โจโฉเร่งร้อนรีบยกทัพ ระยะทางนั้นมิใกล้เข้ามาเลย ขาไปนั้นแสนฮึกเหิมลำพอง ขากลับไยระส่ำระสายในหัวใจ กองหลังรุดเร่งขึ้นมาแจ้งข่าวแก่จอมอุปราชว่า สองแม่ทัพใหญ่ถูกกวนอูเตียวหุยจับตัวเอาไว้ได้ พวกทหารก็แตกหนีล่าถอยมาไม่ถึงครึ่ง
เหล่าทหารนั้นสู้มิเสียดาย แต่แฮหัวตุ้นกับแฮหัวเอี๋ยนนั้นเล่า ประดุจดั่งเสียสิ้นแขนขา
"ไป เร่งเท้า รีบกลับไปยึดฮูโต๋ก่อน แล้วค่อยกลับมาช่วยพวกสองคนนั้นทีหลัง มันน่าแค้นใจนัก" โจโฉขุ่นเคืองขึ้นมา เส้นเืในหัวปูดนูนออกเหมือนจะปริแตก ส่งเสริมให้อาการปวดทวีรุนแรงขึ้นจนแทบสิ้นสติ ข้ารับใช้ข้างกายล้วนก้มหน้าหมอบต่ำอยู่ในเกวียน มิกล้าเงยงอกหน้าขึ้น อารมณ์โจโฉนั้นใครๆ ในกองทัพก็ต่างรับรู้และหวาดกลัว
ฝ่ายโจหยินกับกองทหารม้าที่ออกเดินทางมาก่อนนั้น เร่งเดินทางกันมิพักมิผ่อนจนมาถึงเขตกำแพงเมืองฮูโต๋ ธงทิวถูกสับเปลี่ยนขึ้นปักบนกำแพงเป็ตราขององค์ฮ่องเต้จนหมดสิ้น พวกทหารที่เฝ้าอยู่ก็ตั้งท่ารออยู่พร้อมแล้ว มิได้มีความประมาทให้ได้พบเห็น
"ท่านโจหยินขอรับ กำแพงเมืองทุกด้านล้วนแล้วแต่มีทหารเฝ้ารักษาการเข้มงวด ด้านในคงมีทหารอยู่ไม่น้อย ข้าเกรงว่า..."
โจหยินยกมือบอกให้หยุดรายงานเสียก่อน เขาเองพอจะเดาสถานการณ์ออก ซุนฮกนั้นสติปัญญาก็ไม่ด้อยกว่าใครในแผ่นดิน ถือเป็ปราชญ์ผู้หนึ่งเลยทีเดียว การรักษาการป้องกันนั้นยิ่งเป็สิ่งถนัด การจะหักหาญบุกเข้าไปตรงๆ คงเหมือนเอาหัววิ่งไปกระแทกหิน มีแต่ต้องตายอยู่ริมรั้วกำแพงเมืองแต่อย่างเดียว
แต่คำสั่งโจโฉแน่นหนักแจ้งไว้ เมื่อมาถึงให้เข้ารบยึดชิงเอาเมืองกลับคืนมา
"ทหารทั้งหลายฟังคำสั่ง ตั้งค่ายห่างกำแพง 10 ลี้ คืนนี้สองยามลอบบุกทิศประจิม"
กองทหารถอยร่นออกมาทิ้งระยะห่าง อย่างหนึ่งดูความเคลื่อนไหวรอบเมืองฮูโต๋ อย่างหนึ่งดูลาดเลาและเวรยาม อย่างหนึ่งอาศัยความมืดแอบพาดบันไดไต่ขึ้นกำแพงเมือง หากยึดประตูเมืองได้ก็เปิดประตูให้กองทหารม้าส่วนใหญ่เข้าบุกเข้าไปรวดเดียวจับฮ่องเต้ได้ แลอีกอย่างหนึ่งเพื่อยื้อรอเวลาให้ทัพใหญ่ของโจโฉเข้ามาใกล้ เผื่อพลาดพลั้งบุกไม่สำเร็จ ยังพอส่งข่าวให้โจโฉเร่งทัพเข้ามาหนุนช่วยได้ทันเวลา
กระโจมแม่ทัพถูกกางขึ้นอย่างลวกๆ โจหยินสั่งไว้ไม่ต้องพิถีพิถันให้มากความ มันแค่ค่ายชั่วคราวเพื่อหลอกฝ่ายซุนฮกและฮ่องเต้ให้คิดว่าฝ่ายตนนั้นยั้งทัพเอาไว้มิกล้าบุก
"ท่านโจหยินขอรับ"
"ว่ายังไง"
"เมื่อกี้ข้าน้อยตรวจกอง ได้ยินพวกทหารบ่นคิดถึงลูกเมียที่อยู่ในเมืองขอรับ"
