ิกวานวางพู่กันในมือลง แล้วเปลี่ยนไปเอนหลังพิงพนักเก้าอี้จ้องมองหญิงสาวจากทางด้านหลัง เขาเห็นว่าร่างเล็กแข็งเกร็งไปทั่วร่างจนไหล่สั่น แต่สตรีผู้นี้กลับกล้าหาญกว่าที่ตนคาดไว้มากนัก
ั้แ่อายุ 15 ปี เสด็จอาิซุนซีก็จัดการเื่สตรีอุ่นเตียงมาให้เขาตามสมควร แต่เวลานั้นตนกำลังรวบรวมกองกำลังส่วนตัวจึงไม่ได้สนใจเื่หญิงชาย จนกระทั่งขึ้นรับตำแหน่งมหาอุปราชก็มีขุนนางที่คิดจะประจบเอาใจส่งหญิงงามหลากหลายรูปแบบมาที่จวนมหาอุปราชให้เขาเลือกได้ตามใจ
เพียงแค่เขาตวาดลั่นขับไล่คนไปไม่กี่ประโยคสตรีเ่าั้ก็เป็ลมล้มพับไป บ้างก็กระทบกระเทือนใจจนถึงกับล้มป่วยเสียชีวิต บ้างก็ตรอมใจปลิดชีพตนเองไม่เต็มใจเข้ามาอยู่ในจวนมหาอุปราช แต่จ้าวซือหยางที่ดูคล้ายจะอ่อนแอนางกลับมีหัวใจที่เข้มแข็งกว่าสตรีเ่าั้หลายเท่านัก แม้เวลานี้มือของนางยังไหวสั่นอยู่แต่เขาก็รู้ได้ว่านางพยายามทำตัวให้มีสติและควบคุมร่างกายเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
"พอได้แล้ว อีกเดี๋ยวเ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าด้วย" ิกวานออกคำสั่งหลังจากที่ทำงานต่ออยู่อีกพักใหญ่จนแล้วเสร็จ
"เ้าค่ะ" ร่างเล็กแทบจะมุดหนีออกไปทันทีที่ได้ยิน
นางมีหน้าที่เตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนไว้ให้ท่านมหาอุปราชทุกวัน ซึ่งเื่นี้ไม่ยากเย็นอันใดเลยเพราะชายหนุ่มสวมใส่เสื้อผ้าสีดำสีเดียว เพียงแค่มีลวดลายแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้นไม่จำเป็ต้องเลือกให้วุ่นวาย
เมื่อบ่าวรับใช้บุรุษนำน้ำร้อนมาให้นางก็ต้องไปเตรียมดอกไม้เครื่องหอมเอาไว้ให้เขา ยังดีที่ท่านมหาอุปราชกวานไม่นิยมให้มีคนมาคอยปรนนิบัติใกล้ชิดไม่อย่างนั้นนางคงไม่ได้อยู่อย่างเป็ปกติสุขถึงเพียงนี้
เหตุการณ์สงบนิ่งไปอีกหลายวัน โดยที่ท่านมหาอุปราชใหญ่พูดคุยออกคำสั่งกับจ้าวซือหยางด้วยน้ำเสียงปกติ ส่วนหญิงสาวหากว่าเขาไม่ได้เรียกใช้งานใดนางก็มักจะซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งภายในห้องหรือบนเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะขอแลกห้องให้ตนเองไปนอนที่ห้องเล็กแทนแล้วคืนเตียงใหญ่ให้เขา
สิ่งที่นางกังวลคือนางไม่รู้เลยว่าท่านมหาอุปราชใหญ่จะบังคับนางให้อยู่แต่ในเรือนนี้ไปอีกนานเท่าใด กับเขาจะแปลงร่างเป็ยมทูตกวานอีกครั้งยามไหนก็เท่านั้น
ผ่านไปอีกหลายวันในขณะที่นึกสงสัยอยู่ว่าท่านมหาอุปราชใหญ่ไม่ออกไปทำงานทำการบ้างหรือไร เสียงพูดคุยของบุรุษก็ดังออกมาจากห้องหนังสือ บ่าวชายในเรือนเคาะประตูส่งน้ำชามาให้นางเพื่อนำไปส่งให้กับคนด้านในอีกทอดเหมือนอย่างที่ทำเป็ประจำมาหลายวัน
"ใต้เท้า" หญิงสาวถือถาดชาพร้อมขนม เดินเข้าไปในห้องหนังสือผ่านห้องนอนใหญ่ เอ่ยปากน้อมคำนับคนที่อยู่ด้านในก่อน
