเป็นการฝึกฝนชั้นดี ยิ่งเป็นดันเจี้ยนระดับต่ำ โดยทั่วไปแล้วมักจะมีกลุ่มนักบุกเบิกอิสระมากกว่าสิบกลุ่มตัดสินใจเข้าร่วม แต่คงเพราะทะเลทรายอาวาเลสเป็นเขตที่ร้อนระอุ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซึ่งพวกโจรมักจะใช้เป็นแหล่งกบดาน ทำให้นักบุกเบิกมือใหม่ส่วนมากจึงไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก” แมรี่ตอบ 

            สิ่งที่เธอกล่าวสอดคล้องกับหลักของเหตุและผล เพื่อเสริมสร้างหลักฐานให้แข็งแกร่ง เมื่อนั้นกามูจึงเริ่มเอ่ยแทรกเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พบกัน

            “แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ปัญหาเรื่องการแข่งขันจึงตัดออกไปได้เลย เพราะแม้โลกใบนี้จะยังมีกฎหมายคอยคุ้มกะลาหัวพวกเราอยู่ แต่ว่าในดันเจี้ยนมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

            อีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเข้าสู่ดันเจี้ยน มิได้มีเพียงความแข็งแกร่งที่มิอาจคาดเดาของเหล่าอสูร ทว่ายังรวมไปถึงความชั่วร้ายของเหล่ามนุษย์ด้วยกัน เพราะในดันเจี้ยนไม่มีหูและตา หากมีใครสักคนต้องสิ้นชีวี ทุกคนคงคาดเดากันไปเองว่าคนเหล่านั้นล้วนตายเพราะสัตว์อสูร 

            กระนั้นแล้ว เหนือล้ำยิ่งไปกว่าความรู้เรื่องดันเจี้ยน กวีกลับแลดูสนใจในสิ่งอื่นเสียมากกว่า ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มจอมเจ้าเล่ห์ แววตาจดจ้องไปที่แมรี่และเอ่ยถามว่า 

            “ว่าแต่ คุณเป็นใครกันแน่ครับ ?”

            นับตั้งแต่ที่ได้พบเจอกันในครั้งแรก กวีนั้นได้สัมผัสถึงกลิ่นที่แตกต่างจากคนอื่นจากผิวกายของแมรี่ แม้จะมีกลิ่นของเหงื่อไคลผสมปนเปอยู่บ้าง กระนั้นกลับมีกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ปะปนอยู่ด้วย หากจะให้เปรียบ คงต้องบอกได้ว่าเธอนั้นมีกลิ่นใกล้เคียงกับเอลิมี่แห่งตระกูลเบลเรม หรือบางทีอาจคล้ายคลึงกับกลิ่นกายขององค์หญิงแอนนาแห่งราชวงศ์ลูเมนิค มันคือกลิ่นหอมราวดอกไม้ของเหล่าราชวงศ์หรือชนชั้นสูง

            ทว่าแมรี่กลับไม่สะทกสะท้านกับคำถามที่ได้ยิน รอยยิ้มของเธอเผยขึ้นอย่างบริสุทธิ์และผ่องใส “หมายความว่ายังไงกันค่ะ ?” เธอกล่าวด้วยวาจาไร้เดียงสา เมื่อนั้นทั้งสองจึงสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง กวีเริ่มย่างเท้าเข้าไปใกล้ แมรี่ย่างเท้ากลับหลังอย่างเป็นจังหวะทุกครั้งที่ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาหา

             “ปั่บ-”

            ทันใดนั้น ใบหน้าของกวีเริ่มต้นแดงก่ำพลางแสดงออกราวกับว่าลมหายใจได้สิ้นลง ด้านหลังของเขาปรากฏรูปลักษณ์ของเรเชล นับตั้งแต่ที่ได้พบกัน เธอผู้นี้เงียบขรึมพลางแสดงออกถึงท่าทีไม่เป็นมิตร กระนั้นยามนี้ปลายเท้าของเธอกลับกำลังประทับอยู่ ณ ใจกลางหว่างขาของกวี 

            “นายคิดจะทำอะไรกับท่านพี่ของชั้น !!” เธอกล่าวและเตะไปยังลูกน้อยหัวแก้วหัวแหวนของกวีอีกครั้ง ความเจ็บปวดสั่นสะท้านไปยังทั่วทุกอณูรูขุมขน เมื่อนั้นชายหนุ่มผู้น่าสงสารจึงถอยหลังกลับมาและกล่าวขอโทษในเร็วพลัน 