"หึ ยามศึกายังมีหน้ามาห่วงเื่พวกนี้อีก ไปบอกพวกมัน หากคืนนี้ยึดเมืองได้ ก็จะได้เจอหน้าลูกเมียเอง หากยึดไม่ได้ชาตินี้ก็อย่าหวังจะได้เจอ" โจหยินเกรี๊ยวกราดอยู่เป็ขณะ ความทะนงตนของมันนั้นชวนให้คิดถึงฐานะตระกูลอันมั่งคั่งที่มีมาั้แ่บรรพบุรุษ
อำนาจนั้นใครก็อยากได้อยากมี เมื่อมีแล้วย่อมจำเป็ต้องเอาออกมาใช้ โจหยินขึ้นชื่ออยู่แล้วเื่ของกฏวินัยในกองทัพ เขาเชี่ยวชาญพิชัยา ถึงจะไม่เก่งกล้าเท่าเหล่ากุญซือนักปราชญ์ แต่หากเทียบกับเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย การวางแผนการทำศึกย่อมมิอ่อนด้อยกว่าผู้ใด
แสงสว่างหดหายไปกับดวงอาทิตย์ เมื่อดาวระยิบแสงก็แสดงถึงเวลาดึกดื่น คืนนี้พระจันทร์อับแสงด้วยเป็ข้างแรม โชคเข้าข้างฝ่ายโจมตีอย่างเห็นได้ชัด ลมโกรกนิดหน่อยให้พอเย็นสบาย ทหารบนกำแพงยังสง่าผ่าเผย ตั้งท่าอย่างระวัง
ซุนฮกได้รับรายงานการมาถึงของพวกโจหยินแล้วั้แ่บ่าย เขาเองก็เตรียมการป้องกันไว้โดยรอบคอบ ซุนฮกให้ทหารผลัดเปลี่ยนเวรยามกันตามปกติมิให้เกิดพิรุธ แต่แอบตั้งกองหนุนเอาไว้สองกอง กองที่หนึ่งคอยหนุนช่วยประตูเหนือกับประตูตะวันตก กองที่สองคอยหนุนช่วยประตูตะวันออกกับประตูทิศใต้ และตั้งกองพิเศษให้ซุนฮิวเป็หัวหน้ารั้งรอและดำเนินตามสถานการณ์
เมื่อถึงยามสามโจหยินสั่งทหารพาดบันไดสูงขึ้นทางประตูตะวันตก ทหารกว่าพันนายไต่ต่อขึ้นไปอย่างสุดชีวิต พวกทหารเฝ้ากำแพงคอยระวังอยู่ก่อนเมื่อเห็นความผิดปกติก็จุดไฟลั่นกลอง เสียงกลองดังสนั่นลั่นไปทั่วเมือง กองหนุนรีบรุดขึ้นมาช่วย้ากำแพง แสงไฟจากคบเพลิงส่องฉายเห็นไปทั่วบริเวณ
พวกทหารของโจหยินถูกหอกแหลมพุ่งเสียบลงมาจาก้า บ้างโดนหินทุ่มทุบลงมา บ้างก็ตกตายด้วยลูกศรธนูเป็อันมาก โจหยินใไม่คิดว่าซุนฮกจะรู้ทันแผนตน สั่งทหารอีกชุดลั่นกลองรบให้โหมบุกเข้าไปให้จงได้
พวกทหารม้าลากเอาพาเอาเครื่องทุบกำแพงฝ่าดงลูกธนูเข้าไป ล้มเจ็บล้มตายกันเกลื่อน เสียงท่อนซุงหนักกระแทกประตูเมืองดังตึงตัง จนกำแพงอิฐหนาถึงกับสั่นะเื โจหยินสั่งลั่นกลองให้ดังขึ้น พวกทหารก็ยิ่งฮึกเหิมกระแทกกำประตูเมืองปานฟ้าถล่ม
ซุนฮกเห็นท่าไม่ดี ให้ซุนฮิวออกทางทิศใต้พาทหารกองพิเศษลอบไปด้านข้างซุ่มซ่อนตัวอยู่ในราวป่าแล้วส่งเสียงอึกทึกดังว่ามีทัพอื่นฝ่าความมืดเข้ามาช่วย พวกทหารโจหยินได้ยินก็ในึกคิดไปตามแผนของซุนฮกก็เสียขวัญ พากันทิ้งดาบแตกหนีเอาตัวรอด โจหยินเห็นมิได้การก็สั่งถอยกลับค่ายในทันทีแล้วจดหมายอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ม้าเร็วนำไปให้แก่โจโฉ
