ฉือหางเดินไปที่ประตูก่อนเห็นฉือซู่และฉือเทายืนอยู่ที่ประตู
“น้องสาม กลับบ้าน!”ใบหน้าของฉือเทาตึงเครียด คิ้วของเขาก็ขมวดแน่นยิ่งขึ้น
แม่ม่ายสูถอนหายใจด้วยความโล่งอกปรากฏว่าเป็คนในสกุลฉือ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว
แม่ม่ายสูวางไม้ในมือของนางไว้ข้างๆแล้วเดินไปที่ด้านข้างของฉือหาง "เ้ารีบกลับไปโดยเร็วเถอะถึงเ้าอยู่ที่นี่ เ้าก็ช่วยอะไรไม่ได้มากอยู่ดี"
ฉือหางชำเลืองมองที่แม่ม่ายสูและพูดอย่างขอบคุณว่า"พี่หญิง ลำบากพี่หญิงแล้ว ข้าขอบคุณพี่จริงๆ"
แม่ม่ายสูโบกมือและพูดอย่างไม่สนใจคำเ่าั้แม้แต่น้อย"น้องสาวเคยช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้ ถ้าไม่มีนางลูกชายของข้าคงไม่รอดแล้วเป็แน่ ข้าควรจะดูแลนาง"
ฉือหางชำเลืองมองที่แม่ม่ายสูอย่างซาบซึ้งจากนั้นก็เดินตามฉือซู่กลับบ้าน
ฉือซู่เอียงศีรษะและมองไปที่ฉือหางปราดหนึ่งแต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไร
ฉือเทาเห็นว่าดวงตาของฉือหางจับจ้องไปที่ประตูบ้านของแม่ม่ายสูจึงก้าวเท้าเดินไปยังด้านข้างฉือหาง เอื้อมมือหยิบหญ้าหางสุนัขออกจากปากของเขา
“น้องสาม”ฉือเทาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยใบหน้าเ็า“ั้แ่เ้าแต่งงานกับน้องสะใภ้สาม เ้าก็ไม่เชื่อฟังท่านแม่มากขึ้นเรื่อยๆท่านแม่ของพวกเรากำลังจะตายเพราะความโกรธแล้ว!”
ฉือหางชำเลืองมองฉือเทาเงียบๆ
ช่างทำให้คนกลุ้มใจเสียจริงฉือเทายัดหญ้าหางสุนัขเข้าปาก แล้วเดินเอ้อระเหยลอยชานำหน้า
เมื่อกลับถึงบ้านโจวซื่อเห็นฉือหางกลับมาแล้ว น้ำเสียงของนางเ็าและเฉยเมย"ถ้าพี่ใหญ่และพี่รองของเ้าไม่ไปตามเ้ากลับมาเ้าไม่คิดจะกลับบ้านแล้วใช่หรือไม่? "
ฉือหางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างซึมกะทือลดศีรษะลงโดยยังคงไม่เอื้อนเอ่ยเช่นเดิม
เดิมทีฉือหางก็เป็คนพูดไม่เก่งนัก เขาไม่เหมือนพี่ชายรองที่สามารถพูดคำดีๆเพื่อโน้มน้าวโจวซื่อได้ ไม่เหมือนน้องชายสี่ของเขาที่เรียนเก่งและทำให้โจวซื่อมีความสุขยิ่งไม่เหมือนพี่ชายใหญ่ที่จะทำทุกอย่างที่โจวซื่อสั่งให้ทำ
เขามีความคิดเป็ของตัวเองเขารู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร และรู้ว่าควรทำอย่างไร
“ผู้หญิงคนนั้นแค่ดูภายนอกก็รู้แล้วว่าเป็คนฉลาดสาเหตุที่นางแต่งงานเข้ามาก็เพราะเห็นแก่เงินของครอบครัวของเราข้าบอกแล้วว่าั้แ่นางมาบ้านเราแม่พูดอะไรเ้าก็ไม่เชื่อฟังในสิ่งที่แม่พูดเลย...”
