คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 105 หอกที่ทรงพลังประดุจมังกร

            

            “แปดสิบเอ็ดคน? ” คำตอบของซูฉางอันทำให้มู่กุยอวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อยเขามองดูซูฉางอันอย่างจริงจังอีกครั้ง ...มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น

            แม้เขาจะเคยได้ยินมาว่าศิษย์เพียงหนึ่งเดียวในรอบสิบปีของสำนักเทียนหลานมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมเหนือใครในงานหลอมดาวเมื่อต้นปี เขาเอาชนะยอดฝีมือระดับเก้าดาราได้หลายคนทั้งที่มีพลังอยู่ในระดับหลอมจิตเท่านั้น แต่ในตอนนั้นที่เขาทำเช่นนั้นได้ก็เพราะพลังแห่งดาบในปราณดาราที่มั่วทิงอวี่ทิ้งเอาไว้ให้เท่านั้นมาตอนนี้ เมื่อมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งแล้วคนที่พอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้างก็คงจะพอเข้าใจถึงหลักการของ ‘จิตมั่น’ ได้บ้าง ทว่าพลังที่ได้รับจากการถ่ายทอดจากนักรบแห่งดาราจักรจะมีอนุภาพลดลงเรื่อยๆ แทน

            แค่สู้แบบหนึ่งต่อสองกับคนที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกันให้ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้วเรื่องการเอาชนะยอดฝีมือถึงแปดสิบเอ็ดคน ตอนที่เขายังมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเขาก็ยังทำแบบนั้นไม่ได้เลย

            แต่สีหน้าเยือกเย็นของซูฉางอันบอกกับเขาว่าแปดสิบเอ็ดคนที่ว่าเป็นความจริง

            มู่กุยอวิ๋นรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาเลิกคิ้ว ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆแล้วเอ่ยขึ้น “มีทั้งหมดสามสิบหกคน ไหวใช่ไหม? ”

            ซูฉางอันขมวดคิ้วลงต่ำพลางพยักหน้าหงึกหงัก เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมมู่กุยอวิ๋นถึงให้เขาเป็นคนจัดการกับคนทั้งหมดแต่เขาก็ไม่อยากไปคิดเรื่องนั้นเพราะตอนนี้เขาอยากใช้ดาบในมือตัดหัวของใครบางคนออกมาจากบ่าจนแทบจะทนไม่ไหว

            นี่เป็นครั้งแรก...

            ครั้งแรกที่เด็กหนุ่มจากเมืองฉางเหมินตัดสินใจว่าจะแสดงความชั่วร้ายที่มีออกมา

            วินาทีนั้น

            ดาบของเขาส่งเสียงคำรามดังสนั่นขึ้นอย่างยาวนาน

            “ก็แค่เหวี่ยงดาบแล้วฟัน” เขาบอกแบบนั้น

            จากนั้น พลังวิญญาณอันแสนมหาศาลก็ปะทุออกมาจากร่างผอมภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึกของมู่กุยอวิ๋น

            มันพุ่งออกมาจากร่างของซูฉางอันประดุจสายรุ้งที่มีทั้งพลังแห่งดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ และสายฟ้าสีม่วง

            วินาทีนั้น เลือดสีแดงย้อมฉาบอาภรณ์สีขาวของเขาดวงตาที่เคยใสสะอาดกลับเปล่งประกายไปด้วยแววอำมหิตไม่ต่างไปจากหมาป่าจอมชั่วร้าย

            จวนเทพนักรบ มังกรคำราม

            โคมไฟสีแดงนับร้อยถูกแขวนเอาไว้ในที่สูงลิบคนรับใช้ทั้งชายและหญิงกำลังเดินแทรกไปตามโต๊ะอาหารมากมายพร้อมกับถาดสุราและอาหารชั้นเลิศ

            เพราะมีผ้าสีแดงคลุมอยู่ ซือหม่าฉางเสว่จึงมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านนอกแต่เสียงแสดงความยินดีซึ่งดังขึ้นที่ข้างหูก็ทำให้นางเดาได้ว่าภาพตรงหน้าต้องครึกครื้นมากแน่ๆ

