หานหลินนิ่งสงบเป็พิเศษ “อีกครึ่งปี เก้าเดือน หรือสิบเดือน ข้าก็จะสิบห้าปีแล้ว เ้าคิดหรือว่าหานเฟิงจะก้าวข้ามข้าไปได้ภายในเวลาเพียงครึ่งปี?”
หานเลี่ยชะงักก่อนจะค่อย ๆ เผยยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนแล้วส่ายหน้าไปมา
จะเป็ไปได้อย่างไร แม้หานเฟิงจะมีระดับการฝึกยุทธ์สูงกว่าหานหลิน แต่ก็เพียงหนึ่งระดับ ผู้หนึ่งระดับสี่ อีกผู้หนึ่งระดับห้า ล้วนอยู่ในขั้นล่างของสามขั้น ช่องว่างระหว่างพวกเขายังไม่กว้างถึงขนาดที่อีกคนต้องแหงนหน้ามอง
ในยามนี้หานกู่จึงค่อย ๆ พูดขึ้นด้วยท่าทีระมัดระวัง “หานหลิน พวกเราไม่สร้างปัญหาให้หานเฟิง ก็ไม่แน่ว่าผู้อื่นจะนิ่งเฉย”
หานหลินแค่นเสียงเย็น “นั่นก็ขึ้นอยู่กับหานเฟิงแล้ว ข้าไม่พุ่งเป้าไปที่เขา แต่ข้าก็จะไม่ปกป้องเขาเช่นกัน”
ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงถัดมา ครูฝึกหลินนั่งไม่ติดอีกต่อไป เขาะโ “เด็ก ๆ พวกเ้าค่อย ๆ ฝึกกันไป เวลาหมดแล้วพวกเ้าก็แยกย้ายได้”
สิ้นคำ ครูฝึกหลินก็รีบร้อนจากไป
ดรุณน้อยทั้งหลายล้วนรู้ดี เขากำลังจะไปรายงานแก่ผู้นำตระกูล ทั่วทั้งตระกูลหานผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่มีเพียงไม่กี่คน ส่วนผู้ที่มีระดับการฝึกยุทธ์ระดับสามมีแค่ผู้เดียว เป็ดรุณีน้อยผู้หนึ่ง
ดรุณีน้อยผู้นี้หานเฟิงก็รู้จัก จะกล่าวไปแล้วหานเฟิงต้องเรียกดรุณีน้อยผู้นี้ว่าพี่หญิง
โชคไม่ดี ผู้เยาว์ชายหญิงในตระกูลหานต้องฝึกฝนวรยุทธ์แยกกัน แม้กระทั่งครูฝึกก็ไม่ใช่คนเดียวกัน หานเฟิงจึงไม่ได้เห็นดรุณีน้อยผู้นี้
ทันทีที่ครูฝึกหลินจากไป เสียงพูดคุยของผู้เยาว์ตระกูลหานหลายคนก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็เสียงดังอื้ออึง
ทุกคนล้วนรู้ดีว่า ระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่หมายถึงสิ่งใด
ผู้นำตระกูลหานคนปัจจุบัน ยังมีบิดาของหานหลินและผู้าุโของตระกูลหาน โดยทั่วไปแล้วมีระดับการฝึกยุทธ์เพียงระดับห้า
แม้ว่าก่อนหน้านี้หานเฟิงจะมีระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ แต่เขาไม่สามารถบ่มเพาะกำลังภายในได้ บัดนี้ปัญหาของเขาได้รับการแก้ไขแล้ว สามารถแสดงพลังที่แท้จริงของระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ออกมาได้แล้ว แน่นอนว่าหานเฟิงจะต้องก้าวะโนำหน้าพวกเขาไปก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว
เื่นี้ทำให้เด็กหนุ่มเหล่านี้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
ท่ามกลางกลุ่มคน เด็กหนุ่มท่าทางอึมครึมในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “บัดซบ หากหานเฟิงก้าวข้ามข้าไป ข้าจักต้องอยู่ในจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อย่างแน่นอน ไม่ได้การ ก่อนจะเป็เช่นนั้นข้าต้องแสดงพลังที่แท้จริงของข้าออกมา มิเช่นนั้นหากภายหน้าหานเฟิงก้าวข้ามข้าไปแล้ว ข้าก็ไม่ต้องอับอายขายหน้าจนเกินไป”
“อีกทั้งก่อนหน้านี้ข้าเคยด่าทอหานเฟิงอยู่เนือง ๆ หากเขาผูกใจเจ็บ วันข้างหน้าย่อมไม่ปล่อยให้ข้าได้อยู่อย่างสบายใจเป็แน่ แทนที่ต่อไปจะถูกหานเฟิงบดขยี้ ไม่สู้สั่งสอนบทเรียนเขา ให้เขาได้มีเื่ด่างพร้อยเสียบ้าง!”
