บทที่ 32 อย่ากินอาหารที่ผู้หญิงทำ (รีไรต์)
เจิ้งหยวนแสดงท่าทางราวกับว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่อกิน’ ทำให้เจียงอี้อิ่นพูดไม่ออก จึงได้แต่ไปเตรียมอาหารให้เขาก่อน
ว่าแต่คนที่เขาพามาด้วยเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจมากิน พวกเขาเอาแต่เดินวนไปวนมาในพื้นที่โล่ง มองสำรวจไปรอบ ๆ อย่างไม่ปิดบัง
แต่ความลับของเมืองอาหารไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว เธอจึงปล่อยให้พวกเขาเดินดูตามสบาย
ตอนที่เธอทำบะหมี่เสร็จและยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ก็บังเอิญได้ยินเจิ้งหยวนถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า
“เดิมทีตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้จะมาคุยรายละเอียดเรื่องความร่วมมือ ทำไมก่อนที่ผมจะมาถึง ได้ยินมาว่าการเจรจาหยุดชะงักล่ะ”
ในที่นี้มีแค่โจวอี้เซวียนคนเดียวที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของฐานทัพอู๋ถง เขาจึงจำเป็นต้องตอบคำถามนี้ “ประเด็นหลักคือความคิดเห็นไม่ตรงกัน เรื่องการแบ่งสัดส่วนโควตาน่ะครับ”
เจิ้งหยวนตบขาพูดว่า “โอ๊ย ปัญหานี้ค่อยมาคิดกันทีหลังเถอะน่า ตอนนี้เถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยน่าจะร่วมมือกันทำงานนี้ให้สำเร็จก่อนสิ พวกผมจับตาดูฐานมู่หลานมาตลอด พวกผู้หญิงพวกนั้นก็ให้ความสำคัญกับภารกิจนี้มากเช่นกัน ถ้าเกิดพวกหล่อนคว้าโอกาสไปได้ พวกเราก็คงเสียดายแย่เลยนะ อีกอย่างถ้าพ่ายแพ้ให้กับพวกผู้หญิง พวกเราคงอับอายขายขี้หน้าน่าดู”
สีหน้าของเธอเคร่งขรึมลงทันที ชามบะหมี่ที่กำลังจะวางลงบนโต๊ะถูกยกกลับมาไว้บนถาดดังเดิม
เจิ้งหยวนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง ก็ได้ยินเธอพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ดูเหมือนว่าคุณจะดูถูกผู้หญิงมากเลยนะ งั้นก็อย่ากินอาหารที่ผู้หญิงทำเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะทำให้กระเพาะอันสูงส่งของคุณรู้สึกไม่สบายเอา”
สีหน้าของเจิ้งหยวนดูย่ำแย่ขึ้นมาทันที แต่เธอก็คร้านจะสนใจ มองดูบะหมี่สองชามและอาหารอื่น ๆ บนโต๊ะ จากนั้นหันไปถามอาสยง “คุณอิ่มหรือยัง”
“ยังครับ!” อาสยงตอบเสียงดังฟังชัด
เธอวางชามบะหมี่และเนื้อตุ๋นลงตรงหน้าอาสยง ส่วนที่เหลือเธอก็ยกกลับไปเป็นอาหารกลางวันของตัวเอง
เจิ้งหยวนรู้สึกเสียหน้าที่ถูกทำให้ขายหน้าต่อหน้าคนจำนวนมาก เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เจียงอี้อิ่น ทำธุรกิจแบบนี้มันจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไปแล้ว”
เจียงอี้อิ่นวางของบนเคาน์เตอร์แล้วหันกลับไปมองเขา เมื่อครู่นี้เธอคิดทบทวนถี่ถ้วนแล้ว แม้ว่าเธอจะต้องยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า แต่เธอก็สามารถเลือกที่จะไม่ต้อนรับบางคนได้ ในเมื่อไม่ใช่ลูกค้า เธอก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพ
ยิ่งไปกว่านั้นเธอเป็นคนทำลายความร่วมมือระหว่างอู๋ถงกับชางซิ่ง เรื่องนี้อาจจะปิดบังได้อีกไม่นาน เมื่อถึงเวลานั้น คนของชางซิ่งต้องไม่ปล่อยเธอไม่แน่ ในเมื่อต้องเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว จะฝืนใจตัวเองไปทำไม