            “ขอโทษที ดูเหมือนผมคงจะเผลอตัวมากเกินไปหน่อย”

            แม้นกวีจะสำนึกผิดจากสิ่งที่ตนก่อ ทว่าเรเชลกลับยังคงแค้นเคืองราวกับเขานั้นคือศัตรูคู่อาฆาต 

            “อย่าคิดเข้ามาใกล้ท่านพี่ของชั้นอีกเป็นครั้งที่สองล่ะ !!” วาจาของเธอดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ประหนึ่งเสียงกลองที่ดังทุ้มอยู่ ณ ใจกลางห้องปิดอันเงียบสงัด

            “เข้าใจแล้วๆ ชั้นผิดเองแหละ ขอโทษด้วยแล้วกัน” กวีเอื้อนเอ่ยพลางเชิดหน้าใส่ นี่นับเป็นอีกครั้งต่อเนื่องจากบารากะ ที่เขานั้นรู้สึกไม่ชอบใจจากบุคคลที่ตนได้พบเจอ 

            “ไม่เลย นายไม่เข้าใจสักนิด” เรเชลยังคงไม่ยอมแพ้ แม้จะพึ่งพบเจอกันเป็นครั้งแรก กระนั้นทั้งสองกลับมีท่าทีไม่ชอบกันประหนึ่งหมาและแมว 

            พลันวันเวลาล่วงผ่านไปครู่หนึ่ง เซลฟิสพร้อมพวกพ้องได้ก้าวเดินเข้ามาหา “ได้เวลาแล้วครับ” เสียงของเขาส่งผลให้การทะเลาะกันของทั้งสองหยุดลงในทันที

            กวีและกลุ่มของแมรี่ติดตามเซลฟิสเข้าสู่ภายใน ทว่าวิหารแห่งนี้กลับไร้ซึ่งเครื่องเรือนใดๆ มีเพียงทางเดินลาดยาวลึกเข้าไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด จนกระทั่งมาถึงทางตัน เบื้องหน้าของพวกเขาคือกระจกบานหนึ่ง ทว่าสิ่งที่สะท้อนผ่านพื้นผิวของมันกลับกลายเป็นรูปลักษณ์ของพวกเขาที่ยุ่งเหยิง 

            “นี่คือ..” กวีแสดงออกถึงความตกตะลึง แม้จะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใด แต่หากจะให้คาดเดา กระจกตรงหน้าคงเป็นประตูมิติสำหรับเชื่อมต่อไปยังอีกฟากฝั่ง

            แต่แล้ว กลับมีเสียงของใครบางคนถูกกล่าวขึ้นเพื่อแทรกแซงอีกหน

            “เอาอีกแล้ว ไอ้พวกบ้านนอก”

            มันคือเสียงของบารากะ เขาเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาพลางแสดงสีหน้าราวกับกำลังเย้ยหยันอยู่ด้านหลัง กระนั้นสิ่งเดียวที่กวีพอทำได้ คือการไม่ใส่ใจและมุ่งตรงไปกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า 

            “นี่คือประตูมิติค่ะ มันจะเชื่อมพวกเราไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนั้นก็คือดันเจี้ยนที่พวกเรากำลังมุ่งไปค่ะ” สิ่งที่กวีคาดคิดตรงกับสิ่งที่แมรี่กล่าว 

            “เช่นนั้นพวกผมจะเข้าไปก่อน เพราะอาจจะมีอสูรดักรออยู่ที่ปากทางเข้าก็ได้ พวกคุณที่เป็นเพียงมือใหม่คงจะโดนเล่นงานได้ง่ายๆ อีกสิบนาทีพวกคุณก็ตามพวกเราเข้ามาได้เลยครับ” เมื่อเสียงว่ากล่าวสิ้นสุดลง เซลฟิสและผองเพื่อนจึงก้าวเดินเข้าสู่กระจก ก่อนจะเลือนหายลับเข้าไปอย่างไร้ร่องรอยให้ตามจับ 

            “พวกคุณพึ่งจะเคยท้าทายดันเจี้ยนเป็นครั้งแรกหรอกหรือครับ ?” กวีเอ่ยถามโดยอ้างอิงจากสิ่งที่ตนสงสัย 

            แมรี่พยักหน้า “ใช่แล้วค่ะ ที่จริงพวกเราพึ่งตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาได้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ชั้นกับเรเชล พวกเราทั้งสองพึ่งได้ตรานักบุกเบิกเมื่อราวสองเดือนก่อน และเผอิญว่าเคราะห์ดีที่พวกเราได้เจอกับคุณจอสและคุณกามู จึงตัดสินใจสร้างพันธสัญญาผลประโยชน์ระหว่างกันค่ะ”

