เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 สุขนักมักมีทุกข์

            ความจริงก็คือ... ทิงเสวี่ยขี่จักรยานเป็น

            ถึงแม้ในชาตินี้เธอจะยังไม่เคยแตะต้องมันเลยสักครั้ง แต่ประสบการณ์โชกโชนจากชาติที่แล้วที่ปั่นมานับสิบปีนั้นยังคงฝังอยู่ในความทรงจำ

            เพียงแต่... ร่างกายในตอนนี้ของเธอมันยังเด็กเกินไป

            เด็กๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่มักจะเริ่มหัดขี่จักรยานกันก็ตอนอายุสิบขวบขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็อาจจะช้ากว่านั้นอีก แต่พอขึ้นชั้นมัธยมต้นที่ต้องเดินทางไกลไปเรียนในตัวอำเภอ รถโรงเรียนก็ไม่มี ทางเดียวที่จะไปเรียนหนังสือได้ก็คือต้องปั่นจักรยานไปเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ ทุกคนก็ต้องหัดขี่ให้เป็น

            ทิงเสวี่ยในตอนนี้ทั้งตัวเล็กและบอบบาง พอเธอทำท่าอยากจะลองจับจักรยาน หลินกั๋วผิงผู้เป็นพ่อก็รีบห้ามทันทีด้วยความเป็นห่วง

            แต่ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าตัวเองขี่เป็น เห็นหลินฉางจื้อกับฉินหยวนเฟิงคุยโวโอ้อวดกันอยู่ได้ เธอจึงอยากพิสูจน์ให้เห็นกับตา

            เด็กหญิงตะโกนเรียกให้หลินฉางจื้อหยุดรถ ก่อนจะกระโดดลงจากเบาะหลังอย่างคล่องแคล่ว

            “พวกนายไม่เชื่อใช่ไหมว่าฉันขี่เป็น งั้นฉันจะทำให้ดู... เจ้าหลานชาย นายลงมาเดี๋ยวนี้”

            “อาเล็ก อย่าซนน่า! พวกเราเชื่อแล้วว่าอาขี่เป็น พอเถอะ อย่าอวดเก่งเลย จักรยานคันนี้มันใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับอาหรอก” หลินฉางจื้อรีบห้ามเสียงหลง “ขืนอาเป็นอะไรไป ปู่รองถลกหนังหัวผมหลุดแน่”

            หลินฉางจื้อไม่กล้าปล่อยให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ทำอะไรตามอำเภอใจ เขารู้ดีว่าคุณปู่หลินกั๋วผิงรักอาเล็กยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก

            ฉินหยวนเฟิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบช่วยพูดเสริม “นั่นสิ ทิงเสวี่ย ไม่ต้องพิสูจน์หรอก พวกเราเชื่อแล้ว แต่รถของฉันกับฉางจื้อคันมันใหญ่ ขาเธอไม่ถึงหรอก”

            ทิงเสวี่ยดูออกทันทีว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงการปัดรำคาญ ความดื้อรั้นและศักดิ์ศรีทำให้เธอยอมไม่ได้ วันนี้ยังไงก็ต้องทำให้เจ้าเด็กพวกนี้เห็นว่าเธอไม่ได้โกหก!

            เมื่อเห็นหลินฉางจื้อนั่งคร่อมรถนิ่งไม่ยอมลง ทิงเสวี่ยจึงฉวยโอกาสทีเผลอกระชากตัวเขาลงมาทันที

            ทว่า... จักรยานคานแข็งคันนี้ของหลินฉางจื้อค่อนข้างสูงจริงๆ พอทิงเสวี่ยขึ้นไปนั่ง แขนสั้นๆ ของเธอก็เอื้อมจับแฮนด์แทบไม่ถึง ขาก็สั้นเกินไป ทำให้การทรงตัวดูทุลักทุเลไปหมด

            “อาเล็ก! ขอร้องล่ะ ลงมาเถอะ อย่าดื้อเลย” หลินฉางจื้อรีบพุ่งเข้ามาจะดึงเธอลง

            “เจ้าหลานชาย! อย่ามายุ่งนะ ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆ ด้วย” ทิงเสวี่ยถลึงตาใส่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงอ้อน “ฉันขอขี่แป๊บเดียว... แป๊บเดียวจริงๆ ฉันรู้ว่าหลานรักฉันที่สุด เชื่อฟังฉันที่สุด ใช่ไหม?”

