บทที่8
เตรียมตัวเดินทาง
เสียงปริศนาดังแว่วมาจากบริเวณด้านนอกหลี่หยุนที่กำลังยืนอยู่ดวงตามองตรงไปบริเวณด้านหน้า
เมื่อใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปเขาก็พบเห็นว่าบริเวณด้านหน้าบ้าน มันมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่
คาดการณ์จากสายตาของตนเองจากที่มองเห็นในตอนนี้ กลุ่มคนที่กำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้า น่าจะมีประมาณซัก 10ถึง 15 คนคนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็กลุ่มชายฉกรรจ์ที่บริเวณด้านหลังมีแต่กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกายใหญ่โต
ทว่าก็ต้องมองไปบริเวณด้านหน้ามันมีคุณชายผู้หนึ่งร่างกายอ้วนท้วนแต่งกายดูดีภายในมือถือพัดเล่มนึงมันกำลังยืนอยู่บริเวณด้านหน้าสุดแสดงรอยยิ้มแล้วใช้ดวงตาจ้องมองเข้ามาด้านใน
เขามองเห็นคนพวกนั้นปรากฏกายอยู่บริเวณด้านนอกหลี่หยุนภายในใจตั้งคำถามมากมาย
“ คนพวกนั้นเป็ผู้ใดกัน? ” หลี่หยุนหันไปเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ซินซินขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันจ้องมองไปด้านนอกอย่างจริงจังก่อนที่จะกล่าวขึ้น“ คนผู้นั้นเป็คุณชายจากตระกูลพ่อค้าใหญ่โตที่เมืองข้างๆเ้าค่ะ? ”
หลี่หยุนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งสงสัย
“ ตระกูลพ่อค้าใหญ่โตจากเมืองข้างๆแล้วมาทำอันใดที่สถานที่แห่งนี้? ”หลี่หยุนเขาจำได้เมืองแห่งนี้คือเมืองทะเลทรายมันเป็เมืองที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทะเลทรายที่แห้งแล้งแห่งนี้อยู่ห่างไกลความเจริญเพราะแบบนั้นคนผู้นั้นก็ไม่น่าจะอยู่ภายในเมืองแห่งนี้
ในตอนแรกเห็นคุณชายแต่งกายดูดีปรากฏกายออกมาภายในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าพวกมันนั่นคือผู้ใดไม่น่าจะใช่คนภายในเมืองนี้
ตอนนี้ได้รู้ว่าเป็คนจากเมืองข้างๆก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก
ซินซินยังไม่ทันตอบเสียงการเคลื่อนไหวเคลื่อนไหวมาจากด้านหลังฝีเท้าััลงกับพื้นอย่างเงียบสงัด
หลี่หยุนประสาทััเฉียบคมมากขึ้นหลังจากรักษาแก่นิญญาเขาััได้ถึงการเคลื่อนไหวที่เงียบสงัดบริเวณด้านหลังดวงตาหันไปมองพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ เสี่ยวซานงั้นรึ?"
ชายผู้ที่มีใบหน้าเคร่งขรึมปรากฏกายออกมาแล้วพูดขึ้นทันที“ คนผู้นั้นเป็คุณชายจากตระกูลพ่อค้าเมืองข้างๆเมื่อประมาณหลายเดือนก่อนมันถูกตาต้องใจในความงามของซินซินเลยเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อตามตื๊อนาง ”
หลี่หยุนได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจเพราะเหตุใดตัวของซินซินแสดงใบหน้าหนักใจราวกับว่าไม่อยากจะเล่าออกมา
เขาหันใบหน้าของตนเองมองไปที่นาง
ซินซินกัดฟันแน่นก่อนที่จะพูดขึ้น“ ถ้าตัวของข้าไม่กังวลเกี่ยวกับที่อยู่ของพวกเราจะถูกเปิดเผยแล้วท่านประมุขจะเป็อันตรายข้าคงสังหารพวกมันไปแล้ว ”
นางพูดออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจังตอนนี้บนใบหน้าของนางแผ่ซ่านจิตสังหารออกมา
ซินซินมีขอบเขตบ่มเพาะลมปราณภายในร่างกายอยู่ในระดับก่อจิตความแข็งแกร่งของนางความแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่สามารถสังหารคนพวกนั้นได้ทั้งหมด
ขอบเขตบ่มเพาะลมปราณที่อยู่ในระดับก่อจิตใช้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้นก็สั่งหารคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย
ทว่าซินซินที่ยังคงไม่สังหารพวกมันและยังคงปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ทั้งที่มาวุ่นวายกับนางไม่เว้นแต่ละวัน