ซุนฮกสั่งซุนฮิวถอยกลับเข้าเมืองปิดประตูแ่า เพิ่มการระวังเป็สองเท่า พอรุ่งเช้าฮ่องเต้ก็เรียกเหล่าุนนางประชุม
ห้องโถงราชวังจุคนร่วมร้อยได้อย่างสบาย ไม้ท่อนเท่าสองคนโอบกอดเป็เสาหลักเสารองให้ตัวอาคารได้อย่างมั่นคง สีหน้าเคร่งเครียดเผยออกมาให้เห็นอย่างจะแจ้งแจ่มชัด ผู้ที่นั่งอยู่บนบันลังก์ัตอนนี้ในใจมิได้สงบเลยแม้แต่น้อย
"พวกท่านลองคิดสิว่าพวกเราจะต้านทัพโจโฉได้ยังไง นี่ขนาดเมื่อคืนแค่โจหยินคนเดียวกับทหารไม่กี่พันประตูเมืองก็เกือบจะแตกอยู่แล้ว"
พวกเหล่าขุนนางต่างเป็กังวลเงียบเสียงกันอยู่ ซุนฮกก้าวออกมาแล้วว่า
"ขณะก่อการนั้นข้าพเ้านัดแนะกับชีซีเอาไว้แล้ว พวกเราอยู่ในเมืองตั้งรับให้ดี ชีซีจะพาพระเ้าอาเล่าปี่มาช่วยเหลือ ขอพระองค์โปรดวางพระทัย เมื่อพระเ้าเล่าปี่มาถึงบุกตีจากด้านหลัง พวกเราก็ออกตีจากด้านหน้า โจโฉรับศึกสองด้านไม่ไหว ทั้งเสบียงก็มีไม่มา ยังไงเสียทัพร้อยหมื่นของมันต้องแตกพ่ายไปอย่างแน่นอน"
"เล่าปี่... ขงเบ้ง?" พระเ้าเหี้ยนเต้เบาเสียงลงเมื่อพูดชื่อขงเบ้ง สีหน้าครุ่นคิดราวกับมีนัยอะไรบางอย่าง
ซุนฮกมองความนึกคิดนี้ไม่ออกก็ได้แต่ก้มหน้าลง หรือว่าองค์ฮ่องเต้จะมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ
ฝ่ายโจโฉเมื่อได้รับจดหมายจากโจหยินที่อยู่แนวหน้าก็บอกให้ทัพใหญ่เร่งเท้าขึ้นไปอีก
"โจหยินชำนาญพิชัยยุทธแต่ก็ยังถูกซุนฮกหลอก"
โจหองที่เข้ามาดูอาการโจโฉอยู่ก็ถามไถ่เนื้อความในจดหมาย แต่โจโฉมิได้พูดอะไรออกไป แต่กลับถามโจหองว่า
"เมื่อไหร่จะถึงฮูโต๋"
"ถ้าหากเดินทางมิหยุดพักพรุ่งนี้ก็ถึงขอรับ"
"อืม เมื่อไปถึงให้โจหยินบุกทันที เ้าเอาทหารไปกองหนึ่งบุกหนุนเข้าช่วย ตีเมืองให้แตกแล้วจับซุนฮกกับฮ่องเต้มาให้ข้า" โจโฉว่าอย่างเดือดดาล
"ขอรับ" โจหองรับคำสั่ง
ทางด้านเล่ากี๋ กวนเป๋ง เล่าฮอง พาทหารกองใหญ่มาสมทบกับกวนอูและเตียวหุยที่นอกเขตเมืองเกงจิ๋วกำลังคิดจะบุกไล่ทัพโจโฉขึ้นก็ ก็พอดีกับชีซีเดินทางมาถึง กวนอูก็แนะนำชีซีให้คนอื่นรู้จักพร้อมทั้งอธิบายปัญญาของยอดกุญซือผู้นี้
"ว่าแต่ท่านชีซีมาแนวหน้านี้ทำไมกัน" กวนอูถาม
"ท่านขงเบ้งใช้ข้ามาช่วยพวกท่านสู้อีกแรง"
"งั้นดีเลย ป่ะพวกเรากำลังจะไปฆ่าไอ้โจรโจโฉกันอยู่พอดี" เตียวหุยกระชับทวนในมือแน่น เนื้อตัวสั่นไปหมดด้วยความอยากรบ