            หลินฉางจื้อ “...”

            “อาขอขี่วนรอบเดียว สัญญาเลย”

            เมื่อเจอลูกอ้อนบวกกับคำพูดหวานหูราวน้ำผึ้งเดือนห้า หลักการที่หลินฉางจื้อยึดถือมาตลอดก็พังทลายลงไม่เป็นท่า

            ทิงเสวี่ยฉีกยิ้มหวาน “ฉันพูดคำไหนคำนั้น ขอแค่ขี่ให้พวกนายดูว่าฉันทำได้จริงๆ ก็พอ รถคันนี้มันไม่เข้ากับฉันจริงๆ นั่นแหละ ต่อให้อยากปั่นไปไกลๆ ก็คงทำไม่ได้หรอก”

            หลินฉางจื้อแม้จะยอมเชื่อ แต่ใจก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ยิ่งเห็นทิงเสวี่ยใช้เท้าถีบบันไดรถอย่างทุลักทุเล เขาก็ยิ่งเหงื่อตก

            ฉินหยวนเฟิงเองก็ลุ้นจนตัวเกร็ง “หลินทิงเสวี่ย... เธอทำได้จริงๆ เหรอ?”

            ทิงเสวี่ยหันมายิ้มกว้างอย่างมั่นใจ

            “เชื่อมือฉันเถอะน่า!”

            และแล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองต้องอ้าปากค้าง ทิงเสวี่ยบังคับรถจักรยานคันใหญ่ไปบนถนนลาดยางได้อย่างคล่องแคล่ว ท่าทางผ่อนคลายและการทรงตัวที่มั่นคงนั้นดูราวกับนักปั่นผู้ช่ำชอง เธอไม่ได้โม้จริงๆ!

            “ฉินหยวนเฟิง! มาแข่งกันไหม ใครจะเร็วกว่ากัน!” ทิงเสวี่ยตะโกนท้าทายด้วยความคึกคะนอง

            หลินฉางจื้อรีบก้าวขายาวๆ วิ่งตามหลังมาติดๆ แต่เริ่มหอบแฮกๆ “อาเล็ก! ลงมาได้แล้ว ไหนบอกว่าแป๊บเดียวไง อย่ามาหลอกกันนะ!”

            ทิงเสวี่ยมือหนึ่งจับแฮนด์ อีกมือหันไปโบกให้หลานชายที่วิ่งไล่กวดมาตามลม เสียงใสๆ ของเธอดังกังวานไปทั่ว

            “เจ้าหลานโง่เอ๊ย นายนี่มันหลอกง่ายชะมัด เมื่อกี้ฉันแค่หยอกเล่น ขอยืมต่ออีกหน่อยนะ!”

            หลินฉางจื้อ “...”

            โธ่เอ้ย... อาเล็กทำแบบนี้ไม่ได้นะ เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร พูดแล้วคืนคำ!

            ทิงเสวี่ยไม่สนใจเสียงโอดครวญที่ไล่หลังมา เธอไม่ได้สัมผัสสายลมบนหลังอานจักรยานมานานมากแล้ว ความรู้สึกอิสระเสรีนี้ทำให้เธอมีความสุขจนอยากจะตะโกนร้องเพลงออกมาดังๆ

            “หลินทิงเสวี่ย! ถ้าเธอยังไม่คืนรถ หลานเธอจะร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วนะ” ฉินหยวนเฟิงตะโกนแซว เขาเริ่มสงสารหลินฉางจื้อที่ตัวโตเปล่าแต่กลับโดนเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกปั่นหัวเล่น

            “ช่างเขาเถอะน่า ร้องไห้เดี๋ยวค่อยซื้อขนมไปง้อ” ทิงเสวี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ฉินหยวนเฟิง เรามาแข่งกันดูซิว่าใครจะไปถึงสะพานโค้งข้างหน้านั่นก่อน!”