            ความรู้สึกมากมายผุดขึ้นกลางใจ นี่เป็นภาพที่นางมักจะฝันถึงมันบ่อยๆ

            น่าเสียดายที่คนที่กำลังรับคำอวยพรเหล่านี้ร่วมกันนาง ไม่ใช่เขาคนนั้น

            คนที่ยืนอยู่ข้างนาง เป็นชายแปลกหน้าที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน

            นางรู้เพียงแค่ว่าเขาคนนี้ชื่อเป่ยทงเสวียน เป็นแม่ทัพที่มาจากซีเหลียงและเป็นเทพนักรบคนใหม่ของแผ่นดินต้าเว่ยเท่านั้น

            นางยังรู้อีกว่าเพื่อให้ได้แต่งงานกับนางเขาถึงกับยอมสังหารหญิงที่รอเขามานานถึงสิบปีลงด้วยตัวเองเรื่องนี้ถูกลือกระฉ่อนไปทั่วเมือง โดยไม่มีใครออกมายับยั้งหรือปิดข่าวเลยสักคนแม้แต่ตัวเขาเองก็เอาแต่นิ่งเงียบเรื่อยมา

            และในตอนนี้ นางกำลังจะแต่งเข้าไปเป็นภรรยาของเขาแล้ว นางรู้สึกโมโหรู้สึกเสียใจ และรู้สึกฝืนใจเหลือเกิน แต่ในที่สุดนางก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรมของตัวเองต่อให้นางจะเป็นซือหม่าฉางเสว่ เป็นลูกสาวของอัครมหาเสนาบดี แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะลบหลู่บิดาของตัวเองอยู่ดี

            ไหว้ฟ้าดิน!

            เสียงกังวานดังขึ้นพร้อมกับหางเสียงที่ถูกลากจนยาวเหยียด

            ในที่สุด บรรยากาศภายในจวนก็ครึกครื้นจนถึงขีดสุด

            แขกเหรื่อมากมายต่างพากันยกแก้วขึ้นสูงแล้วกล่าวแสดงความยินดีกันอย่างพร้อมเพรียง

            บนเวทีเบื้องหน้าชายในชุดสีแดงกับหญิงที่มีผ้าสีแดงปิดหน้ากำลังหันหน้ามาหาแขกในงานแล้วโค้งคำนับพร้อมกัน

            ทันทีที่การโค้งคำนับจบลง แขกในงานก็ร้องชื่นชมว่า ‘ดี’ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

            ไหว้บุพการี!

            คู่บ่าวสาวหันหน้ากลับไปอีกทาง ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งของบุพการีมีเพียงคนชราเจ้าของเส้นผมขาวโพลนซึ่งกำลังหรี่ตาเล็กเพียงคนเดียวเท่านั้น

            คนผู้นั้นเป็นหนึ่งในคนที่ทรงอำนาจมากที่สุดในแผ่นดินต้าเว่ย อัครเสนาบดีที่ครองตำแหน่งนี้มานานนับหลายสิบปีซือหม่าสวี่นั่นเอง

            ในตอนที่ทั้งสองโค้งคำนับให้กับเขา อัครมหาเสนาบดีที่แสนนิ่งขรึมพลันประกายรอยยิ้มบางๆขึ้นทางใบหน้าอย่างยากจะได้เห็น

            คู่บ่าวสาวโค้งคำนับซึ่งกันและกัน!

            ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน

            นี่เป็นขั้นสุดท้ายของพิธี หลังจบพิธี ทั้งสองจะเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริงแล้ว

            แต่น่าแปลกที่ฝ่ายชายไม่ได้มีร่องรอยของความยินดีแฝงอยู่บนใบหน้าเลยราวกับนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอะไรเช่นการกินข้าวหรือล้างจานอย่างไรอย่างนั้น

            ดูเหมือนหญิงภายใต้ผ้าคลุมหัวก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย และร่างของคู่บ่าวสาวชะงักลงอย่างพร้อมเพรียงไม่มีใครยอมขยับเลยแม้แต่น้อย

            บรรยากาศภายในงานเงียบสงัดลงในพริบตาชายชราที่นั่งอยู่บนเวทีเองก็มีสีหน้าเย็นยะเยือกขึ้นเช่นกัน

            “แคกๆ คู่บ่าวสาวโค้งคำนับให้กันและกัน!” ชายผู้รับหน้าที่ดำเนินพิธีการเริ่มทำตัวไม่ถูกเขากระแอมไอแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

