จอโปรเจคเตอร์ขนาดั์สุดอลังการของคลับได้ทำการเปิดฉายการแข่งขันคู่เดือดของวันนี้
การแข่งขัน 1-1
ระหว่าง
ดาร์กเดวิล vs ข้าคือบรรพบุรุษของเ้า
จากนั้นมีคนถือกล้องแพลนไปที่หน้าแต่ละฝ่าย เพื่อขึ้นจอโปรเจคเตอร์ั์
ทั้งคู่กดเข้าสู่หน้าโปรไฟล์เกมของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ผู้คนในห้องเห็นแรงค์ของฮารุ ก็อดที่จุ๊ปากไม่ได้
“พูดอย่างเหิมเกริมอยู่แรงค์แพลตฯเนี่ยนะ จุ๊จุ๊ ก็คิดว่าจะติดอันดับในเซิร์ฟ ไม่ก็อยู่แรงค์คอนฯ”
(*แรงค์แพลตินั่ม สูงกว่าแรงค์โกลด์ขั้นนึง *แรงค์คอนคิวเลอร์แรงสูงสุดของเกม ไม่นับแรงค์ที่ติดอันดับ 1-50 ของเซิร์ฟ)
“ฮ่า ๆ ไม่ไหว ๆ ขำจะตายอยู่แล้ว” เด็กนักเรียนในคลับต่างก็แสดงความคิดเห็นอย่างออกรสออกชาติกันบ้างก็หัวเราะขำขันตาม ๆ กันไป
เข้าสู่ห้องเกมการแข่งขัน
ทั้งสองต่างกดเข้าไปเลือกตัวละครหมวดในไฟท์เตอร์ แล้วหยิบตัวละครที่้าเล่นขึ้นมา
ทั้งคู่ต่างใจตรงกันเลือกตัวละคร ‘ลิโป้’ ฉายาเทพา
ลิโป้เป็ตัวเก่งต้นเกม ตีใกล้
สกิล 1 เป็สกิลที่ใช้ได้ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ไม่ว่าใช้เข้าไปตีอีกฝ่ายหรือหนีออกมาก็ได้
สกิล 2 เป็สกิลตีสโลว์ทำให้ศัตรูเดินช้าลง
สกิล 3 หรือ อัลติดูดเื เป็สกิลที่ใช้โจมตีศัตรูแล้วได้เืคืน
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น
ทั้งฮารุและหวังอี้หมินต่างก็เดินตัวละครไปยังกลางแผนที่
ฮารุเลือกที่จะรอครีปเพื่อทำการเก็บเลเวลและหาเงิน ไม่้าบวกกับอีกฝ่ายั้แ่เลเวลหนึ่ง
แต่หวังอี้หมินไม่ได้คิดแบบเดียวกับฮารุ เขาเดินไปโจมตีตอดเือีกฝ่ายโต้ง ๆ ฮารุจึงโจมตีกลับเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างเสียเืกันเล็กน้อย จากนั้นแต่ละฝ่ายก็ล่าถอยกันออกมาเคลียครีปหาเงินเพิ่มเลเวลให้ตัวเอง
จนทั้งคู่ต่างเลเวลสี่ มีอัลติพร้อมใช้ หวังอี้หมินจึงเปิดฉากโจมตีฮารุก่อน
ฮารุถูกบังคับให้โจมตี ก็ทำแค่เพียงโจมตีกลับไปเล็กน้อย จากนั้นใช้สกิล 2 สโลว์อีกฝ่าย แล้วใช้สกิล 1 หนีออกไปเก็บฮีลที่ด้านข้างตรงกลางของแมพ
(*ฮีลคือการเพิ่มเื ในเกมสนาม 5v5 จะมีกล่องฮีลอยู่ในป้อม หรือ ส่วน 1v1 จะอยู่ที่ด้านข้างตรงกลางของแมพ)
หวังอี้หมินเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ไม่ได้เปิดโอกาสให้ฮารุได้ทำตามอย่างที่ตัวเองหวัง เห็นฮารุไม่ได้ใช้สกิลอะไร เดาว่าอีกฝ่ายใช้สกิลไปหมดแล้ว ตอนนี้กำลังรอคูลดาวน์
(*คูลดาวน์คือ หลังจากใช้สกิล 1 ไปแล้วก็เข้าสู่การนับถอยหลังให้ใช้สกิลได้อีกครั้งนึง)
เขาจึงรีบกดสกิล 1 เคลื่อนไปทางฮีลที่ตั้งอยู่ขอบแผนที่
ส่วนฮารุก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร แต่เธอไม่มีสกิลการโจมตีหรือหนีเหลือแล้ว จึงหันหลังเดินเข้าป้อมเมื่อหวังอี้หมินเห็นว่าอีกฝ่ายเดาทางเขาได้
เขาจึงละทิ้งฮีล และเดินดุ่ม ๆ เปิดฉากใช้อัลติตีอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง ฮารุเห็นว่าสกิล 1 คูลดาวน์เสร็จเรียบร้อย จึงกดสกิล 1 โจมตีกลับเพราะรู้ว่ายังไงตัวเองก็ไม่รอด เพราะเืของเธอเหลือน้อย เกือบจะหมดหลอดอยู่รอมร่อ จึงยืนใส่เดี่ยวกับอีกฝ่ายให้จบ ๆ ไป
ไอ้นี่เอะอะก็บุกเข้าฆ่าเธออย่างเดียว สงสัยคงโกรธที่ปากดีสู้เธอไม่ได้สินะ
และแล้วเธอก็ตายอย่างอนาถ หวังอี้หมินได้ทำการเก็บเฟิร์สคิลไป เขาก็ยิ่งได้ใจ
จากนั้นทั้งคู่ก็ต่อสู้กันไปเรื่อย ๆ ตีครีปเก็บเงินเป็เื่รอง ผลัดกันตาย จนเข้าสู่่ท้ายของเกม ตอนนี้ไอเทมครบกันทุกช่อง
คราวนี้มันอยู่ที่ฝีมือการเล่นและความเข้าใจในตัวละครของแต่ละคนแล้วล่ะ ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบในต้นเกมกลางเกมกันอีกแล้ว
ตัวละครของทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน จากนั้นก็เริ่มวิ่งเข้าหาใส่กันอย่างดุเดือด ฮารุยอมเสียไอเทมโจมตีช่องหนึ่ง เพื่อออกไอเทมตัดเือีกฝ่าย
เกมมันไม่ใช่แค่ฆ่ากันแล้วจะชนะได้ แต่อยู่ที่แผนและฝีมือการเล่นอีกด้วย
ยิ่งปะทะกับคนฝีมือเล่นพอ ๆ กัน ก็ยิ่งต้องวางแผนให้รอบคอบ เพราะแค่การพลาดไปนิดเดียวอาจจะแพ้และทำให้อีกฝ่ายเข้าตีป้อมจบเกมได้เลย
ในเกมต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันดุเดือด เปลี่ยนไอเทมกันมือเป็ระวิง สายตาก็ต้องจดจ่ออยู่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
และสุดท้าย ฮารุก็ได้คิลหวังอี้หมิน และเดินตรงไปตีที่ป้อมสุดท้ายของอีกฝ่าย
หวังอี้หมินเกิดใหม่อีกครั้ง ก็ไม่ทันการแล้ว ฮารุแสยะยิ้มตีป้อมที่เหลือเืค่อนหลอดครั้งสุดท้าย ถือได้ว่าเป็การจบเกมอย่างสวยงาม
“แม่งเอ๊ย!” หวังอี้หมินสบถพลางโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี
อีกฝ่ายก็แค่แรงโกลด์ ทำไมเอาชนะแรงค์คอนคิวเลอร์อย่างเขาได้?! มีอะไรผิดพลาดตรงไหนงั้นเหรอ ไม่เข้าใจจริง ๆ!
คนในห้องก็คิดอย่างที่เขาคิดเช่นกัน
ภายในคลับตกอยู่ในความเงียบเป็นานสองนาน
ฮารุเห็นแบบนั้น จึงอดยิ้มเย้ยจากนั้นก็พูดจาปั่นประสาทให้อีกฝ่ายโมโหตัวเองเล่น ๆ “นายเป็คนแรกเลยนะที่เล่นกับฉันได้นานขนาดนี้”
ปกติเธอก็ไม่ได้แข่งขัน 1-1 กับใครอยู่แล้ว ก็แค่พูดปลอบอีกฝ่ายด้วยความ ‘หวังดี’ เท่านั้นจริง ๆ จริง ๆ นะ
หวังอี้หมินได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็เหมือนตัวเองถูกลูบคม ทำให้เขายิ่งอยากขยี้ตบอีกฝ่ายมากขึ้นมากกว่าเดิม
เขาไม่คิดที่จะเถียงกลับ เพราะรู้ว่าสกิลปากของเธอกับเขาต่างกันราวฟ้ากับเหว
เริ่มเกมที่สอง ครั้งนี้ฮารุไม่ได้หยอกอีกฝ่ายเหมือนเกมแรก แต่ใช้ฝีมือเล่นที่เหนือกว่า ทำการโจมตี กดให้อีกฝ่ายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดของจริง และใช้เวลาไม่นานก็จบเกมที่สองไปอย่างสบาย ๆ
และนั่นทำให้ผู้คนตื่นตระหนกใกับฝีมือการเล่นของฮารุที่ทั้งเฉียบคมโเี้ไร้ความเมตตา ทั้งยังทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกหดหู่ พ่ายแพ้ขึ้นมาได้อีกด้วย
ฝะ…ฝีมืออย่างนี้ มันยอดฝีมือระดับมหาเทพที่ลงมาตบเซียนน้อยที่เพิ่งจะเก่งด้วยตัวเองนี่!
หวังอี้หมินช็อคยิ่งกว่าคนอื่น เพราะเขารู้ฝีมือระดับการเล่นของเขาดี
เขาที่เคยคิดว่าตัวเองเป็หนึ่งในยอดฝีมือของคลับเกมเมอร์ใต้ดินของโรงเรียนมาตลอด
ตอนนี้กลับมาแพ้ให้กับยัยเด็กใหม่ที่เขาไม่เห็นอยู่ในสายตามาตลอด
เขารู้สึกเสียหน้าสุด ๆ นึกถึงคำพูดอวดดีที่บอกว่าให้อีกฝ่ายยอมแพ้ตน ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังโอ้อวดวรยุทธที่พึ่งฝึกได้ไม่นาน กับเ้าสำนักที่มีวรยุทธสูงส่งอันดับหนึ่งของยุทธภพอย่างไรอย่างนั้น
การกระทำและคำพูดของเขา คงทำให้อีกฝ่ายเห็นตนเป็ตัวตลกไม่มากก็น้อย
แม้ว่าใจเขาไม่อยากยอมแพ้! แต่ก็รู้ว่า แข่งอีกกี่เกมผลก็เหมือนเดิม คือเขาแพ้!
เขาสู้อีกฝ่ายไม่ได้ในตอนนี้ แต่ให้เวลาเขาฝึกฝนอีกหน่อยเถอะ! เขาจะต้องเหนือกว่าอีกฝ่ายให้จงได้
ณ ตอนนี้ เขายอมแพ้และยอมรับทั้งวาจาและใจเลยว่า ยัยเด็กใหม่เหนือกว่าเขาหลายขุมนัก
“ข้าคือบรรพบุรุษของเ้า ชนะ สองเกมรวด” เสียงประกาศดังขึ้น ทำให้ทุกคนรอบ ๆ ห้อง ต่างที่ที่อึ้งกับผลการแข่งขันอยู่นั้น ได้สติขึ้นมา
“นี่เป็เื่จริงหรือนี่ ฉันคิดว่าตัวเองมองผิดซะอีก”
“ตามข้อตกลง รับใช้ 1 เดือน อย่าคิดว่าจะหลบหน้าฉันแล้วจะพ้นนะ” หนิงเฟยหันหน้าพูดไปกับคนที่ตัวเองท้าพนันด้วย พลางยิ้มเยาะ
นี่แหละหนาา ไม่พวกดูคนที่ภายนอก
“แม่งงง ถ้ารู้อีกฝ่ายเล่นเหมือนเทพมาจุติขนาดนี้ ฉันไม่พนันกับนายตั้งแรกหรอก นายรู้มาก่อนใช่มั้ยหนิงเฟย” นักเรียนชายที่พนันกับหนิงเฟยตอนแรก ยกมือขยี้ผมอย่างหัวเสียและถามอย่างใส่อารมณ์หาเื่
เอิ่มมม เขาล่ะอยากจะบอกอีกฝ่ายจริง ๆ ว่าตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะเล่นเป็จริง ๆ แค่เห็นท่าทางมั่น ๆ บวกกับสายตาที่ชอบดูแคลนคน กวนประสาทอยู่เนือง ๆ ของอีกฝ่าย ก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นแบบผิดแปลกขึ้นมา
“เปล่า ฉันก็แค่ดูคนเก่ง” หนิงเฟยพูดโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง โดยไม่ได้ละอายแก่ใจเลยสักนิดว่าตอนแรกตนนั้นก็ไม่ได้มั่นใจฝีมืออีกฝ่ายสักเท่าไหร่
นักเรียนชายที่นั่งข้าง ๆ ได้ยินหนิงเฟยพูดแบบนั้น จึงหันหน้าไปถามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ “นายมีเทคนิคอะไรดี ๆ งั้นเหรอ”
“ก็เปล่าหรอก ไม่ได้มีทริคอะไร ก็แค่เป็สายเืที่สืบทอดต่อ ๆ มาของตระกูลล่ะมั้ง ฉันดูได้แค่ว่ารู้ว่าคนไหน ๆ เป็คนยังไง เก่งหรือไม่เท่านั้นเอง” หนิงเฟยยังคงขี้โม้ต่ออย่างหน้าไม่อาย
“โห แค่นี้ก็เก่งมากแล้วนะ ฉันล่ะอยากได้ยีนส์ดี ๆ แบบนี้ของบ้านนายเลย” นักเรียนข้าง ๆ ก็เชื่อคำพูดของเขาอย่างไม่ระแคะระคายอะไรเลย
‘หลอกง่ายซะจริง สมกับเป็เด็กน้อย ๆ ไม่เคยเห็นโลกกว้าง’ หนิงเฟยคิด
ส่วนทางด้านหยางลี่จวินยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ ไม่อาจทำใจยอมรับผลการแข่งขันได้
ส่วนไป๋จิ่นห้าวกับเฉียวปินปิน รีบซอยเท้าเดินเข้าไปหาฮารุ
“ลูกพี่ เล่นได้โเี้มาก ๆ โดยเฉพาะเกมที่สอง ช่างทำร้ายจิตใจฝ่ายศัตรูได้ดีเยี่ยมจริง ๆ ข้าน้อยขอคารวะ” ไป๋จิ่นห้าวพูดพลางประสานหมัดโค้งตัวคารวะด้วยท่าทางขี้เล่น
ส่วนเฉียวปินปิน ทำเพียงยกนิ้วโป้งกดไลค์ให้เธอรัว ๆ
นั่นแปลว่า เขาชื่นชมเธอมากใช่มั้ย? เธอล่ะเข้าไม่ถึงคนผู้นี้จริง ๆ
ฮารุทำเพียงยิ้มอ่อน ๆ รับ
“กลับห้องเรียนกันเถอะ ป่านนี้คงโดนเช็คขาดแล้วมั้ง”
“เดี๋ยววว ลูกพี่ เอาของรางวัลก่อน”
“นี่! คิดจะเบี้ยวกันหรือไง เอาเงินมา ๆ! พันหยวน จ่ายสด เร็ว ๆ ลูกพี่ฉันต้องรีบไปเข้าเรียน เป็ตัวอย่างที่ดีขนาดไหน การเรียนไม่ละทิ้ง การเล่นไม่ละเลิก ดูไว้เป็ตัวอย่างซะบ้างนะ พวกนายอะ” ไป๋จิ่นห้าวสวดพวกคนในคลับยับ เขารู้ว่าเด็กพวกนี้เรียนเก่งมาก ถ้าพวกนี้เอาจริงเอาจังกันขึ้นมา พวกนักเรียนตัวท็อปห้องคิงสตาร์กับควีนสตาร์คงไม่ได้เกิด
แต่พวกนี้มันไม่สนใจ สิ่งที่สนใจอย่างเดียวก็คือเล่นเกม!
เล่นเกม!
แล้วก็เล่นเกม!
หยางลี่จวินได้ยินแบบนั้นก็หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตน ยังคงรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายชนะยอดฝีมือในคลับของเขา
เขาเดินตรงไปที่โต๊ะของฮารุอย่างไม่เต็มใจ “โอนทางวีแชทได้มั้ย ขอวีแชทหน่อย”
“ไม่มีวีแชท” ฮารุตอบ
“อะไรนะ ใช้ชีวิตอยู่ยังไงเนี่ย แล้วอะไรใช้จ่าย”
“ก็เงินสดไง แล้วทำไมฉันไม่มีวีแชทถึงอยู่ไม่ได้ ฉันก็ใช้ชีวิตแบบปกติดีนี่”
“งั้นติดไว้ก่อนได้มั้ย” หยางลี่จวินหลุบลงต่ำพลางตอบอีกฝ่ายอย่างอ้อมแอ้ม
“แล้วแต่ ไปกันเถอะ เล่นสนุกพอแล้ว” ฮารุพูดจบก็พาพรรคพวกเดินออกไปจากคลับเกมเมอร์ใต้ดินที่ซ่อนตัวในตึกร้าง
“ลูกพี่โคตรเจ๋งกล้าพูดกับคนตระกูลหยางแบบนั้นด้วย ปกติมีแต่คนนอบน้อมกับพวกตระกูลหยาง” ไป๋จิ่นห้าวเดินไปพูดไปด้วยน้ำเสียงชื่นชมเธอ
ฮารุมุมปากกระตุก
ตระกูลหยางคือตระกูลแบบไหน ยิ่งใหญ่กว่าเธอที่เป็ลูกสาวหัวหน้าองค์กรเจนนิซิสหรือเปล่านะ
เธอไม่ทราบจริง ๆ
แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ได้แต่ปล่อยเื่ตระกูลหยางผ่านไป
ณ ชั้นสาม ห้องหก มัธยมปลายปีที่หนึ่ง
ทั้งสามมาถึงก็เริ่มคาบบ่ายเกือบจะคาบกันแล้ว
คุณครูที่สอนวิชานี้ไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าแบบขอไปที บอกอนุญาตให้ทั้งสามคนเข้ามาในห้องแล้วกลับไปนั่งที่ตัวเองได้