Wang Huangsen's Part
‘เอาวะ ลองดูสักตั้ง’
ผมคิดได้อย่างนั้นแล้ว ก็ลองสร้างสถานการณ์ในหัว ณ ตอนนั้นเลย กะว่าจะทำเผลอเดินไปชนเธอสักหน่อยจะได้มีเื่ให้ได้คุยกัน คิดได้อย่างนั้นแล้วผมก็ชวนเพื่อน ๆ ไปเดินเล่นแถวที่กลุ่มผู้หญิงกลุ่มนั้นอยู่สักหน่อย
“พร้อมนะ ครั้งนี้จะกดรัว ๆ เลยนะ”
เธอที่กำลังตั้งใจถ่ายรูปให้เพื่อนสาวของเธอ ไม่ว่าเ้าตัวจะนั่งถ่ายหรือยืนถ่ายในสายตาผมก็ดูน่ารักไปหมด และในจังหวะที่ผมตั้งใจจะเดินไปชนเธอนั้น…
“โอ๊ย”
เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงคือ เธอเหยียบเท้าผมอย่างจัง! โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ซี๊ด…ไอ้เจ็บเท้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่จังหวะที่เธอถอยมาเต็มแรงนั้น ทำให้ก้นของเธอชนเข้ากับน้องชายผมอย่างจัง มันจุก! จุกจนพูดไม่ออก
“ขอโทษค่ะ เป็อะไรมากไหมคะ” เธอที่สะดุ้งกับเสียงของผม ก็รีบหันกลับมาถามผมด้วยสีหน้าที่เป็ห่วง
“เป็อะไรมากไหมวะ” เลียมช่วยพยุงผมที่ตัวงอเป็กุ้งอยู่ขึ้นมาให้ยืนได้เต็มความสูงเหมือนเดิมก
“ไอไม่เป็ไร / ไม่เป็ไรครับ” ผมหันไปตอบเพื่อน และหันมาตอบเธอด้วยเสียงคนละโทนกับที่ตอบเพื่อน
“ยูพอเดินไหวไหมวะ” เลียมถามเพราะเห็นสีหน้าผมไม่ค่อยโอเค และผมก็ส่ายหัวให้เลียมเป็คำตอบ เพราะยังรู้สึกจุกที่น้องชายไม่หาย
“งั้นไปนั่งเก้าอี้ข้างหน้าร้านนั้นก่อนดีไหมคะ”
เธอพูดไปพร้อมกับใช้มือที่ดูนุ่มนิ่มของเธอ ชี้ไปที่เก้าอี้หน้าร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ฝั่งซ้ายมือของสวน ผมเข้าใจที่เธอบอกแต่พูดไม่ออก เลยพยักหน้าให้แทน หวังว่าเธอจะไม่หาว่าผมหยิ่งที่ไม่ยอมตอบเธอหรอกนะ
“เกิดอะไรขึ้นวะมึง” เพื่อนสาวของเธอที่ตัวเล็ก ๆ เข้ามาถามเธอแบบสีหน้าเป็ห่วง หลังจากยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้าสักพัก จากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าพวกเธอพูดอะไรกันอยู่
“ก็ตอนถ่ายรูปอยู่เพลิน ๆ กูดันถอยหลังไปเหยียบเท้าเขาอ่ะดิ”
“เห้ยใครวะ งานดีทั้งกลุ่มเลยอ่ะ”
เพื่อนสาวอีกคนของเธอที่เลียมสนใจก็วิ่งมาจากลานหิมะแต่ไกล แล้วสาว ๆ ก็กระซิบอะไรกันต่อไม่รู้ ส่วนเพื่อน ๆ ของผมก็พากันมุงดูเท้าของผม บ้างก็เอานิ้วกดที่ขาเพราะไม่กล้ากดไปที่เท้าโดยตรง บ้างก็พยายามยกขาของผม แต่ขอสารภาพตรงนี้เลยว่า เื่ที่ผมโดนเหยียบเท้าอ่ะ หายเจ็บไปนานแล้ว แต่ที่เจ็บจนต้องมานั่งเก้าอี้เนี่ยผมเจ็บตรงน้องชายที่โดนชนจนจุกนี่แหละ ดีหน่อยที่พอได้นั่งพักมันก็เลยโอเคขึ้น แต่ใครมันจะกล้าไปพูดเื่นี้ต่อหน้าเธอกันล่ะ แค่นี้เธอก็ดูใจะแย่อยู่แล้ว
“ยังเจ็บอยู่ไหมคะ” เธอลงนั่งยอง ๆ ข้างเก้าอี้ของผมเพื่อถามอาการผม สีหน้าของเธอดูเป็กังวลกับผมมาก ทำให้ใจที่แข็งเป็หินของผมนั้น เริ่มรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
“ดีขึ้นแล้วครับ” ผมที่เริ่มรู้สึกโอเคขึ้น บวกกับเห็นสีหน้าของเธอที่มีแต่ว่า ‘ขอโทษ’ ขึ้นขึ้นมาเต็มหน้า เอาซะผมไม่กล้าแกล้งเจ็บต่อเลย