ฉือหางรู้สึกรำคาญเล็กน้อยเขาเดินไปที่ลานบ้านของตนเอง
โจวซื่อยังคงนั่งบนพื้นและบ่นพึมพำ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้งนางก็เห็นฉือหางเดินไปที่ลานบ้านของเขาแล้ว ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็สีดำทมิฬทันที
เอวรู้สึกเ็ปเล็กน้อยเดิมทีร่างกายก็ยังไม่หายเป็ปกติดี วันนี้เขาแบกหลินกู๋หยู่บนแผ่นหลังเป็เวลานาน
ฉือหางวางมือข้างหนึ่งไว้ที่เอวแล้วเดินออกไปอย่างช้าๆเมื่อเขากำลังจะถึงประตู สายตาของเขาก็มองไปที่ประตูเล็กๆ ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ
ในวันที่เขาและกู๋หยู่แต่งงานกันแม่ของเขาได้นำกระดาษที่เกี่ยวกับการแยกครอบครัวมามอบให้นางโดยยืนกรานที่จะแยกครอบครัวออกจากเขาให้ได้ และยังบอกว่าจะปิดประตูบานนี้ด้วย
ฉือหางเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วแน่นขึ้นใบหน้าของเขาน่าเกลียดเล็กน้อย แล้วเดินออกไปข้างนอก
กลับมาที่ห้องฉือหางดึงกล่องไม้ขนาดเล็กออกมาจากใต้เตียง ซึ่งหลินกู๋หยู่เก็บเงินไว้ในนั้นจากนั้นหยิบเงินห้าตำลึงออกมา แล้วซ่อนกล่องกลับไปไว้ที่เดิม
เมื่อโจวซื่อเห็นฉือหางวางเงินห้าตำลึงต่อหน้านางการแสดงออกทางสีหน้าของโจวซื่อก็เปลี่ยนไป นางเงยหน้าขึ้นมองฉือหางขมวดคิ้วแน่นและพูดอย่างโกรธเคืองว่า "เ้ากำลังจะทำอะไร?"
“ท่านแม่”ฉือหางไม่กล้ามองหน้าโจวซื่อ เนื่องจากกลัวว่าเขาจะพูดคำพูดที่เหลือไม่ออกหากเขาเหลือบมองผู้เป็มารดา “นี่คือเงินห้าตำลึงที่ท่านแม่ให้กับข้าพวกเราแยกครอบครัวกันแล้ว ข้าไม่้าเงินนี้!"
หญ้าหางสุนัขในปากของฉือเทาร่วงลงไปที่พื้นดวงตาของเขาก็จ้องมองไปที่เงินบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ
เดินไปที่โต๊ะด้วยความทึ่งฉือเทาหยิบเงินห้าตำลึงบนโต๊ะด้วยมือสั่นเทาแล้วหันศีรษะมองไปทางฉือหาง
“น้องสาม”เดิมทีฉือเทา้าจะบอกว่าเขาโง่ที่ไม่้าเงินแต่ในเวลานี้เขาไม่สามารถพูดเช่นนั้นได้ เขาจึงหันกลับมาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“น้องสาม ขอบคุณมาก พวกเราจะรับเงินนี้ไว้!"
ฉือหางเงยหน้าขึ้นและมองไปที่พี่ชายรองของเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
โจวซื่อทุบไม้กวาดในมือลงบนพื้นมองไปที่เงาด้านหลังของฉือหางด้วยความโกรธ หันศีรษะไปมองฉือเทา ใบหน้าของนางเ็า"วางเงินลง!"
ในวันธรรมดาทั่วไปเงินทั้งหมดอยู่ในมือของโจวซื่อ แต่ฉือเทาไม่มีแม้แต่เศษเงินอยู่ในมือเลยคราวนี้เขาก็เห็นเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ถ้าเป็ไปได้ฉือเทาหวังว่าโจวซื่อจะโมโหจนยกเงินทั้งหมดนี้ให้เขา
ฉือเทาถือเงินอย่างเสียดายแอบเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อ เมื่อเห็นใบหน้าของโจวซื่อยิ่งน่าเกลียดยิ่งขึ้นเขาจึงค่อยๆ วางเงินในมือลงบนโต๊ะ
เมื่อฉือหางกลับถึงบ้านเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เขาทำอาหารง่ายๆ และนอนพักผ่อน
เช้าวันต่อมา ฉือหางตื่นเช้ามากลุกขึ้นนั่งบนเตียง
“พี่ฉือหางรีบไปล้างมือแล้วมากินข้าว!”
“ท่านพ่อทำไมท่านถึงยังไม่ลุกไปกินข้าวอีก!”