มันเองก็มีเหตุผลอยู่ตรงที่ว่านางนั้นไม่อยากให้เกี่ยวกับตัวตนของนางเปิดเผยออกไป
ถ้านางลงมือกับพวกมันไปไม่มากก็น้อยเื่ราวของนางจะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอนแล้วมันเองก็มีโอกาสเป็อย่างมากที่จะทำให้เหล่าผู้คนรู้เกี่ยวกับเื่นี้และมันจะเชื่อมโยงไปถึงความปลอดภัยของท่านประมุข
เพราะแบบนั้นที่ผ่านมานางเลยไม่เคยลงมือได้แต่เก็บตัวเงียบไม่ตอบโต้พวกมันแสดงใบหน้าเฉยชาอยู่ตลอดเวลาคิดว่าสักวันหนึ่งพวกมันคงจะยอมแพ้
ไปในตอนนี้ก็ผ่านมาร่วม4 เดือนพวกมันมาที่นี่วันเว้นวันอย่างไม่มีวันหยุด
หลี่หยุนทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาทำการพยักหน้าตอบรับกลับไป “ แล้วจะเอาอย่างไรกับพวกมันดี… ”
ดวงตาของเขามองตรงไปที่พวกมันกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าทันใดนั้นเองเสียงของเสี่ยวซานผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังก็เสนอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เพียงแค่ท่านประมุขสั่งการออกมาข้าก็สามารถสังหารพวกมันได้ในทันที… ”
หลี่หยุนเมื่อเห็นชายผู้นี้ทำการกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมดวงตาทั้งสองข้างของเขาใช้ทักษะหยั่งรู้ของตนเองมองไปที่ร่างกายของอีกฝ่าย “หยั่งรู้!!! ”
[ชื่อ เสี่ยวซาน]
[ทักษะพร์ - ลบล้างตัวตนระดับห้าดาว - เรียนรู้รวดเร็วระดับสามดาว ]
[ขอบเขตพลังบ่มเพาะปราณ - ก่อจิตขั้นเจ็ด ]
เสี่ยวซานถูกฝึกฝนจากสำนักฝึกฝนให้เป็นักฆ่าั้แ่ยังเด็กในเวลาหลายปีที่ผ่านมาสามารถพัฒนาฝีมืออยู่ในระดับที่สูงกว่าซินซินได้แล้ว
หลี่หยุนในตอนนี้เขาแสดงท่าทางสงบใจอันที่จริงแล้วที่เขาสามารถแสดงท่าทางสงบใจออกมาเช่นนี้ได้บางทีเหตุผลของมันก็อาจจะเป็เพราะว่าร่างกายของเขาความทรงจำถูกหลอมรวมเข้ามากับจิตสำนึก
หลี่หยุนก้มใบหน้าต่ำลงเล็กน้อยพลางกับขบคิดภายในใจ“ อาจจะเป็เพราะว่าความทรงจำมากมายของจอมมารหลี่หยุนแทรกแซงเข้ามาภายในหัวหรือเปล่าความเหี้ยมโหดของตัวละครนี้ถูกสืบทอดต่อกันมาจนตอนนี้ฝังรากลึกลงไปภายในร่างกาย ”
“ ความรู้สึกภายในใจตอนนี้แม้ว่าจะสังหารคนพวกนั้นไปบางทีตัวของเราอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้…”
หลังจากที่ความทรงจำของจอมมารหลี่หยุนปรากฏเข้ามากลายเป็ภาพภายในหัวมันเองก็ทำให้เขานั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลี่หยุนหลังจากก้มหน้าคิดอยู่สักพักค่อยๆเงยใบหน้าของตนเองขึ้นมา“ ไม่หรอกพวกเราไม่จำเป็จะต้องสังหารมัน… เพียงไล่พวกมันกลับก็พอ… ”
“ แล้วถ้าพวกมันเดินทางกลับมาอีกล่ะขอรับ? ” เสี่ยวซานถาม
“ ถ้าพวกมันเดินทางมาอีกก็คงไม่พบเจอพวกเราอีกแล้วเพราะว่าตัวของพวกเราเดินทางออกไปจากเมืองแห่งนี้แล้วไปที่อื่น ”หลี่หยุนตอบกลับหลังจากที่ไต่ตรองและครุ่นคิดมาเป็อย่างดี
“ ไปที่อื่นอย่างนั้นหรือเ้าคะ? เมืองทะเลทรายแห่งนี้น่าจะเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเราถ้าพวกศัตรูมากมายของพรรคมารฟ้าเจอท่านประมุขเข้าในสภาพนี้พวกมันคงจะสังหารท่านอย่างแน่นอน…”
หลี่หยุนยกไหล่ทั้งสองข้างของตนเองขึ้นแล้วกล่าวด้วยท่าทางที่เรียบเฉย“ พบเจอข้าแล้วอย่างไร รูปลักษณ์ของข้าในตอนนี้มีผู้ใดจะจำข้าได้อย่างนั้นหรือว่าเป็จอมมารหลี่หยุน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ติดตามทั้งสองก็เข้าใจเขาพากันพยายามหน้าแล้วก็ทำตามความประสงค์ของท่านประมุข
เขาทำตามความประสงค์ของท่านประมุขโดยการไล่คุณชายผู้นั้นออกไปจากสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
..