            ฉินหยวนเฟิงเห็นทิงเสวี่ยกำลังสนุก และเธอก็ขี่เก่งจริงๆ จึงตกปากรับคำท้า

            เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ฉินหยวนเฟิงก็ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป เขาเร่งฝีเท้าเต็มที่เพื่อจะแซงหน้า ทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ

            ทิงเสวี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ นิสัยชอบเอาชนะทำให้เธอออกแรงปั่นไล่กวดตามไปไม่ลดละ

            แต่ทว่า... เมื่อมาถึงช่วงทางลงเนิน

            ความมั่นใจของทิงเสวี่ยเริ่มสั่นคลอน แม้สมองจะมีความทรงจำของนักปั่นผู้ช่ำชอง แต่ร่างกายนี้ไม่ได้ปั่นจักรยานมานานมากแล้ว... ไม่สิ ต้องบอกว่าชาติที่แล้วหลังประสบความสำเร็จ เธอก็นั่งแต่รถเก๋งส่วนตัว ส่วนชาตินี้ นี่คือครั้งแรกที่ได้จับจักรยาน!

            ที่สำคัญที่สุด ถนนเส้นนี้เธอไม่คุ้นชินเลย โดยเฉพาะทางลงเนินที่ลาดชันขนาดนี้!

            ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มควบคุมไม่อยู่ เธอพยายามกำเบรกสุดแรงเกิด แต่มันกลับแทบไม่มีผล!

            หลินฉางจื้อที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมาเห็นเหตุการณ์พอดี เขาหน้าซีดเผือด ตะโกนลั่น “อาเล็ก! เบรก! รีบกำเบรกเร็วเข้า!”

            แต่มันสายไปแล้ว...

            สมองของทิงเสวี่ยขาวโพลน จักรยานพยศคันนั้นพุ่งทะยานลงเนินราวกับม้าป่าหลุดจากคอก แทนที่มันจะวิ่งตรงไปตามถนนเพื่อชะลอความเร็วที่เนินลูกหน้า มันกลับแฉลบออกนอกเส้นทาง พุ่งตกลงไปบนถนนดินลูกรัง

            ข้างหน้าคือกองต้นข้าวโพดแห้งที่ชาวบ้านกองสูงท่วมหัว!

            โครม!

            จักรยานพุ่งชนกองฟางข้าวโพดเต็มแรง ทั้งคนทั้งรถล้มลงไปจมหายอยู่ในกองวัสดุการเกษตรนั้นทันที

            หลินฉางจื้อหัวใจแทบหยุดเต้น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งร่วงลงจากรถไฟเหาะตีลังกา

            ฝ่ายฉินหยวนเฟิงที่นำหน้าไปไกล พอหันกลับมาไม่เห็นใครก็เอะใจ รีบวนรถกลับมาดู

            “ฉินหยวนเฟิง! รีบมาช่วยเร็ว! อาเล็กโดนทับอยู่ในนี้!”

            เสียงตะโกนของหลินฉางจื้อดังมาจากหน้ากองข้าวโพด ฉินหยวนเฟิงรีบทิ้งรถวิ่งเข้าไปช่วย รู้แบบนี้เขาไม่น่ารับคำท้าแข่งเลย สุขไม่ทันไร ก็ทุกข์ซะแล้ว

            โชคยังดีที่มีกองข้าวโพดนี่กั้นไว้ ไม่อย่างนั้นเลยไปอีกนิดเดียวคือคูน้ำขนาดใหญ่ที่ทั้งลึกและกว้าง ถ้าตกลงไป สภาพคงไม่ดีเท่าไหร่

            กว่าทั้งสองแรงจะช่วยกันขุดร่างของทิงเสวี่ยออกมาได้ก็เล่นเอาหอบ

            สภาพของทิงเสวี่ยดูแทบไม่ได้ เนื่องจากตอนล้มเธอเอาหน้าลงกระแทก ใบหน้าจิ้มลิ้มจึงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและรอยขีดข่วนจากใบข้าวโพดบาดเป็นทางยาว ส่วนแขนขายังดีที่ใส่เสื้อหนาจึงบาดเจ็บแค่ที่มือเล็กน้อย