"แม่นางจ้าว สบายดีหรือ" เสียงอ่อนโยนของเจียงเป่าเฉียง ทำให้จ้าวซือหยางกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองคนภายในห้อง
"ใต้เท้าเจียง ท่านมารับข้ากลับไปที่หอจี้อินหรือเ้าคะ" หญิงสาวแทบจะน้ำตาไหล เมื่อมีโอกาสได้เห็นคนคุ้นหน้าอย่างเจียงเป่าเฉียง นางเผลอก้าวเท้าเข้าไปหาเขา แต่ยังไม่ทันจะยกขาอีกข้างขึ้นเสียงตะคอกที่เงียบหายไปหลายวันก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ออกไป!! หากข้าไม่เรียกไม่ต้องเข้ามา!!" ิกวานตวาดลั่น
จะไม่ให้มหาอุปราชใหญ่เช่นตนโกรธได้อย่างไรกัน เขาอุตส่าห์ดูแลนางอย่างดีตามรับสั่งของจักรพรรดิ แต่เมื่อตนเข้าใกล้นางเมื่อใดหญิงสาวผู้นี้ก็จะตัวสั่นถอยกรูด หากไม่เรียกก็ไม่มีทางโผล่หน้ามาให้ตนเห็น แต่เวลานี้นางกลับก้าวเท้าออกไปหาเจียงเป่าเฉียงก่อน ซ้ำในแววตายังมีร่องรอยแห่งความสุขและความหวัง ที่ตนไม่เคยเห็นอีก!
เจียงเป่าเฉียงและว่านหย่วนเจิงแม่ทัพหนุ่มแห่งค่ายกองธงเขียว เพิ่งจะคลายกังวลเมื่อเห็นว่าจ้าวซือหยางอยู่ในสภาพปกติสมบูรณ์ดีทุกประการ แต่หลังจากที่หญิงสาวรีบวางถาดชาและจานขนมไว้บนโต๊ะแล้วรีบเดินหลบออกไป นางกลับไม่ได้ออกไปทางประตูหน้าห้องหนังสือ แต่กลับเดินเข้าไปในห้องนอนของมหาอุปราชแทน เวลานี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่หญิงสาวก็ออกมาจากทางนั้นเช่นกัน
"ท่าน!!"
"นาง!!"
สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกับสองนิ้วที่ชี้มายังิกวานทีจ้าวซือหยางที่หายลับไปอีกด้านที พอจะจับเค้าลางบางประการได้
ชายหนุ่มตวัดสายตามองสหายทั้งคู่แวบหนึ่ง เื่นี้ตนก็ถูกมารดาต่อว่ามาหลายครั้งหลายหนแล้วว่าไม่เหมาะสม แต่ทำอย่างไรได้ เขาชอบสูดดมกลิ่นกายของจ้าวซือหยางที่อบอวลอยู่ในห้องมากกว่า อีกอย่างเขาก็เป็บุรุษจะไม่ให้นึกนิยมชมชอบให้มีหญิงงามเดินไปเดินมาอยู่ในห้องได้อย่างไร จึงปดมารดาต่อไปว่าจ้าวซือหยางดื้อรั้นและพยายามหลบหนีอยู่ตลอดเวลา จึงต้องควบคุมตัวเอาไว้ใกล้ชิด
แต่กับสองสหายที่เห็นว่าหญิงสาวเข้านอกออกในได้ตามสะดวก ไม่มีท่าทีจะคิดหลบหนีแต่ประการใด มหาอุปราชกวานคิดจะทำเป็ไม่สนใจ ข้ามเื่นี้ไปเลยจะดีกว่า
"ได้ข่าวครอบครัวหรือคนที่รู้จักนางบ้างหรือยัง" ิกวานเพิกเฉยกับสองสหายที่สลับมองหน้ากันไปมาไม่หยุด
"ไม่มีเลยขอรับ" เจียงเป่าเฉียงหลีกเลี่ยงที่จะตั้งข้อสันนิษฐานเื่ของจ้าวซือหยางว่านางอาจเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีไปเสีย เพราะไม่อยากทำให้อารมณ์ของผู้เป็นายต้องขุ่นเคืองใจ
"ที่เขื่อนเล่า ก้าวหน้าดีหรือไม่"
"การก่อสร้างไม่มีปัญหาใด แต่เราสองคนคิดว่าการที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาลน่าจะเริ่มสร้างปัญหาเล็กๆ ให้กับพวกเราแล้วล่ะ" เจียงเป่าเฉียงกล่าวต่อ