ภายในห้องที่ทั้งแคบและก็อบอ้าวหลี่หยุนกำลังนั่งอยู่บริเวณ้าเตียงขนาด 1 คนนอน
ร่างกายของเขาในตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางนั่งสมาธิดวงตาทั้งสองข้างกำลังพับปิดลง
เขากำลังโคจรลมปราณภายในร่างกายของตนเองไปมาตอนนี้ประสาทััทั่วทั้งร่างกายกำลังตอบสนองอย่างสูงสุด
ลมปราณภายในร่างกายโคจรไปมาราวกับกระแสน้ำที่ไหลเวียนหลี่หยุนััได้ถึงความสงบภายในร่างกายและจิตใจ
ทั่วทั้งร่างกายของเขาในตอนนี้ลมปราณมากมายกำลังแผ่ซ่านออกมาหลังจากที่สามารถฟื้นฟูแก่นิญญาของตนเองกลับมาได้ หลี่หยุนไม่รีรอที่จะทำการฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายของตนเอง
เขากำลังฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายและก็พัฒนาขอบเขตพลังในตอนนี้ระดับขอบเขตพลังของเขาอยู่เพียงแค่ระดับต้นปราณขั้นที่หนึ่งเท่านั้นระดับเพียงเท่านี้ร่างกายไม่ได้แตกต่างอะไรจากมนุษย์ธรรมดา
เพราะแบบนั้นเขากำลังฝึกฝนพลังปราณภายในร่างกายของตนเองหลี่หยุนผู้ที่สร้างนิยายเื่นี้ขึ้นมาตอนแรกเขานั้นเขียนเอาไว้ว่าการฝึกฝนลมปราณภายในร่างกาย
มันคือการขัดเกลาและบ่มเพาะพลังโดยการโคจรลมปราณไปมาหมุนเวียนหลอมรวม
ยามนี้เมื่อเขาได้มาลองทำเองปรากฏว่ามันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดคำบรรยายลงไปเป็ตัวหนังสือง่ายดายยิ่ง
แต่ในยามนี้เมื่อมาลองโคจรลมปราณเพื่อพัฒนาปรากฏว่ามันนั้นสุดแสนจะยากเย็น
เห็นทีแล้วการที่จะขยับเขยื้อนลมปราณของตนเองขึ้นไปอยู่ในระดับต้นปราณขั้นที่สองคงจะต้องใช้เวลามากอย่างแน่นอน
“ ระดับความรวดเร็วประมาณนี้เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 วันในการขยับเขยื้อนต้นตาลของตนเองขึ้นไปในขั้นที่สอง ”หลี่หยุนกล่าวกับตนเองภายในใจในขณะที่กำลังโคจรลมปราณไปมา
“ อาจจะเป็เพราะความยังไม่คุ้นชิน แม้ว่าในครั้งนี้จะทำลายแก่นิญญาและสร้างขึ้นมาใหม่แต่ทักษะพร์ก็ไม่น่าจะหายไปด้วยร่างกายนี้ร่างกายของจอมมารหลี่หยุนน่าจะมีทักษะพร์เรียนรู้รวดเร็วระดับสููงอยู่”
“ ไม่เป็อันใดค่อยๆเป็ค่อยๆไป ใจเย็นไว้หลี่หยุน… ”หลี่หยุนกำลังกล่าวภายในใจเขากำลังเตือนสติของตนเองในยามนี้ที่กำลังวิตกกังวลกับการฝึกฝน
…
ราตรีนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้นสู่เช้าวันใหม่หลี่หยุนเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองทะเลทรายแห่งนี้
ในยามเช้าทั้งสามทำการจัดเตรียมของในขณะที่กำลังก้มๆเงยๆภายในบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมอยู่นั้นซินซินเงยใบหน้าของตนเองขึ้นมาถามกับท่านประมุขที่อยู่ข้างกาย “ ท่านประมุขเ้าคะเดินทางไปจากเมืองทะเลทรายในครั้งนี้พวกเราจะเดินทางไปที่ใดอย่างนั้นหรือเ้าคะ?”
หลี่หยุนใบหน้าของตนเองไปหาซินซินก่อนที่เขาจะยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากแล้วกล่าว“ เมืองล่องนภา ”
….
ในขณะเดียวกันกับที่หลี่หยุนกำลังจะออกเดินทางภายในอาณาจักรหยินหยาง สำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรแห่งนี้อย่างสำนักกระบี่ราชันย์ภายในสถานที่แห่งนี้มีการประชุมขนาดใหญ่ถูกจัดขึ้น
ณสำนักกระบี่ราชันย์…
ห้องโถงอันกว้างใหญ่ร่างเงาของผู้าุโประมาณห้าคนกำลังนั่งอยู่ภายในเก้าอี้ตามทิศต่างๆ
หนึ่งในผู้าุโเ่าั้มีฐานะสูงศักดิ์เป็ถึงเ้าสำนักกระบี่ราชันย์กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม“ ได้ข่าวของจอมมารหลี่หยุนบ้างหรือยัง?
…