            เมื่อได้ยินดังนั้น คู่บ่าวสาวก็ชะงักกึกลงไปอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

            “รีบโค้งคำนับกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว” ชายชราบนเวทีหยิบแก้วน้ำชาที่ข้างมือขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาเช่นนั้น

            เสียงของเขาไม่ได้ดังอะไรมากมายแต่นั่นกลับทำให้ทุกคนในงานรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันที

            ในที่สุด คนทั้งสองก็เริ่มขยับขึ้นอีกครั้ง พวกเขาค่อยๆ โค้งตัวลง พลางก้มหัวลงต่ำอย่างช้าๆพวกเขาทำทั้งหมดอย่างเชื่องช้า ราวว่าคนที่ตนกำลังโค้งให้ไม่ใช่คู่ชีวิตที่จะดูแลกันไปจนแก่จนเฒ่าแต่เป็นโชคชะตาบางอย่างต่างหาก โชคชะตาที่พวกเขาไม่อยากยอมรับมัน...

            “มังกรคำราม!”ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงคำรามที่ดังสนั่นประหนึ่งเสียงแห่งอัสนีก็ปะทุขึ้น

            เมื่อสิ้นเสียง บางอย่างก็ระเบิดประตูของโถงจัดงานภายในจวนจนแหลกกระจุย

            มันเป็นหอกยาวนั่นเองเป็นหอกสีแดงฉานที่มีเงามังกรลอยวนเวียนอยู่รอบด้าน พุ่งเข้ามาพร้อมกับหิมะที่ปลิวว่อนอยู่เต็มนภามันพุ่งเข้ามาด้านในด้วยความรวดเร็ว ไม่ต่างจากลูกธรที่ถูกพุ่งยิงออกมาเลย

            เป็นการโจมตีที่ทั้งกะทันหันและรวดเร็วไม่เบา

            ยังไม่ทันที่คนมากมายภายในงานจะได้สติจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหอกยาวก็พุ่งไปประชิดตัวชายในชุดแดงที่ยืนอยู่บนเวทีเสียแล้ว

            ทว่าใบหน้าที่เย็นยะเยือกดุจดั่งก้อนน้ำแข็งของชายชุดแดงกลับไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลย

            เขายื่นมือออกไปดึงร่างของซือหม่าฉางเสว่ที่ยังคงยืนอึ้งเพียงเท่านั้นร่างของนางก็ถูกดึงไปหลบอยู่ที่ด้านหลังของเขาเสียแล้ว

            ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกของเขาประกายแสงสว่างวาบ พลันกระบี่กว่าสิบเล่มก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของผู้เป็นเจ้าบ่าวทันทีที่เขาถ่ายทอดคำสั่งทางจิตออกไปกระบี่เหล่านั้นก็พุ่งตรงเข้าไปปะทะกับหอกยาวด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าเสียแล้ว

            เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

            แม้หอกสีแดงจะแลดูทรงพลังและรุนแรงเป็นอย่างมากแต่เมื่ออาวุธทั้งสองประชันหน้ากันได้เพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นหอกยาวก็ถูกกระบี่เล่นงานจนลอยกระเด็นออกไปแล้ว

            บูตของใครบางคนก้าวเข้ามาภายในโถงจัดงาน

            ผู้เป็นเจ้าของยื่นมือออกไปด้านหน้าก่อนหอกยาวสีแดงจะร่วงลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแม่นยำและมั่นคง

            “มู่กุยอวิ๋น? ”

            แขกที่มาร่วมงานต่างรู้ฐานะของผู้มาเยือนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น พวกเขาส่งเสียงอุทานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะเริ่มซุบซิบและพูดคุยเพื่อถามถึงต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น

            เป่ยทงเสวียนบนเวทีสูงมองไปยังมู่กุยอวิ๋นที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยสีหน้าเย็นยะเยือกเขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงเตรียมจะถามบางอย่างออกไป ทว่าในตอนนั้นเองเมื่อได้ยินชื่อของผู้มาเยือน ซือหม่าฉางเสว่ที่หลบอยู่เบื้องหลังก็สะดุ้งโหยง ดึงผ้าคลุมศีรษะออกแล้ววิ่งอ้อมร่างของเป่ยทงเสวียนมายืนอยู่เบื้องหน้าโดยไม่แม้แต่จะคิดเลยด้วยซ้ำ“กุยอวิ๋น!” นางร้องเสียงดังลั่น