"ปริมาณน้ำในแม่น้ำสุ่ยซีลดต่ำลงไปมาก ทำให้แม่น้ำสายเล็กๆ ที่แตกแขนงออกไปบางแห่งมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก และหากฝนยังคงแล้งต่อเนื่องอย่างนี้ต่อไปอีกเล่า เวลานั้นแม้เราจะสร้างเขื่อนเสร็จแต่กลับไม่มีน้ำให้กักเก็บ จะทำเช่นไรกัน"
"นี่เรายังไม่ได้พูดถึงลุ่มแม่น้ำหลงปิงที่เวลานี้เริ่มเกิดวิกฤตหนักแล้วด้วยอีกนะ หากทางฝั่งตะวันออกไม่มีน้ำย่อมไม่มีการเพาะปลูกเกิดขึ้น แล้วจะกักตุนผลผลิตทางการเกษตรไว้ได้อย่างไร" ว่านหย่วนเจิงกล่าวเสริม
ฝั่งตะวันออกและตะวันตกที่คนทั้งสามกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นแบ่งเส้นเขตแดนกันด้วยแนวเทือกเขาสูงที่ใช้เป็ผนังเขื่อนที่กำลังก่อสร้างอยู่ ฝั่งตะวันตกคือฝั่งที่มีแม่น้ำสุ่ยซีไหลพาดผ่านเป็แนวยาวและเป็ต้นกำเนิดของห้วยหนองคลองบึง รวมทั้งแม่น้ำสายเล็กอีกหลายสายทำให้ฝั่งตะวันตกไม่เคยขาดน้ำ ซ้ำยังมีน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนฝั่งตะวันออกหลังแนวเทือกเขา มีเพียงอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติกับลำน้ำหลงปิงซึ่งเป็ลำน้ำปิดไม่มีทางน้ำติดต่อกับแม่น้ำสายอื่น มีหน้าที่ลำเลียงน้ำจากอ่างเก็บน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรทางฝั่งตะวันออกเท่านั้น
อ่างเก็บน้ำและลำน้ำหลงปิงอาศัยเพียงน้ำฝนมาเติมเต็ม ซึ่งในทุกๆ ปีก็มักจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำจนต้องจัดสรรพื้นที่การเกษตรให้เหมาะสมมาโดยตลอด แต่เนื่องจากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลอย่างที่ควรจะเป็ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำหลงปิงแห้งขอดไปั้แ่ต้นปี เวลานี้อาศัยเพียงแรงงานมนุษย์ในการขนย้ายน้ำจากแม่น้ำสุ่ยซีข้ามเทือกเขาไปใช้เท่านั้น แต่มันไม่เพียงพอต่อการทำการเพาะปลูก
"เป่าเฉียง เ้าส่งรายงานเื่ราวเหล่านี้กลับไปที่เมืองหลวงก่อนก็แล้วกัน ให้ขุนนางในวังช่วยกันระดมความคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านี้อย่างไรกันก่อน พรุ่งนี้ข้าจะออกไปสำรวจปริมาณน้ำในแม่น้ำสุ่ยซีด้วยตนเอง" ิกวานออกคำสั่ง
คนทั้งสามนั่งปรึกษาหารือเื่ปัญหาน้ำ รวมทั้งเขียนรายงานถึงองค์จักรพรรดิไปพร้อมกัน แม้แต่อาหารการกินพวกเขาก็ยังนั่งกินกันในห้องหนังสือ และแน่นอนว่าครั้งนี้เป็บ่าวรับใช้บุรุษส่งผ่านถาดอาหารและสุรามาจากประตูฝั่งห้องหนังสือ
ตลอดเวลามหาอุปราชหนุ่มต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับภารกิจตรงหน้าไม่น้อย สายตาของเขามักจะเหลือบมองข้ามผ่านม่านมุกทุกครั้งที่เผลอตัว จนเจียงเป่าเฉียงและว่านหย่วนเจิงแอบอมยิ้มในความไม่เป็ตัวของตัวเองครั้งแรกของผู้เป็นาย และในที่สุดก็ช่วยกันร่างรายงานสำเร็จลงได้เมื่อล่วงเข้าสู่ยามชวี (19.00-20.59) จึงได้แยกย้ายกันกลับไป