เธอจึงทำเป็นไม่สนใจความโกรธของเจิ้งหยวน และพยักหน้าเงียบ ๆ “ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ ถ้าไม่ชอบ คุณก็ไม่ต้องเสนอหน้ามา”
“แก…” เจิ้งหยวนมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาเยือกเย็นที่จ้องมองมา เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นกู้ไฮว่ถิง เขาจึงระงับไฟโทสะที่สุมโหมท่วมตัว และทำเพียงแสยะยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะกวาดสายตามองเจียงอี้อิ่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับต้องการจะจดจำภาพเธอไว้ในใจ
“หัวหน้าโจว เรื่องความร่วมมือ เราค่อยคุยกันในโอกาสที่เป็นทางการมากกว่านี้เถอะ”
โจวอี้เซวียนพยักหน้าเงียบ ๆ เจิ้งหยวนจึงพาลูกน้องออกไป
ต่อให้พวกเขาหายลับเข้าไปในป่า แต่น่าจะยังได้ยินเสียงทางนี้อยู่ ซุนเฮาก็ปรบมือทันที “เถ้าแก่สุดยอดไปเลย”
เสียงดังโครมครามดังลั่นขึ้นในป่า ราวกับมีบางอย่างกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง
เจียงอี้อิ่นหลุดขำ ยิ้มให้พวกเขาก่อนจะนั่งลงกินข้าวกลางวัน
ช่วงบ่ายสามโมงกว่า ๆ ขนมโก๋ถั่วเขียวแช่เย็นก็แข็งตัวได้ที่ เธอตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่าไพ่นกกระจอก แล้วบรรจุลงกล่องทีละชิ้น และยื่นขนมโก๋ถั่วเขียวให้โจวอี้เซวียนยี่สิบห้ากล่อง
อีกฝ่ายเก็บขนมโก๋ถั่วเขียวทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่มิติแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เถ้าแก่เจียงวางใจได้ พวกเราสัญญาว่าจะทำตามที่ตกลงกันไว้แน่นอน”
เจียงอี้อิ่นพยักหน้า โจวอี้เซวียนจึงหันไปมองกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ “พวกนายจะกลับไปพร้อมฉันไหม”
“ไม่ เดี๋ยวเราตามกลับไปทีหลัง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วยล่ะ” โจวอี้เซวียนเชื่อมั่นในฝีมือตนเองและออกเดินทางกลับฐานเพียงลำพัง
เจียงอี้อิ่นเดินไปส่งเขา พอหันกลับมาก็เห็นสายตาของอาสยงจับจ้องไปที่ขนมโก๋ถั่วเขียว
เธอทำขนมโก๋ถั่วเขียวไว้หลายถาด หลังจากให้โจวอี้เซวียนไปแล้วยี่สิบห้ากล่อง ก็ยังเหลืออยู่เกือบร้อยกล่อง
“อยากกินเหรอ” เธอหยิบขนมโก๋ถั่วเขียวกล่องหนึ่งส่งให้พลางถอนหายใจ “คุณนี่กินเก่งจริง ๆ เลยนะอาสยง”
อาสยงรับมาทันทีก่อนจะหยิบใส่ปากทีเดียวสองชิ้น แล้วเปล่งเสียงอู้อี้ออกมา “หลังจากผมปลุกพลังพิเศษ ผมก็ไม่เคยอิ่มเลย มันช่างยากลำบากจริง ๆ”
เธอมองไปทางกู้ไฮว่ถิงด้วยความประหลาดใจ เขาจะปล่อยให้เพื่อนร่วมทีมหิวได้อย่างไร เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่
กู้ไฮว่ถิงพูดอย่างจนปัญญา “พลังพิเศษของเขาคือสัญชาตญาณสัตว์ป่า พละกำลังทุกด้านเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่นั่นก็รวมถึงความอยากอาหารด้วย เพิ่งกินเสร็จไม่ถึงห้านาทีก็ย่อยหมดแล้ว ถ้าไม่คอยควบคุม เขาจะกินตลอดเวลา”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ เธอก็ว่าอยู่แล้ว กู้ไฮว่ถิงที่มาแก้แค้นให้เพื่อนร่วมทีมในป่ากลางดึกคนเดียว ไม่น่าจะปล่อยให้พวกเขาอดอาหาร