            แท้จริงแล้วทั้งสองฝ่ายเองก็พึ่งจะรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ 

            “ก็จริงของเธอ ชั้นกับจอส พวกเราทั้งสองดำรงชีวิตในสายงานนักบุกเบิกมาแล้วก็ร่วมห้าปี แต่โดยทั่วไปก็รับเพียงภารกิจล่าสัตว์อสูรท้องถิ่นไม่ก็การไล่จับโจร ครั้งนี้เองก็เป็นการท้าทายดันเจี้ยนครั้งแรกของพวกเราเหมือนกัน” กามูกล่าวเสริม

            กระทั่งชายผู้เคยถือครองตราสัญลักษณ์ของนักบุกเบิกมานานนับห้าปี กระนั้นกลับไม่เคยย่างเท้าเข้าสู่ดันเจี้ยนแม้เพียงสักครั้งเดียว จึงบ่งบอกได้ว่าภัยอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในดันเจี้ยนล้วนแต่เป็นของจริง 

            กวีฉีกยิ้มราวกับกำลังหยอกเย้ากับลูกสิงโต “พวกคุณคงไม่ได้ล่อลวงพวกเธอเพื่อหวังผลประโยชน์แอบแฝงอะไรหรอกนะ”

            ได้ยินคำกล่าวของเขา สีหน้าของกามูแปรเปลี่ยนไปลุกลี้ลุกลนประหนึ่งฟืนไฟ “จะบ้ารึไง เห็นแบบนี้ชั้นกับจอสก็มีลูกมีเมียกันทั้งคู่แล้วนะ !!” 

            วาจาของเขาโต้ตอบกลับมาห่างจากวาจาก่อนหน้าเพียงไม่กี่วินาที โดยที่หารู้ไม่ว่ากวีนั้นเพียงต้องการเย้าหยอก ในขณะที่แมรี่แลดูจะมิได้ใส่ใจอะไรมากนัก กระนั้นสีหน้าของเรเชลกลับแสดงออกมาบอกว่าเธอนั้นไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

            “ขอโทษครับ..” กวีได้เพียงแผดเสียงขอโทษ ทว่าการฆ่าเวลานี้ก็ดีไม่น้อย มิเช่นนั้นความน่าเบื่อหน่ายคงแปรเปลี่ยนบรรยากาศรอบกายให้อึดอัดอย่างเพิ่มทวีคูณ

            จนกระทั่งในท้ายที่สุด ห้วงเวลาได้ล่วงผ่านไปครบถ้วนทั้งสิบนาที 

            “ไปกันเถอะ” สิ้นเสียงของจอส ทุกคนจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกมุ่งตรงไปข้างหน้าเพื่อเข้าสู่ดันเจี้ยน

            ตัดสลับมายังอีกฟากฝั่ง ปรากฏเป็นทางเดิน ณ โถงถ้ำอันมืดมิด อณูแสงอันหมื่นพันส่องประกายออกมาจากพื้นที่อันว่างเปล่า หลอมรวมกันกลายเป็นรูปลักษณ์ของมนุษย์ มิใช่เพียงหนึ่ง หากแต่มีมากถึงห้าชีวิต 

            “ที่นี่คือดันเจี้ยนสินะ” หนึ่งในทั้งห้าคือกวี เขากวาดสายตามองรอบกาย มีเพียงความมืดมิดคอยอยู่เคียงข้างกายนอกเหนือจากนั้นไม่มีสิ่งใดอีก

            จอสนำทางทุกคนมุ่งตรงไป หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สิบก้าว ตรงหน้าของพวกเขาได้ปรากฏแสงไฟริบหรี่ ที่แห่งนั้นมีเซลฟิส บารากะ รวมไปถึงพวกพ้องคนอื่น ๆ กำลังนั่งพักอยู่ ณ ริมผนัง พร้อมข้างกายปรากฏเศษซากของอสูรคล้ายคลึงกับก็อปลินราวสิบตน ในสภาพไม่ครบสามสิบสองส่วน แต่ละส่วนเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายอยู่บนกองเลือดสีแดงฉาน 

            “เป็นอย่างที่คิดเลยสินะครับ ดูเหมือนจะมีศัตรูเฝ้ารออยู่ที่ปากทางเข้าจริงๆ” จอสเริ่มต้นกล่าวทักทายเมื่อมาถึง