ทันใดนั้นดูเหมือนว่าเขาจะเห็นหลินกู๋หยู่และโต้ซา
เมื่อฉือหางกำลังจะตอบคนสองคนที่อยู่ข้างหน้าเขาก็วับหายไป
ในห้องว่างเปล่าปราศจากร่องรอยของความมีชีวิตชีวา
ฉือหางลดสายตาลงอย่างอ้างว้างรู้สึกว่างเปล่าในใจ
แม่ม่ายสูนั่งยองๆ ข้างๆ หลินกู๋หยู่เปลี่ยนผ้าเย็นบนศีรษะของเด็กสาวอย่างขยันขันแข็ง
ไม่รู้ว่าหลินกู๋หยู่จะตื่นขึ้นเมื่อไรแม่ม่ายสูขมวดคิ้วแน่น
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”ลูกชายที่อยู่อีกฝั่งเอ่ยเรียกเบาๆ
แม่ม่ายสูเอ่ยตอบก่อนจะลุกขึ้นและออกไปทำอาหาร
ในขณะที่กำลังต้มข้าวต้มถ้าไม่ใช่เพราะลูกของนางและหลินกู๋หยู่ป่วยทั้งคู่แม่ม่ายสูคงไม่เอาข้าวที่ซ่อนไว้นานกว่าหนึ่งปีออกมาต้มอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู แม่ม่ายสูกำลังคนข้าวต้มด้วยช้อน นางได้กลิ่นข้าวหอมโชยเข้าจมูกนางวางช้อนลงด้วยความพึงพอใจ ก่อนชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัวเห็นฉือหางยืนอยู่ที่ประตู
ฉือหางยืนอย่างงุ่มง่ามที่หน้าประตูในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง
“น้องชายมาแล้ว?” แม่ม่ายสูเหลือบมองที่ฉือหางแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม“เ้ามาเยี่ยมภรรยาของเ้าหรือ?”
ฉือหางเดินไปหาแม่ม่ายสูและยัดตะกร้าใส่มือของนาง
ตะกร้าหนักมากหากแม่ม่ายสูจับไว้ไม่แน่นมากพอ เกรงว่าตะกร้านี้คงจะตกลงบนพื้นแล้ว
"นี่คืออะไรหรือ?" แม่ม่ายสูมองไปที่ฉือหางด้วยความประหลาดใจ ขณะเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าวสาร”ฉือหางมองไปทางอื่นอย่างไม่สบายใจนัก “กู๋หยู่อาจจะต้องอยู่ที่นี่สักสองสามวันสิ่งเหล่านี้พี่สะใภ้ใช้ทำอาหารกินเถอะ”
ในที่สุดแม่ม่ายสูก็เข้าใจความหมายของฉือหางเดาว่าฉือหางคงจะกลัวว่าหลินกู๋หยู่จะไม่มีอะไรกินที่นี่ดังนั้นเขาจึงเอาของเหล่านี้มามาก
ด้วยข้าวมากมายถึงเพียงนี้แม้ว่าหลินกู๋หยู่จะกินข้าวทุกวัน ข้าวสารเหล่านี้ก็กินไม่หมดอยู่ดี!
“ไม่จำเป็ต้องให้หรอก”แม่ม่ายสูเอื้อมมือยื่นตะกร้าให้ฉือหาง “เ้าเอากลับไปเถอะ!”
"ข้า"ฉือหางก้าวถอยหลัง มองเข้าไปในห้อง "ข้าจะไปหานางแล้ว"
ก่อนที่แม่ม่ายสูจะทันได้พูดฉือหางก็เดินเข้าไปในบ้านแล้ว
สถานการณ์ในบ้านของพวกเขาเป็อย่างไรกัน?
ก่อนหน้านี้แม่ม่ายสูได้ยินมาว่าทั้งสองคนแยกกับครอบครัวใหญ่มาอยู่กันเองแล้วแต่เมื่อวานนี้ฉือซู่และฉือเทามาที่นี่เพื่อตามฉือหางกลับไป ...
ช่างมันเถอะแม่ม่ายสูรู้สึกว่านางคิดเท่าไรก็ไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงเสียทีเมื่อมองไปที่ตะกร้าที่เต็มไปด้วยข้าวสารใหม่ นางถอนหายใจอย่างจนปัญญามันมากเกินไปจริงๆ
เมื่อฉือหางเดินเข้าไปในห้องเขาเห็นเด็กชายตัวเล็กๆ นั่งยองข้างๆ กำลังเอื้อมมือสะกิดไหล่ของหลินกู๋หยู่
"ท่านน้า!"เมื่อเด็กน้อยเห็นฉือหาง เขาก็ก้าวออกไปและยืนอยู่ข้างๆ
"อาการดีขึ้นแล้วหรือ?" ฉือหางเงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
"ข้าหายป่วยมานานแล้ว"เด็กน้อยมองไปที่ฉือหางด้วยรอยยิ้มที่ตื่นเต้นจากนั้นก็วิ่งออกไปข้างนอกอย่างตื่นเต้น
ใบหน้าของหลินกู๋หยู่ซีดขาวคิ้วของนางขมวดแน่น ริมฝีปากของนางแห้งผากจนิัด้านนอกเริ่มแตกลอก
เ้าช่วยชีวิตผู้อื่นได้แต่ช่วยชีวิตตัวเองไม่ได้ใช่หรือไม่?