"ช้าก่อนท่านเตียว พวกเราจะตามพวกนั้นไปห่างๆ ยังไม่บุกตอนนี้"
"โถ่ แล้วข้าจะได้รบมั้ยล่ะเนี้ย" เตียวหุยว่าอย่างเสียดาย
"ไม่ต้องเป็กังวลไป ท่านจะได้รบจนสาแก่ใจอย่างแน่นอน เพียงแต่เราต้องรอให้พวกนั้นอ่อนแรงเสียก่อน ข้าคิดว่าโจโฉต้องเร่งเดินทัพทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้ไปถึงฮูโต่ในวันพรุ่งนี้ มันคงคิดจะบุกโดยเร็ว พวกเราจะรอให้พวกมันบุกก่อนแล้วพวกเราค่อยบุกทีหลังตอนที่มันไม่ทันระวังตัว เช่นนี้แล้วโจโฉก็จะห่วงหน้าพะวงหลัง รุกรับลำบาก พวกเราก็บุกสบาย ฝ่ายที่ตั้งรับอยู่ในเมืองก็ตั้งรับสบาย"
"พวกเราสบาย โจโฉลำบาก ดีดี เอาตามที่ท่านชีซีว่านี่แหละ" เตียวหุยหัวเราะลั่น คนอื่นก็หัวเราะตามกันไป
กวนอูลูบเครายาวเท่าศอกช้าๆ "แล้วทางท่านพี่กับท่านขงเบ้งเล่า กำลังเตรียมการสิ่งใดอยู่"
"เื่นี้สำคัญมาก ข้าได้เกลี้ยกล่อมแฮหัวตุ้นกับแฮหัวเอี๋ยนมาเป็พวกแล้ว ตอนนี้ท่านขงเบ้งคงวางแผนสุดพิสดารอยู่อย่างแน่นอน"
"ท่านขงเบ้งนั้นปัญญาลึกล้ำเกินกว่าที่พวกเราจะคาดเดาได้" กวนอูยกย่องขึ้น
"แต่ข้าว่าท่านชีซีเองก็ฉลาดไม่เบาทีเดียว ขนาดหลอกโจโฉให้วุ่นวายได้ขนาดนี้" เตียวหุยว่าแล้วก็หัวเราะลั่นขึ้นอีก พวกกวนเป๋ง เล่าฮองพลอยอดยิ้มไปด้วยไม่ได้
"อย่าชมข้านักเลย เป็เพราะได้ซุนฮกและเล่าหัวช่วยหรอก ข้าคนเดียวมีหรือจะทำสำเร็จ"
ซีชีให้แม่ทัพทั้งหลายรวมพลแล้วออกเดินทางทันที ส่งหน่วยลาดตะเวณนำขึ้นไปก่อนแล้วส่งข่าวมาเป็ระยะโดยตลอด เมื่อโจโฉขยับหนึ่งก้าวพวกตนก็ขยับหนึ่งก้าวตาม ทิ้งระยะห่างมิใกล้จนฝ่ายนั้นรู้แลมิไกลจนไล่ติดตามไม่ถึง
ข่าวสารนั้นเป็สิ่งสำคัญยิ่งในการา หากแม้ผิดพลาดจะเพลี่ยงพล้ำโดนกลอุบาย หากรู้จุดด้อยจุดอ่อนก็บุกทะลวงให้แตกพ่ายได้โดยง่าย การสอดแนนข้าศึกจึงเป็งานอันสำคัญ
กวนเป๋งรับคำสั่งคุมทหารม้าอาชาไนยห้าสิบนาย สอดแนมดูกองทัพโจโฉทั้งแนวหน้าแนวหลัง มิให้เข้าใกล้แต่ต้องได้ข้อมูล มิให้ฝ่ายศัตรูรู้ตัวแต่ฝ่ายเราต้องรู้อย่างจะแจ้ง
ทางฝ่ายเล่าปี่เมื่อหารือกับขงเบ้ง แฮหัวตุ้น แฮหัวเอี๋ยน เสร็จแล้วก็เข้าที่พักผ่อน สองพี่น้องตระกูลแฮหัวออกมานั่งคะนึงถึงลูกเมีย แฮหัวตุ้นในอกร้อนรุ่มจนต้องลุกขึ้นหยิบดาบออกมารำเพื่อให้ไคลเหงื่อช่วยลดทอนความห่วงใยข้างใน แฮหัวเอี๋ยนเหม่อลอยไปทั้งอย่างนั้น ในหัวครุ่นคิดไปต่างๆ นาๆ
"ท่านทั้งสองคงเป็ห่วงคนที่บ้าน" ผมก้าวลงมาจากบันไดหน้าจวนพักของทั้งคู่