            “อาเล็ก... เจ็บตรงไหนไหม? ฉันจะพาไปอนามัยเดี๋ยวนี้” หลินฉางจื้อน้ำตาคลอเบ้า เห็นหน้าอาเล็กแล้วใจคอไม่ดีเลย

            ฉินหยวนเฟิงรีบควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับฝุ่นและเลือดซิบๆ ให้ “เจ็บมากไหม?”

         “เจ็บสิ...” ทิงเสวี่ยยกมือปิดหน้า ร้องครวญคราง “หน้าฉัน... ฮือ... จะเสียโฉมไหมเนี่ย”

            ตอนนี้เธอไม่อยากให้ใครเห็นหน้าที่สุด สุขจนลืมตัวแท้ๆ ไม่หาเรื่องใส่ตัวก็คงไม่เจ็บตัว ทิงเสวี่ยก่นด่าความซ่าของตัวเองในใจ

            ไม่นานนัก เด็กหนุ่มทั้งสองก็หามทิงเสวี่ยไปส่งสถานีอนามัย โชคดีที่หมอบอกว่าเป็นแค่แผลถลอกภายนอก ให้ยาทาไม่กี่วันก็หาย

            แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด... ตอนที่พากันกลับมาถึงบ้าน ดันประจวบเหมาะกับที่หลินกั๋วผิงอยู่บ้านพอดี

            พอเห็นลูกสาวสุดที่รักหน้าตาบวมช้ำกลับมา แต่เจ้าเด็กตัวแสบสองคนนั้นกลับไร้รอยขีดข่วน ไฟโทสะของคุณพ่อผู้หวงลูกสาวก็ลุกโชน

            เขาคงไปด่าฉินหยวนเฟิงที่เป็นคนนอกไม่ได้ กรรมหนักจึงไปตกที่เหลนในไส้

            “ฉางจื้อ! อาเล็กของแกไปโดนอะไรมา!?”

            “พ่อคะ... ไม่เกี่ยวกับพวกเขาหรอก หนูทำตัวเอง...” ทิงเสวี่ยพยายามแก้ต่างเสียงอ่อย

            “เงียบไปเลย! ...หลินฉางจื้อ แกเล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น!”

            หลินฉางจื้อตัวสั่นงันงก เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ปู่รอง... ผมผิดไปแล้วครับ ผมดูแลอาเล็กไม่ดี ปู่ตีผมเถอะครับ”

            ฉินหยวนเฟิงเองก็รู้สึกผิดไม่น้อย “อาหลินครับ ผมเองก็ผิดที่ไม่น่าชวนเธอแข่ง ผมขอรับผิดด้วยครับ”

            หลินกั๋วผิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะไปลงกับเด็กข้างบ้านก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ชี้หน้าคาดโทษเหลนตัวเอง “ฉันตีแกไป แผลอาเล็กแกก็ไม่หายหรอกนะ ครั้งนี้จะคาดโทษไว้ก่อน ถ้ามีคราวหน้าอีก แกเตรียมตัวโดนถลกหนังได้เลย!”

            หลินฉางจื้อ “...”

            พอลับหลังเด็กหนุ่มทั้งสอง หลินกั๋วผิงถึงหันมาดุลูกสาวตัวดี แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและเจ็บปวดแทน

            “เสียวเสวี่ย ลูกก็เหมือนกัน ขี่ก็ยังไม่แข็ง ทำไมถึงซ่าแบบนั้น? ดีนะที่มีกองข้าวโพดรองรับไว้ ถ้าตกลงไปในคู พ่อไม่อยากจะนึกภาพเลย”

            หลินกั๋วผิงรู้จักทางลงเนินเส้นนั้นดี ขนาดเขาขี่มาชำนาญยังต้องระวังเป็นพิเศษ แล้วลูกสาวตัวแค่นี้... เฮ้อ...

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808