“โล่งอกไปที ฉันขอโทษอีกครั้งนะคะ ฉันมัวแต่ถ่ายรูปจนเผลอทำคุณเสียเวลาเลย”
“ไม่เป็ไรครับ ผมก็ต้องขอโทษที่เผลอไปชนคุณเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วผมจะเดินเลี่ยงออกมาก็ได้”
ก็่ที่ผมไม่เลี่ยงเนี่ย ก็เพราะว่าผมอยากคุยกับคุณนั่นแหละ จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นและเริ่มจัดแจงท่าทางและเสื้อผ้า พร้อมกับจะหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อขอคอนแทคติดต่อเธอสักหน่อย
“ดูคุณโอเคขึ้นแล้ว งั้น…ฉันขอตัวเลยนะคะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ” แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยขอคอนแทคอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ เธอก็ขอตัวทันที
“เอ่อ…” ไม่ทัน… ผมเลยดันมือถือกลับเข้ากระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม
“มันยังไงกันแน่ พวกไอหายไปแปปเดียว มันมีเื่ดี ๆ อะไรเกิดขึ้นวะ” เอย์จิที่จับสังเกตได้ ก็เริ่มแซวผมทันที
“สรุป ยูไม่เป็อะไรใช่ไหม” คลอสเพื่อนชาวเยอรมันถามเพื่อยืนยันอาการผมอีกที
“ไอไม่เป็ไร พวกยูไม่ต้องเป็ห่วง ไอแค่แกล้งเจ็บต่อหน้าเขาเท่านั้นแหละ” คลอสและไทเลอร์เพื่อนชาวออสซี่อีกคน ได้ยินก็เข้าใจทันที
“แล้วยูจะเอายังไงต่อ จะปล่อยหล่อนไปแบบนี้น่ะเหรอ คอนแทคก็ยังไม่ได้เลยนะ นาน ๆ ทีจะเห็นยูเข้าหาหญิงก่อน เอาเลย!เพื่อน ไอพร้อมเชียร์ยูเต็มที่” เลียมดึงสติผมได้ดี
“จะหยุดแค่นี้ หรือ ลุยต่อ” ไทเลอร์ย้ำถาม ส่วนเพื่อน ๆ อีกสามคนก็ลุ้นคำตอบจากผมแบบเงียบ ๆ
“ไปต่อ”
“เยส!!!!”
แล้วเสียงประสานของทั้งสี่คนก็ดังขึ้น พร้อมกับลากผมให้เดินตามกลุ่มของสาว ๆ ทันที ระหว่างทางเลียมก็เล่าเื่ของผมแบบเกินจริงให้เพื่อน ๆ ฟัง ทำให้ผมต้องคอยแก้อยู่เรื่อย ๆ พอเพื่อน ๆ แต่ละคนได้ฟังเื่นี้แล้ว รีแอคชั่นของพวกมันก็ดูแปลกใจเหมือนกับเลียมตอนแรกไม่มีผิด
ระหว่างที่พวกเราเดินตามกลุ่มของเธอไป ผมก็พยายามหาวิธีที่จะเข้าไปคุยกับเธอต่อ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าจะหาวิธีตีเนียนคุยกับเธอได้ยังไง เพราะผมรู้สึกว่าเธอดูไม่ได้เฟรนด์ลี่ขนาดนั้น แถมยังดูเข้าถึงยากกว่าที่คิดอีกด้วย
“เฮ้ ไอปรึกษาพวกยูหน่อย การที่ไอจะเข้าไปคุยตีสนิทกับเธอต่อหลังจากเกิดเื่เมื่อกี้มันจะดีไหมวะ เพราะดูเธอดูใแล้วรีบวิ่งหนีไปเลย หรือเธอจะไม่อยากคุยกับไอหรือเปล่า” ผมถามเพราะเริ่มสับสนจริง ๆ นี่สินะ ที่เขาว่า ‘เื่คนอื่นน่ะรู้ดีชิบหาย แต่พอเื่ของตัวเองกลับควายซะงั้น’
“ไอว่ายูคิดมากไปป่าว พูดอย่างนี้เอาซะไอไม่กล้ามั่นหน้าไปจีบสาวต่อเลยว่ะ” คลอสได้ทีก็เริ่มแซวผมละ
“เออจริง กล้า ๆ หน่อยสิเพื่อน” เลียมตีไหล่เชียร์ผมอีกครั้ง
“ยูลองถามใจตัวเองดูละกัน” เอย์จิพูดดึงสติผม ทำให้ผมตัดสินใจเดินหน้าต่ออีกครั้ง…
ขอบคุณความขาวยาวของพวกเรา ที่แปปเดียวก็เดินตามทันกลุ่มของเธอทัน
“อ้าว คุณ…”
สู้เขานะหวงเซิน