"โอ ท่านขงเบ้ง" แฮหัวเอี๋ยนตื่นจากภวังค์ลุกมาคาระวะ ก่อนจะหันไปเรียกอีกผู้หนึ่ง "พี่ใหญ่ ท่านขงเบ้งมา"
แฮหัวตุ้นพละจากดาบ พรี่มาโดยเร็ว "ไม่ทราบว่าท่านขงเบ้งจะมา จึงมิได้ต้อนรับ ขอท่านอย่าถือสา"
"เย่อิงทำขนมเปี๊ยะ ข้าเห็นว่าพวกท่านห่างครอบครัวมา กลัวอาหารในเมืองจะไม่ถูกปาก จึงนำมาให้" ผมยื่นตะกร้าให้แก่ทั้งคู่ ข้างในมีขนมเปี๊ยะอุ่นๆ พึ่งยกเตา สิบกว่าชิ้น
"พวกข้าทั้งสองขอบคุณท่านขงเบ้งมาก ท่านช่างมีน้ำใจเหลือเกิน ครั้งก่อนที่ทุ่งพกบ๋อง ข้าแฮหัวตุ้นเคยว่ากล่าวถึงท่านในทางไม่ดี วันนี้ตัวข้าต้องขออภัยจริงๆ" แฮหัวตุ้นรับตะกร้าพร้อมกับคุกเข่าลงคารวะ แฮหัวเอี๋ยนเห็นผู้พี่ปฏิบัติเช่นนั้นก็น้อมลงทำตามด้วยเช่นเดียวกัน
ผมใกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
อะไรวะเนี้ยยยย!!!
ขนมเปี๊ยะซื้อใจหรือไงกัน
บ้าไปแล้วววววว
ถึงว่า คนโบราณนี่ถือความกตัญญูเป็ที่หนึ่ง ถือน้ำใจเป็ที่สุด พึ่งจะมาเข้าใจก็วันนี้นี่เอง
"ท่านทั้งสองลุกขึ้นก่อนเถอะ อย่าทำอย่างนี้เลย จะทำให้ข้าอายุสั้นเสียเปล่าๆ ข้าเป็ผู้น้อยความจริงควรจะคารวะพวกท่านจึงจะถูก" ว่าแล้วผมก็ย่อตัวลงคุกเข่าแล้วคารวะทั้งสองบ้าง เพราะถ้าหากขนมเปี๊ยะเป็การซื้อใจ คารวะรอบนี้คงซื้อได้ทั้งชีวิตเลยล่ะ
"ท่านขงเบ้งอย่าได้ทำเช่นนี้ อย่าได้ทำเช่นนี้ ไม่สมควรเลย" แฮหัวตุ้นและแอหัวเอี๋ยนรีบฉุดให้ผมลุกขึ้นโดยเร็ว อย่างกับว่าไม่สามารถจะทนเห็นผมคุกเข่าลงต่อหน้าพวกเขาได้
"ท่านนอบน้อมต่อพวกเราเช่นนี้ ข้าแฮหัวตุ้นขอยินยอมทำงานให้ท่าน แม้ตายก็ไม่เกี่ยง" แฮหัวตุ้นกำหมัดแน่นทำเหมือนจะสาบทสาบานอย่างนั้นเลย
"ข้าเองก็เช่นเดียวกัน ขอแค่ท่านขงเบ้งออกคำสั่งมาเท่านั้น"
ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่ทำหน้าซื่อๆ แล้วยิ้มให้ทั้งคู่ก็แค่นั้น แต่ในใจนี่สิ
ฮ่าๆๆๆ
ถ้ารู้ว่าคนยุคนี้หลอกง่ายขนาดนี้นะ!!!!
ไม่ใช่สิ
"ตัวข้ากับท่านทั้งสองตอนนี้พวกเราก็เหมือนล่องเรืออยู่ในลำเดียวกันโดยมีท่านเล่าปี่เป็หัวเรือใหญ่ ต่อไปภายหน้าถ้ามีคลื่นลมก็จำเป็ต้องช่วยกัน ดึงกัน ปกป้องซึ่งกันและกัน สุขก็หัวเราะอยู่ด้วยกัน ทุกข์ก็ร่วมกอดคอกัน ไปจนตลอดรอดฝั่งนั่นแหละ"
หล่อโคตร
แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้น ก็สำนึกดังวาจา ก้มลงคารวะอีกรอบ ผมอยู่สนทนาด้วยสักครู่เดียวพอให้ทั้งสองหายซึมเศร้าคิดถึงลูกเมีย ก็ขอตัวลากลับออกมา