            น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนใจกับแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความห่วงใยทำให้ทุกคนเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องนี้ได้ในพริบตาคนบางพวกแอบหัวเราะขึ้นในใจ... สนุกแน่งานนี้

            เป่ยทงเสวียนก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเช่นกัน เขามองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆก่อนจะมองไปยังชายเจ้าของใบหน้าเย็นเยียบที่กำลังก้าวเข้ามาหาทีละก้าวๆพร้อมกับหอกยาว จากนั้นเอ่ยขึ้นในที่สุด “เจ้าไม่น่ามาเลย”

            “ทำไมกัน” มู่กุยอวิ๋นถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแต่กลับไม่ได้มองมาที่เป่ยทงเสวียนเลยแม้แต่น้อย เอาแต่มองซือหม่าฉางเสว่หญิงในชุดวิวาห์สีแดงตาไม่กะพริบ ราวสายตาคู่นั้นถูกตรึงเอาไว้เช่นนั้น

            “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า” เป่ยทงเสวียนบอกพลางส่ายหน้าเขาตอบออกไปราวกำลังทอดถอนใจ “เมื่อไม่มีกระบี่ไน่เหอมาด้วยการมาของเจ้าก็ไม่ต่างไปจากการมาตายเปล่า”

            คำพูดของเป่ยทงเสวียนชัดเจนมาก มู่กุยอวิ๋นไม่มีกระบี่ไน่เหอมาด้วยเพราะนั่นเป็นของขององค์ชายห้า ในงานฉลองเขานำมันออกมาใช้ในการต่อสู้โดยอ้างว่าทำเพื่อสร้างความบันเทิงแก่องค์จักรพรรดิได้ทว่าหากมู่กุยอวิ๋นนำมันออกมาในตอนนี้ นั่นย่อมหมายความว่าการกระทำของเขาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากองค์ชายห้านั่นเอง ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเป่ยทงเสวียนก็เป็นถึงเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ยที่องค์จักรพรรดิเป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเองและการวิวาห์ในครั้งนี้ก็เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีทุกประการ ถือเป็นงานวิวาห์ที่ได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิเสียด้วยซ้ำ

            ก่อนที่องค์จักรพรรดิจะกลับสู่อ้อมกอดของหมู่ดาว ไม่ว่าอย่างไรองค์ชายห้าไม่กล้าทำเรื่องที่ถือเป็นการลบหลู่พระองค์แบบนั้นแน่

            ทางด้านมู่กุยอวิ๋น เมื่อไม่มีกระบี่ไน่เหอ เขาก็มีพลังต่ำกว่าเป่ยทงเสวียนถึงหนึ่งระดับเลยทีเดียวมู่กุยอวิ๋นในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอย่างแน่นอน และเป่ยทงเสวียนมั่นใจในข้อนี้มาก

            “ต้องสู้กันก่อน จึงจะรู้ว่าใช่คู่ต่อสู้หรือไม่!” มู่กุยอวิ๋นยอมถอนสายตาออกมาจากร่างของซือหม่าฉางเสว่ในที่สุดทันใดนั้น พลังอำนาจในร่างของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พลันกระแสแห่งพลังวิญญาณที่น่าสยดสยองปะทุออกมาจากร่างของเขาอย่างรวดเร็ว

            มู่กุยอวิ๋นใช้การกระทำเช่นนี้ประกาศให้เป่ยทงเสวียนรับรู้ถึงการตัดสินใจของเขานั่นเอง...