ฉือหางทอดถอนหายใจอย่างจนปัญญายกผ้าขนหนูออกจากศีรษะของหลินกู๋หยู่ วางไว้ในอ่างข้างๆ ล้างแล้วบิดให้แห้งจากนั้นนำมาวางบนหน้าผากของนางอีกครั้ง
เมื่อมือของนางััใบหน้าของนางก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือกลับมา
มันร้อนมาก
ไม่รู้ว่าเมื่อไรไข้ของหลินกู๋หยู่จะบรรเทาลง
แม่ม่ายสูนำข้าวต้มที่ปรุงสุกสี่ชามพอดี
"ข้าจะป้อนนางก่อน"ฉือหางถือชามและกวนเบาๆ ด้วยช้อนในมือของเขา
"เ้าควรกินก่อนดีกว่า"แม่ม่ายสูเป่าข้าวต้มในช้อนด้วยปากของนาง แล้วส่งไปยังปากของลูกชายจากนั้นจึงเริ่มพูดว่า "ตอนนี้ข้าวต้มร้อนนักหลังจากที่เ้าทานเสร็จแล้วมันจะเย็นลงเล็กน้อย ถึงเวลานั้นเ้าค่อยป้อนนาง"
มือที่ถือชามรู้สึกร้อนมากดังนั้นฉือหางจึงทานข้าวต้มก่อน หลังจากทานเสร็จแล้วเขาก็รีบหยิบชามข้าวต้มอีกใบแล้วเป่า เมื่อเขารู้สึกว่าไม่ร้อนมากเขาก็ส่งเข้าปากของหลินกู๋หยู่
เดิมทีเขาเป็คนเทอะทะแต่การกระทำของเขาในตอนนี้อ่อนโยนและระมัดระวังมาก
เขาป้อนข้าวต้มให้หลินกู๋หยู่อย่างอดทนตอนนี้หลินกู๋หยู่ไม่มีสติใดๆ ข้าวต้มจึงไหลออกจากปากของนาง
ฉือหางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดข้าวต้มรอบๆ ปากของหลินกู๋หยู่อย่างระมัดระวัง แล้วป้อนอาหารให้นางต่อไป
ราวกับร่างกายกลวงโบ๋นางไม่มีความรู้สึกใดๆ
จู่ๆ ก็มีของเหลวอุ่นๆไหลเข้ามาในร่างกาย หลินกู๋หยู่รู้สึกว่าร่างกายของนางมีพละกำลังขึ้นมาเล็กน้อย
ดวงตาของหลินกู๋หยู่สั่นเบาๆคิ้วของนางขมวด จากนั้นนางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เบื้องหน้าของนางคือช้อนขยายใหญ่ก่อนที่หลินกู๋หยู่จะทันได้ตอบสนอง ฉือหางได้ส่งช้อนไปที่ริมฝีปากของนางแล้วและนางกลืนข้าวต้มโดยอัตโนมัติประดุจเครื่องจักรกล
“เ้าตื่นแล้วหรือ?” มุมปากของฉือหางยกโค้งขึ้นเล็กน้อยทว่ามันก็หายไปอย่างรวดเร็วเขาเช็ดริมฝีปากของหลินกู๋หยู่ด้วยผ้าเช็ดหน้า “เ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่?”
“อืม”เสียงของหลินกู๋หยู่แหบแห้ง นางไออย่างอดไม่ได้
รีบวางชามในมืออย่างรวดเร็วฉือหางถอดผ้าเช็ดหน้าบนหน้าผากของหลินกู๋หยู่ออก ประคองหลินกู๋หยู่หันไปด้านข้างเขาตบแผ่นหลังของนางเบาๆ ถามด้วยความเป็ห่วงว่า "เ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่?"
“ข้าสบายดี”หลินกู๋หยู่รู้สึกถึงความคาวหวานในลำคอนางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะระงับความรู้สึกแปลกๆ เ่าั้จากนั้นนอนลงด้วยกำลังพยุงของฉือหาง
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลินกู๋หยู่ยังคงไม่สบายนักฉือหางก็เอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของนาง
อาจเป็เพราะเขาถือชามนานเกินไปฝ่ามือของเขาร้อนมากจึงไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิที่หน้าผากของนาง
หลินกู๋หยู่เห็นใบหน้าของฉือหางค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นต่อหน้าต่อตานาง รูม่านตาของนางก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“อย่าเข้ามาใกล้ข้ามากถึงเพียงนี้สิ”หลินกู๋หยู่้าที่จะถอยกลับ แต่กระนั้นนางไม่มีที่ให้หลบหนี “อยู่ห่างจากข้า”
รอยยิ้มอันขมขื่นม้วนขึ้นที่มุมริมฝีปากของฉือหางเขาขยับเข้าไปใกล้และจูบนาง