คิดเช่นนี้แล้ว คนผู้นั้นก็ก้าวอาด ๆ ไปทางหานเฟิง
“ฮ่า ๆ ๆ หานเฟิง ยินดีด้วย ๆ บัดนี้ปัญหาเื่กำลังภายในของเ้าได้รับการแก้ไขไปเปลาะหนึ่งแล้ว ต่อไปจักต้องพุ่งทะยานขึ้น์ชั้นฟ้าเป็แน่” เด็กหนุ่มยิ้มพลางประสานมือให้กับหานเฟิง
พฤติกรรมนี้ของเขาสร้างความตกตะลึงให้กับเด็กหนุ่มที่อยู่รอบ ๆ ไม่น้อย
“กู่ปา เ้าคนผู้นี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจหานเฟิง ยามนี้คิดจะทำอะไร”
“หึ ๆ ข้าว่าเ้ากู่ปาจะต้องอยากประจบประแจงหานเฟิง เพื่อไม่ให้ต่อไปหานเฟิงใช้อำนาจข่มเหงรังแก บัดนี้หานเฟิงบ่มเพาะกำลังภายในได้แล้ว ด้วยระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ของเขา ย่อมไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้แล้ว”
“จุ๊ ๆ ไม่จำเป็ต้องเป็เช่นนั้น กู่ปาเ้าคนผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแหลมคม ยามนี้แม้นรอยยิ้มของเขาจะดูจริงใจเพียงใด ก็ไม่สามารถใช้มันตัดสินได้”
หานหลินเหลือบมองมาทางนี้แวบหนึ่ง ไม่นานก็กลับไปฝึกกรงเล็บสยบนิ่งดังเดิม กู่ปาในสายตาของหานหลินไม่แตกต่างอะไรกับเศษสวะ
หลังจากฝึกฝนมาสามปี ระดับพลังของเขายังอยู่ในขั้นสามัญระดับต้น อีกทั้งในขั้นสามัญระดับต้นเขายังอยู่เพียงระดับล่าง
หากกำลังภายในของขั้นสามัญระดับต้นแบ่งย่อยออกไปอีก จากจำนวนหนึ่งร้อย กำลังภายในที่กู่ปารวบรวมได้สูงสุดก็นับได้เพียงยี่สิบสามสิบเท่านั้น
กำลังภายในเล็กน้อยนั่น ในตอนที่หานหลินบ่มเพาะกำลังภายในของเขาได้ถึงระดับนั้น ใช้เวลาเพียงสองสามเดือน
หานหลินยิ้มหยันพลางกล่าวพึมพำกับตนเอง “ก็ให้เ้าสวะผู้นี้ทดสอบกำลังลูกพี่ลูกน้องของข้าเถอะ”
หานเฟิงมองกู่ปานิ่ง ๆ ในใจหวาดระแวง เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเขาทะเลาะวิวาทกันเล็กน้อย หานเฟิงรู้ดีแก่ใจว่ากู่ปาเป็คนเช่นไร กู่ปาไม่มีทางรีบประจบเขารวดเร็วเช่นนี้
กู่ปาไม่ได้แซ่หาน นั่นหมายความว่าบิดาของกู่ปาเป็เพียงบ่าวรับใช้ในตระกูลหาน แต่เขาสามารถมาฝึกที่นี่ได้ เป็เพราะบิดาของกู่ปาแตกต่างจากบ่าวรับใช้ผู้อื่น ขอเพียงกู่ปาทะลวงเข้าสู่ขั้นมนุษย์ได้ เขาก็จะได้ใช้แซ่หานเป็การตอบแทน
หานเฟิงรู้ว่าในฐานะลูกชายของบ่าวรับใช้ สถานะของกู่ปาในที่นี้จัดว่าอยู่ระดับล่าง อย่างไรก็ดีเมื่อมีลูกหลานสายตรงของตระกูลเป็สวะที่ไม่อาจบ่มเพาะกำลังภายในได้ผู้หนึ่ง แน่นอนว่ากู่ปาย่อมจงใจพุ่งเป้ามาที่เขาโดยเจตนาและไม่เจตนา เพื่อขจัดความอิจฉาต่อลูกหลานสายตรงของตระกูลหานที่เดือดพล่านในใจเขา
ทว่าตอนนี้ ในระหว่างที่เขายังไม่สมบูรณ์ กู่ปาย่อมไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ว่าเพื่อระบายโทสะหรือเพื่อป้องกันไม่ให้เขาลงมือจัดการตนในวันหน้า กู่ปาจึงต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง
แน่นอนว่า ฉากหน้าหานเฟิงยื่นมือออกไปด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “พุ่งทะยานสู่์ชั้นฟ้า นั่นน่ะยกย่องข้าเกินไปแล้ว ข้ากับผู้อื่นยังห่างไกลกันมากนัก จะตามทันง่าย ๆ ได้อย่างไร มันก็แค่เื่ของการฝึกฝนกำลังเท่านั้น”
กู่ปาหัวร่อขึ้นมาอีกครั้ง “จะว่าไป ทุกครั้งที่เราฝึก พวกเราล้วนต้องฝึกเป็คู่ ก่อนหน้านี้เ้าไม่อาจบ่มเพาะกำลังภายในได้ จึงไม่มีผู้ใดสู้กับเ้า คราวนี้ให้ข้าช่วยเป็คู่มือให้เ้าเป็อย่างไร?”