            ดูเหมือนเป่ยทงเสวียนจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่ได้ปรากฏความประหลาดใจออกมาทางสีหน้าเพียงหันไปคำนับให้ซือหม่าสวี่ที่นั่งอยู่บนแท่นด้านหลังเท่านั้น

            “ท่านพ่อตา เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของเขยเถิดขอรับ”เป่ยทงเสวียนบอกแบบนั้น

            “อืม” ซือหม่าสวี่ที่ยังคงหรี่ตาเล็กพยักหน้าเบาๆก่อนจะหยิบแก้วชาที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาอีกครั้งด้วยท่าทางสบายๆและกล่าวเช่นนี้ออกมาก่อนจะจิบชาในแก้ว “ไปเถอะ แต่สั่งสอนก็พอ อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายของท่านเสนาบดี การมีนิสัยผยองและเอาแต่ใจก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา”

            “อืม” เป่ยทงเสวียนขานรับด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งขณะที่กระแสแห่งพลังวิญญาณอันแสนมหาศาลก็ปะทุออกมาจากร่างใหญ่ในพริบตา

            แต่พลังของเขาไม่ได้ร้อนแรงราวกับดวงตะวันและมีจำนวนมากมายมหาศาลราวกับคลื่นน้ำในมหาสมุทรเหมือนกับพลังที่มู่กุยอวิ๋นแสดงออกมาแต่อย่างใดทว่าพลังของเขากลับแฝงไปด้วยกระแสแห่งความเย็นยะเยือกและรังสีสังหารที่ทำให้ผู้ได้สัมผัสพากันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มันเป็นพลังที่สมจริงราวเป็นสิ่งที่จับต้องได้เลยทีเดียว

            รังสีสังหารของเป่ยทงเสวียนครอบคลุมร่างของมู่กุยอวิ๋นเอาไว้ด้วยเวลาเพียงชั่วพริบตาพลันมือที่จับหอกยาวก็สั่นเทาขึ้นทันทีทันใด นั่นไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวหรอกนะแต่ดูเหมือนพลังวิญญาณที่แสนเย็นยะเยือกของเป่ยทงเสวียนจะแฝงไปด้วยพลังที่น่าสยดสยองบางอย่างซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนพลังวิญญาณของศัตรูนั่นเอง

            และในตอนนั้นเอง ในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียที... ณ งานเลี้ยงภายในพระราชวังเป่ยทงเสวียนยังซ่อนพลังเอาไว้ ไม่ยอมแสดงพลังกว่าครึ่งที่มีออกมาทว่าสิ่งที่เพิ่งค้นพบก็ทำให้เขารู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกันว่าทำไมเป่ยทงเสวียนที่มีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้จึงยอมอยู่ในอันดับที่แปดสิบเจ็ดของอันดับผืนฟ้าเท่านั้น?

            “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าจริงๆ”เสียงเย็นยะเยือกของเป่ยทงเสวียนดังขึ้นอีกครั้งเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจเหลือเกิน ราวต้องการจะกล่อมให้มู่กุยอวิ๋นหยุดการกระทำนั้นลงอย่างจริงใจเช่นนั้น

            วินาทีที่เป่ยทงเสวียนปลดปล่อยรังสีสังหารออกมา มู่กุยอวิ๋นก็รู้แล้วว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงแต่เขาก็ยังไม่คิดจะล้มเลิกความตั้งใจอยู่ดี

            เขาคือมู่กุยอวิ๋น

            เป็นบุตรชายของเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ย

            เป็นอันดับหนึ่งของอันดับผืนดิน

            เป็นยอดอัจฉริยะที่ถูกยกย่องว่าสามารถเทียบชั้นกับยอดอัจฉริยะที่เก่งกาจเหนือมนุษย์เช่นมั่วทิงอวี่ได้

            ดังนั้น เขาขมวดคิ้วลงต่ำพลางคำรามเสียงดังลั่นแล้วส่งพลังเข้าไปข่มรังสีสังหารที่เย็นยะเยือกของเป่ยทงเสวียน ซึ่งเริ่มพากันรุกรานเข้ามาภายในร่างของเขาอย่างต่อเนื่องลง

            จากนั้นมู่กุยอวิ๋นก็เขย่งเท้า ทะยานออกไปด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าทันที

            ลมหนาวพัดโชย ลูบให้ความหนาวเย็นและหิมะสีขาวแทรกเข้ามาในจวนเทพนักรบที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามและยิ่งใหญ่แห่งนี้

            เขามีดวงตาที่เปล่งประกายงดงามราวกับแสงดาวและพุ่งหอกออกไปด้วยความทรงพลังประดุจราชันมังกรใต้พิภพ

            หอกยาวพุ่งออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมกับสายลมและหิมะที่พัดผ่าน

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน