ตอนที่ 172
หลังจากที่จ้าวเฟิงและชิงเทียนจากไป ตู่กู่หลินก็เผยแววตาคมกริบออกมา ก่อนจะหันไปกล่าวกับชายหยุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"จับตาดูเด็กนั่นให้ดี ครั้งนี้จ้าวเฟิงดูมั่นใจมากผิดปกติ บางทีเด็กคนนั้นอาจจะมีอะไรดีก็ได้"
"ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวลใจไป ต่อให้ศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จะมีฝีมือจริง ก็ไม่อาจเทียบเคียงกับศิษย์ของสำนักเราได้อยู่ดี อย่างมากเขาก็คงเป็นเพียงช่างตีเหล็กระดับเซียนขั้นต้นเท่านั้น" ชายคนนั้นกล่าวอย่างมั่นใจ
"ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่ซูจินเฉินกล่าวได้ดีขอรับ!" เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ของนิกายค้อนทองคำต่างพากันหัวเราะเยาะ มองไปยังชิงเทียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"ข้าได้ยินมาว่าสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ช่วงหลังมานี้ตกต่ำลงมาก แม้แต่ช่างตีเหล็กก็ยังต้องให้เด็กอ่อนหัดมาเป็นตัวแทน น่าสมเพชจริงๆ"
ในสายตาของทั้งสามขั้วอำนาจ พวกเขามองว่าสำนักอื่นๆ ที่ได้รับเชิญมานั้นเป็นเพียงผู้เข้าร่วมที่ไม่มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย เวทีแห่งนี้ในความคิดของพวกเขา เปรียบเสมือนสนามประลองเพื่อตัดสินความเป็นหนึ่งระหว่างนิกายค้อนทองคำ สำนักเพลิงสุริยัน และสำนักอัคคีทมิฬเท่านั้น ส่วนสำนักอื่นๆ ที่ได้รับเชิญมา ก็เป็นได้เพียงสักขีพยานในการประกาศชัยชนะของพวกเขา
"ผู้อาวุโสตู่กู่ ไม่พบกันนานเลยนะ" เสียงทุ้มนุ่มของชายวัยกลางคนดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มบุคคลในชุดสีแดงเพลิงอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนักเพลิงสุริยัน
ตู่กู่หลินหันไปพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่แสดงออกถึงความประจบประแจงอย่างชัดเจน "โอ้! ท่านผู้อาวุโสจางนี่เอง มาๆ เชิญทางนี้ ท่านคงเดินทางมาเหนื่อย ข้าได้เตรียมที่นั่งพิเศษไว้สำหรับพวกท่านแล้ว"
การต้อนรับขับสู้ที่ตู่กู่หลินมอบให้กับแขกจากสำนักเพลิงสุริยันนั้นดูจะมีความเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการต้อนรับที่เขาแสดงต่อจ้าวเฟิง
"นี่คือหลานสาวของข้า หลินเย่ว์ ทักษะการตีเหล็กของนางก็อยู่ในระดับเซียนขั้นกลางแล้ว หวังว่าท่านผู้อาวุโสตู่กู่จะช่วยชี้แนะนางด้วย" อาวุโสจางหันไปแนะนำหญิงสาว ที่ยืนอยู่ด้านข้าง นางมีร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผิวสีแทนเป็นประกายบ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนัก แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเหล่าศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้น คงหนีไม่พ้นเนินอกอวบอิ่มภายใต้ชุดรัดรูปสีแดงเพลิง
ตู่กู่หลินหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าๆๆ หลานสาวของท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แม้จะเป็นสตรี แต่ก็ได้รับพรสวรรค์จากท่านมาอย่างเต็มเปี่ยม"
"มิกล้าๆ ท่านกล่าวเกินไปแล้ว" ผู้อาวุโสจางฉีกยิ้มหลังจากได้รับคำยกยอ ในขณะเดียวกัน ศิษย์รับใช้ของนิกายค้อนทองคำก็เข้ามานำทางพวกเขาไปยังที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้
ในลานกว้างของสำนักค้อนทองคำ เมื่อทุกสำนักเดินทางมาถึงพร้อมหน้า ตู่กู่หลินก็เริ่มกล่าวเปิดงานและแจ้งกติกาการแข่งขันด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน "เอาล่ะ เมื่อทุกสำนักมากันพร้อมแล้ว ข้าขอเริ่มการแข่งขันรอบแรกเพื่อทดสอบทักษะของพวกเจ้า!"
"ในการแข่งรอบแรกนี้ พวกเจ้าต้องควบคุมเปลวไฟให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการหลอมโลหะดิบเหล่านี้ ถลุงเอาสิ่งเจือปนออกให้ได้มากที่สุด และสร้างสรรค์อาวุธขึ้นมาหนึ่งชิ้น ซึ่งข้าจะตัดสินจากทักษะและคุณภาพของอาวุธเป็นหลัก"
หลังจากสิ้นเสียงประกาศ ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็เดินไปยังเตาหลอมของตนเอง ก่อนจะเริ่มทยอยนำแร่ดิบเข้าไปในเตา
ในขณะที่ศิษย์จากแต่ละสำนักกำลังง่วนอยู่กับการควบคุมเปลวไฟในเตาหลอม ชิงเทียนกลับใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป เปลวไฟสีฟ้าเข้มลุกโชนขึ้นจากฝ่ามือของเขา ประกายอัสนีไหลเวียนอยู่ภายใน อุณหภูมิที่แผ่ออกมาร้อนระอุจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว
"เป็นเปลวเพลิงที่ทรงพลังมาก!" ผู้ชมต่างตกตะลึงกับเปลวไฟที่แปลกประหลาดของชายหนุ่ม กลิ่นอายที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่ามันเป็นเปลวเพลิงในระดับที่สูงอย่างแน่นอน ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เองก็มีเปลวไฟที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน เนื่องจากพวกเขาต้องคลุกคลีอยู่กับการตีเหล็กมาเป็นเวลานาน เปลวไฟจึงเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของพวกเขา
ชิงเทียนนำแร่ดิบทั้งหมดที่มีมากองรวมกันบนพื้น ก่อนจะสร้างเปลวเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นมาโอบล้อมกองแร่เหล่านั้นไว้ในพริบตา
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่จับจ้องมองอยู่ ชิงเทียนไม่ได้ใช้เตาหลอมแบบทั่วไป แต่เขากลับใช้พลังความร้อนจากเปลวเพลิงของตนเองโดยตรงในการสกัดเอาสิ่งเจือปนออกจากแร่ดิบ วิธีการนี้เป็นการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองอย่างมาก อีกทั้งยังจำเป็นต้องควบคุมเปลวเพลิงให้สม่ำเสมอ ถึงจะทำให้โลหะถึงจุดหลอมเหลว
ภายในเวลาไม่นาน ก้อนแร่โลหะดิบก็เริ่มเปล่งแสงสีขาวนวลออกมา สิ่งสกปรกต่างๆ ค่อยๆ แยกตัวออกมาจากเนื้อโลหะ ก่อนจะกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น โลหะบริสุทธิ์ในมือของชิงเทียนเปล่งประกายเจิดจ้า
"นั่นมัน... วิธีการหลอมโลหะแบบใดกัน?" เสียงอุทานด้วยความสงสัยดังกระซิบไปทั่วบริเวณ ไม่มีใครเคยเห็นกระบวนการที่แปลกประหลาดและมีประสิทธิภาพเช่นนี้มาก่อน แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์การตีเหล็กมาอย่างยาวนาน ก็ยังอดที่จะเลิกคิ้วด้วยความฉงนไม่ได้
หลังจากที่ได้โลหะบริสุทธิ์มาอยู่ในมือ ชิงเทียนก็เริ่มลงมือตีขึ้นรูปอาวุธ ด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วจนน่าตกตะลึง ค้อนเหล็กในมือของเขาฟาดลงบนโลหะด้วยจังหวะที่แม่นยำ ทุกครั้งที่ค้อนกระทบกับโลหะ จะเกิดประกายไฟปะทุขึ้น
อีกฝั่งของลานกว้าง ซูจินเฉินเพิ่งจะสกัดสิ่งเจือปนออกจากโลหะได้สำเร็จ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและความเหนื่อยล้า เมื่อสังเกตเห็นว่าทุกสายตาจับจ้องไปยังอีกด้าน ความรู้สึกอิจฉาริษยาก็พลันก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับหนามแหลมที่ทิ่มแทง
ทางด้านหลินเย่ว์ก็สร้างความประทับใจในการแข่งขันเช่นกัน การลงค้อนของเธอดูราวกับการร่ายรำที่สง่างามท่ามกลางเปลวไฟ หยาดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้าและท่วงท่าที่นุ่มนวลของเธอ สะกดสายตาทุกคนได้อย่างชะงัด แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเร็วและประสิทธิภาพของชิงเทียน แววตาของเธอก็ดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมิ่งเทียนจากสำนักอัคคีทมิฬ มีความสามารถที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน แต่ไม่ว่าจะมองยังไงทักษะของพวกเขาก็ยังเทียบชั้นกับศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างชิงเทียนไม่ได้
รูปร่างของอาวุธในมือของชิงเทียนค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น มันคือหอกยาวที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม ก่อนที่เขาจะเริ่มทำการบีบอัดปราณธาตุอัสนีผสานเข้ากับหอกเล่มนั้นอย่างช้าๆ
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมต่างพากันจ้องมองอาวุธในมือของชิงเทียนด้วยความทึ่ง การผสานพลังปราณธาตุเข้ากับอาวุธนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ช่างตีเหล็กทั่วไปจะสามารถทำได้ง่ายๆ กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากหอกเล่มนั้น ราวกับมีชีวิต สายฟ้าสีขาวสว่างแล่นแปรบปราบอยู่บนพื้นผิวของโลหะ ทำให้มันดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ
“นี่มัน… เป็นไปได้อย่างไร กลิ่นอายนี้มัน อาวุธระดับเซียนขั้นกลาง!”
ตู่กู่หลินยืนมองหอกสายฟ้าในมือของชิงเทียนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความดูถูกเหยียดหยามในตอนแรก กลายเป็นความตกตะลึงและประหลาดใจอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนสร้างอาวุธเสร็จเรียบร้อยทุตู่กู่หลินก็เดินเข้าไปตรวจสอบอาวุธทุกชิ้นอย่างละเอียด อาวุธที่ศิษย์จากทั้งสามสำนักสร้างขึ้น แม้จะเป็นอาวุธระดับเซียนขั้นกลางเหมือนกัน แต่หอกของชิงเทียนกลับมีกลิ่นอายที่ทรงพลัง จนอาวุธชิ้นอื่นเทียบไม่ติด
สีหน้าของตู่กู่หลินยากที่จะยอมรับความจริงตรงหน้า แต่เมื่อพิจารณาจากคุณภาพของโลหะ ทักษะการควบคุมเปลวไฟที่เหนือกว่า และระดับพลังปราณที่แฝงอยู่ในอาวุธอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
"หลังจากพิจารณาผลงานของผู้เข้าแข่งขันทุกท่านแล้ว..." ตู่กู่หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่เต็มใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีของเจ้าภาพ "ข้าขอประกาศให้ศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ชิงเทียน เป็นผู้ชนะในการแข่งขันรอบแรกนี้!"
เสียงของเขาดังก้องกังวานไปทั่วลานกว้าง ท่ามกลางความเงียบงันของผู้ชมที่ยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขาได้เห็น
"ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่ได้เอาจริงสินะ" จ้าวเฟิงเอ่ยกระซิบกับชิงเทียนด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย เขาเคยเห็นทักษะการตีเหล็กของชิงเทียนมาบ้างแล้ว และรู้ดีว่าชิงเทียนเป็นช่างตีเหล็กระดับเซียนขั้นสูง อย่างไรก็ตาม เขายังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดชิงเทียนถึงต้องเก็บซ่อนความสามารถที่แท้จริง
"ผู้อาวุโสไม่ต้องกังวลไป ข้ารู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่" ชิงเทียนตอบเสียงเรียบ
จ้าวเฟิงไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ เขารู้ดีว่าชิงเทียนเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง และคงมีเหตุผลบางอย่างสำหรับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือชัยชนะในรอบแรก ซึ่งชิงเทียนก็สามารถทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของตู่กู่หลิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดผิดปกติ ชายผู้ที่เคยมีท่าทีโอ้อวด บัดนี้กลับเดินวนไปวนมาด้วยสีหน้ากระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ราวกับกำลังข่มกลั้นความรู้สึกบางอย่าง
"จ้าวเฟิงไปเก็บเด็กนั่นมาจากที่ไหนกัน?" ตู่กู่หลินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฉุนเฉียว เป็นไปได้ไหมว่าชิงเทียนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ว่าจ้างมาโดยเฉพาะ
ซูจินเฉิน ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน เขาสังเกตเห็นความกังวลอย่างชัดเจนบนใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์
"ท่านอาจารย์ แม้ว่าศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่เรายังมีโอกาสที่จะพลิกหมากกระดานนี้อยู่ ในการแข่งขันรอบสอง จะเป็นการแข่งขันสร้างชุดเกราะ ท่านคงยังไม่ลืมว่าเรายังมีเสื้อเกราะที่ได้มาจากซากโบราณสถานกู่เหยียนอยู่"
ดวงตาของซูจินเฉินเปล่งประกายด้วยความมั่นใจ "หลายปีมานี้นี้ข้าศึกษามันจนเข้าในมากกว่าเจ็ดส่วนแล้ว หากเราสามารถสร้างของที่เลียนแบบเสื้อเกราะนั้นขึ้นมาได้ ชัยชนะในการแข่งขันรอบต่อไปก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม"
ตู่กู่หลินหยุดเดินและหันมามองซูจินเฉิน แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความกังวลเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง "ใช่แล้ว! เสื้อเกราะตัวนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง เทคนิคการสร้างระดับนั้น หากทำสำเร็จ โอกาสชนะย่อมสูงมาก"
ตู่กู่หลินกำมือแน่น ความกระวนกระวายเมื่อครู่หายไป เหลือไว้เพียงความมุ่งมั่น "การแข่งขันมีเพียงสามรอบเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะพ่ายแพ้อีกไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ซูจินเฉิน เจ้าต้องนำเสื้อเกราะตัวนั้นมาศึกษาอย่างละเอียด ก่อนที่การแข่งรอบสองจะเริ่มขึ้น อย่างน้อยเจ้าต้องเข้าใจมันมากกว่าแปดส่วน"
"ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน" ซูจินเฉินตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของนิกายค้อนทองคำกลับคืนมา
-------------------------
ถ้าวันไหนงานเยอะ ไรท์อาจไม่ได้ลงนะครับ แต่จะพยามลงทุกวันครับ