            การคาดเดาของเซลฟิสบ่งบอกถึงประสบการณ์อันโชกโชน อสูรเหล่านี้ล้วนอยู่ในระดับสอง กระนั้นพวกเขากลับไม่มีแม้แต่บาดแผลหรือรอยขีดข่วน

            “ไปกันเถอะครับ” เซลฟิสลุกขึ้นยืนและเอ่ยขึ้นด้วยวาจาเป็นมิตร การเดินทางเริ่มต้นอีกครั้งโดยมีพวกเขานำทัพ

            ถ้ำแห่งนี้มีเพียงความมืดมิด หากปราศจากแสงจากคบเพลิงของเซลฟิสและพวกพ้อง คงไม่มีผู้ใดจะสามารถควานหาทางไปต่อภายในถ้ำแห่งนี้ 

            “หยุดก่อนครับ !” เสียงของเซลฟิสดังก้องกังวานในชั่วครู่ขณะ ทุกฝีเท้าจึงหยุดชะงักกันอย่างพร้อมเพรียง พลันจดจ้องมองไปข้างหน้า ปรากฏว่ามีบางสิ่งเฝ้ารอคอยประหนึ่งสัตว์ร้ายกำลังเฝ้ามองเหยื่อ 

            พวกมันคือฝูงก็อปลิน รวมทั้งหมดมีจำนวนอยู่ที่ราวยี่สิบตน ในมือขวาของพวกมันมีดาบเก่าเคอะขึ้นสนิม รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ ณ ริมฝีปากช่างน่าขยะแขยงและมีน้ำลายไหลย้อย  

            “พลทหารก็อปลิน อสูรระดับสอง” จอสกล่าวพลางจ้องมองอย่างนิ่งสงบประหนึ่งผู้ชมที่ดี ทั้งเขาและกวี แมรี่และเรเชล รวมไปถึงกามู ทั้งห้าคนมีหน้าที่เพียงเฝ้ามองเซลฟิสและพวกพ้องต่อสู้กับพวกมันจากที่ปลอดภัย

            “ทุกคน ใช้รูปแบบที่สามของการต่อสู้กับศัตรูเป็นหมู่คณะ !!” สิ้นเสียงของเซลฟิส เมื่อนั้นเขาจึงยกโล่ขึ้นอยู่เหนือหัวพร้อมวิ่งตรงไป สี่ในเก้าคนที่เหลือเร่งเล็งปืนไปยังศัตรู อีกสี่คนยกเว้นเพียงบารากะชักดาบออกจากฝัก เร่งฝีเท้าติดตามหัวหน้าของพวกเขาอย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียงไปติดๆ 

            “ยั่วยุยิ่งยวด !!”

            เซลฟิสปลดปล่อยทักษะลึกลับ โล่ยักษ์กระทบลงสู่พื้นดินตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง มันเปล่งแสงสีครามสว่างไสว ทันใดนั้น เสียงคำรามของเหล่าก็อปลินเริ่มต้นก้องกังวานพร้อมมุ่งตรงเข้ามาหา ราวกับว่าพวกมันต้องมนตร์สะกดจนมิอาจคงสติ

            ยั่วยุยิ่งยวด หนึ่งในทักษะลึกลับเฉพาะตัวของเซลฟิส พลันความสามารถถูกปลดปล่อย ศัตรูทุกตนในระยะสามสิบเมตรจะต้องมนตร์สะกดของเขา พวกมันจะโถมเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งดั่งคนเสียสติ 

            “ปั้ง ๆ ๆ !!”

            เสียงปืนเริ่มต้นดังก้องกังวาน เหล่าพลทหารก็อปลินเริ่มต้นล้มตาย ทั้งจากดาบและปืน พวกมันสิ้นใจ ในขณะที่สิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นกลับมีเพียงเหล็กกล้าขนาดยักษาจากโล่ของเซลฟิส 

            “คุณเรเชล ฝากด้วยครับ !!” เซลฟิสเปล่งเสียงตะโกนออกมาอีกครั้ง พลันสิ้นเสียงของเขา เรเชลจึงเปิดหน้าหนังสือไปยังหน้าแรก “บทสวดภาวนาต่อดาราประจักษ์ บทที่หนึ่ง ดาราส่องแสง” เสียงของเธอก้องกังวานอย่างเป็นท่วงทำนอง พร้อมมีลูกบอลสีเหลืองอ่อนปรากฏขึ้นอยู่เหนือหัว ส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งบริเวณในระยะกว้างไกลกว่าห้าสิบเมตร 