ฉากหน้าเป็เพียงการสนทนาอย่างเป็มิตร ความจริงกลับตรงกันข้าม
หานเฟิงยิ้มเยาะในใจ “เจตนาไม่ดีอย่างที่คิด แม้ตอนนี้ข้าจะบ่มเพาะกำลังภายในได้แล้ว ทว่าเพิ่งฝึกได้เพียงคืนเดียว ข้าจะรวบรวมได้มากเท่าไรกัน?”
ดูท่าแล้ว กู่ปาผู้นี้คิดจะทิ้งมลทินที่ไม่อาจลบเลือนไว้บนผลงานของเขาในภายภาคหน้า
หากไตร่ตรองดู วันหน้าหากเขากลายเป็ผู้าุโตระกูลหาน ความด่างพร้อยเล็ก ๆ นี้ ย่อมลดทอนเกียรติยศของเขาเป็อย่างมาก
นอกจากว่าพละกำลังของเขาจะสูงส่งจนแม้แต่ทั้งตระกูลหานต้องแหงนหน้ามอง รอยด่างพร้อยนี้ย่อมไม่อาจมองข้ามได้
กู่ปายังคงมองหานเฟิงด้วยรอยยิ้ม “ว่าอย่างไร? คำแนะนำของข้าไม่เลวกระมัง จำต้องรู้ว่ามีเพียงกลางสนามรบเท่านั้น ถึงจะบอกได้ว่าตนขาดสิ่งใด ก้าวหน้าเพียงใด”
“หรือจะกล่าวว่า หานเฟิง เ้าดูแคลนข้าลูกบ่าวรับใช้ผู้นี้ ไม่ยินดีจะสู้กับข้า!”ท้ายประโยคนั้น สีหน้ากู่ปาพลันอึมครึม
หานเฟิงลอบสบถในใจ ในตระกูลหานมีบ่าวรับใช้มากมายที่ไม่ได้ใช้แซ่หาน หานเฟิงเชื่อว่าหากเขาตอบว่าใช่ ภายในบ่ายนี้บ่าวรับใช้ทั้งตระกูลหานที่ไม่ได้แซ่หานจะต้องรู้เื่นี้ ถึงแม้เขาจะเป็ลูกหลานสายตรง แต่หากถูกบ่าวรับใช้มากมายเกลียดชัง ก่อนเติบใหญ่ชีวิตนี้ของเขาย่อมไม่ง่ายดายแล้ว
ยามนี้เอง เหล่าเด็กหนุ่มที่ให้ความสนใจกับทางนี้ก็เข้าใจแผนของกู่ปา พวกเขาต่างก่นด่ากู่ปาในใจให้กับความเ้าเล่ห์เพทุบายของเขา ขณะเดียวกันก็มองหานเฟิงด้วยความยินดีในความเดือดร้อนของผู้อื่น
มีคนไม่น้อยที่อิจฉาหานเฟิงเช่นเดียวกับเขา
หากั้แ่แรก หานเฟิงแสดงระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ของตนออกมา คนเหล่านี้ย่อมไม่อาจทำเช่นนี้ ทว่าในตอนแรกหานเฟิงไม่อาจบ่มเพาะกำลังภายใน ในความคิดของพวกเขา หานเฟิงจึงไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง ทว่าจู่ ๆ อาการของหานเฟิงกลับดีขึ้น เลื่อนสถานะจากขยะกลายเป็อัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของตระกูลหาน ทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังจะโตเป็ผู้ใหญ่รู้สึกไม่มั่นคง
เช่นนี้แล้วความอิจฉาริษยาจึงบังเกิด