ขนมโก๋ถั่วเขียวหนึ่งกล่องมีสี่ชิ้น อาสยงกินหมดในสองคำและตอนนี้ยังมามองตาปริบ ๆ สายตาน่าสงสารทำให้เธอใจอ่อนยวบ กำลังจะยื่นกล่องที่สองให้แต่ถูกก็กู้ไฮว่ถิงห้ามไว้
เขามองไปที่อาสยงอย่างจริงจัง “เถ้าแก่ใจดี แต่เราไม่ควรเอาเปรียบเธอมากเกินไป”
อาสยงเบะปากทำหน้าหงอย “ขนมโก๋ถั่วเขียวราคากล่องละเท่าไหร่ เดี๋ยวผมจ่ายเองครับ”
“ไม่…”
“พี่น้องกันต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน” กู้ไฮว่ถิงแทรกขัดจังหวะ “คุณอย่าตามใจเขามากเกินไป เวลาเจอของกินเขาจะขาดสติ ถ้าคุณปล่อยให้เป็นไปแบบนี้เรื่อย ๆ เขาจะกินจนคุณล้มละลายแน่”
เขายืนกรานหนักแน่น เจียงอี้อิ่นลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็พยักหน้าแล้ววางขนมโก๋ถั่วเขียวลง
ส่วนเรื่องราคาขนมโก๋ถั่วเขียว เธอจะคำนวณอีกที
ถึงแม้ขนมโก๋ถั่วเขียวจะไม่ใช่อาหารของเมืองอาหาร แต่วัตถุดิบก็ได้มาจากร้านค้าระบบ โดยอาศัยชื่อ ‘ถั่วเขียวต้มน้ำตาล’ เธอไม่แน่ใจว่าราคาจะถูกกำหนดโดยระบบหรือไม่ จึงเปิดเช็กระบบหลังบ้าน
แต่ระบบกลับไม่มีข้อมูลราคาขนมโก๋ถั่วเขียว เธอจึงลองตั้งราคาดูเอง
ขนมชนิดนี้มีส่วนผสมไม่ซับซ้อน แต่ขั้นตอนการทำนั้นยุ่งยากที่สุดในบรรดาอาหารของเมืองอาหาร เธอจึงคิดว่าราคา 3 คริสตัลต่อกล่องนั้นไม่แพง
อาสยงก็ไม่คิดว่าแพง เขาตรงดิ่งไปวางคริสตัลเลเวลหนึ่ง 30 ก้อนบนเคาน์เตอร์ แล้วกวาดขนมโก๋ถั่วเขียวไปสิบกล่องในคราวเดียว
กู้ไฮว่ถิงเป็นตัวแทนของทีมซื้อไปอีกสิบกล่อง และแจกจ่ายทุกคนในทีมคนละสองกล่อง โดยไม่ลืมกำชับอาสยงเป็นพิเศษว่า
“สองกล่องนี้ห้ามกิน เก็บไว้กินตอนจำเป็น”
เจียงอี้อิ่นได้ยินก็รีบเตือน ขนมโก๋ถั่วเขียวไม่ควรเก็บไว้นาน ควรกินให้หมดภายในสองถึงสามวัน”
“ตกลง ถ้ากินหมดแล้วผมจะมาซื้อเพิ่มนะครับ”
การค้าขายอันแสนวุ่นวายสิ้นสุดลง แต่เธอก็ยังพักผ่อนไม่ได้ เจียงอี้อิ่นเอาหัวหมูป่ากลายพันธุ์มาวางไว้บนเขียง ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กินส่วนหัวของหมู แต่จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นปากหมูหรือหัวหมู ถ้าทำได้ดีรสชาติก็อร่อยทั้งนั้น
โดยทั่วไปแล้วเมนูปากหมูต้องใช้หมูหลายตัวถึงจะได้อาหารหนึ่งจาน แต่หมูป่ากลายพันธุ์ตัวใหญ่มหึมา ริมฝีปากหมูที่หั่นเป็นแผ่นบาง ๆ ถูกจัดวางเต็มจานใบใหญ่
ส่วนเนื้อแก้มหมู เธอเตรียมตุ๋นทำเป็นอาหาร หั่นเป็นชิ้นขนาดเท่ากำปั้นแล้วลวกน้ำก่อนใส่ลงในหม้อพะโล้ของร้านเจียนปิ่ง
ขาหมูสองขาใช้ตุ๋น ส่วนอีกสองขาวางแผนจะทำขาหมูอบน้ำผึ้ง
หางหมูถอนขนแล้วหั่นเป็นท่อนใส่ลงในหม้อน้ำพะโล้
เนื้อสันในมีจำนวนมาก เธอจึงวางแผนจะทำด้วยกันทั้งหมดสามเมนู หมูผัดเปรี้ยวหวาน หมูผัดเห็ดหอม และหมูชุบแป้งทอด
เนื้อไหล่หรือที่เรียกว่าเนื้อสะบัก สับเป็นไส้เตรียมทำเกี๊ยว
เนื้อสามชั้นเกรดดีแน่นอนว่าต้องทำหมูตงพัว
เธอแยกซี่โครงหมูออกมาแล้วก็ทำสามอย่าง ซี่โครงหมูตุ๋น ซี่โครงหมูทอดกระเทียม และซี่โครงนึ่งเต้าซี่
ส่วนกระดูกสันหลังนำไปเคี่ยวกับมันฝรั่งและซี่โครงหมู
ส่วนเนื้อหมูป่ากลายพันธุ์ที่เหลืออยู่สามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู เธอจึงเลือกจะทำตามที่ตนเองอยากกิน
หลังจากเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เธอก็เก็บข้าวของและโบกมือไปอีกฟากหนึ่งของป่า “สวัสดีจ้ะ”