            แสงสว่างปัดเป่าความมืดที่อยู่รอบกาย ปรากฏพลธนูก็อปลินหลบซ่อนตัวในเงามืดราวห้าตน ยามนี้พวกมันกำลังแสบตา สืบเนื่องเพราะดวงตายังมิอาจปรับสภาพได้ในทันที ทำให้ความสามารถในการต่อสู้จึงลดทอนลงไปจากหนึ่งกลายเป็นศูนย์ 

            ยังไม่จบเพียงหนึ่งบทกลอน เรเชลเร่งเปิดหน้าหนังสือไปยังหน้าถัดไป “บทที่สองต่อ ดาราร่ายรำ !” เมื่อสิ้นเสียง ร่างกายของบารากะที่ยืนนิ่งสงบจนถึงยามนี้ได้เปล่งประกายแสงสีน้ำตาลอ่อนออกมาและหายไป 

            “ตอนนี้แหละบารากะ !!” เซลฟิสได้กล่าวสั่งการ มือขวาของบารากะวางลงบนที่จับดาบ แววตามองแน่วไปข้างหน้า และเพียงช่วงเวลาในเสี้ยววินาที ร่างกายของเขาได้เลือนหายไปจากจุดเดิมรวดเร็วดั่งสายลม

            “ซุ่ม !!”

            บางสิ่งได้พุ่งทะยานข้ามผ่านเหล่าพลธนูก็อปลิน และในสองวินาทีต่อไป ศีรษะของมันได้ขาดสะบั้นออกจากคอ ร่างกายล้มลงพร้อมสายเลือดหลั่งไหลราวแม่น้ำคงคา ศีรษะร่วงหล่นลงสู่พื้นบ่งบอกว่าชีวิตได้สิ้นลง

            หนึ่งคมดาบสะบั้นศีรษะได้ถึงห้าศพ เพียงไม่กี่สิบวินาที ศัตรูที่มีมากกว่ายี่สิบตัวกลับถูกลดทอนจนเหลือเพียงครึ่งเดียว

            บารากะหันกลับมา สายตาจดจ้องไปยังศัตรู ยามนี้พวกมันกำลังประทับคมดาบไปยังโล่ของเซลฟิส กระนั้นกลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ ความแข็งแกร่งของโล่มีมากยิ่งกว่าดาบเคอะขึ้นสนิมของพวกมัน 

            บารากะตระเตรียมท่าทางเตรียมพร้อมจู่โจม 

            “เพลงดาบไร้ลักษณ์ บทเพลงที่หนึ่ง ปลิดชีพ” บารากะทำทีราวกับกำลังรวบรวมพลัง พลันสิ้นสุดถ้อยคำราวสามสิบวินาที ร่างกายของเขาได้เลือนหายไปกับสายลม ในสี่วินาทีต่อมา ศีรษะของเหล่าก็อปลินที่เหลือจึงหลุดสะบั้นออกจากคอในทันที

            มิใช่ว่าเหล่าพลทหารก็อปลินจะอ่อนแอแต่อย่างใด พวกพ้องของเซลฟิสหนึ่งคนสามารถโค่นล้มได้เพียงหนึ่งหรือสองตัว ทว่าความสามารถของบารากะเหนือล้ำยิ่งกว่าพวกเขามากนัก เพียงหนึ่งเพลงดาบก็เพียงพอจะโค่นล้มพวกมันได้ทั้งหมด 

            ทว่ากวีกลับไม่คิดเช่นนั้น ก็จริงที่บารากะนั้นแข็งแกร่ง ทว่าทักษะของเขาต้องการเวลาหลายสิบวินาที หากเขาจำต้องเผอิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพัง คงไม่มีทางที่เขาจะอยู่รอดปลอดภัย 

            กระนั้นแล้ว แม้พวกเขาจะร่วมมือกันได้ดี แต่ก็มิอาจปฏิเสธเรื่องความแข็งแกร่งอันมากล้นของบารากะ ในขณะที่ทักษะล่อหลอกศัตรูของเซสฟิสมีคุณประโยชน์สารพัด ทำให้การทำงานราบรื่นและเป็นไปด้วยดี สมแล้วที่พวกเขาได้รับตำแหน่งนักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้ามาอยู่ในครอบครอง 

            สำหรับตัวกวีแล้ว ครั้งหนึ่งตนนั้นได้เห็นการต่อสู้ระหว่างนักบุกเบิกระดับสูงมาแล้ว พวกเขาล้วนเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะทางอย่างแท้จริง หากจำต้องเผชิญหน้าเพื่อเอาชีวิต กวีเองก็มิอาจคาดเดาว่าตนนั้นจะคว้าชัยชนะกลับมาได้หรือไม่