แม้จะสร้างบ้านหลังใหญ่โตแผ้วถางที่ดินทำไร่ไถนา แต่ใครเล่าจะคาดคิด ว่าเขาจะด่วนจากไปตั้งแต่วัยหนุ่ม...
หมิงเป่าจูหลุบเปลือกตาเก็บงำความรู้สึกไว้ในดวงตา
แม้จะได้รับผลกระทบจากเจ้าของร่างเดิมยังคงมีความทรงจำในอดีตอยู่บ้าง แต่ภาพของบิดามารดาก็เลือนรางไปนานแล้ว
สิ่งที่ยังคงเด่นชัดมีเพียงใบหน้าอันน่ารังเกียจของหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อที่เข้ามาครอบครองบ้านของนางอย่างไร้ยางอายรวมถึงการทุบตีอย่างโหดร้ายในที่ลับตาคนครั้งแล้วครั้งเล่า
“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะข้าหาบ้านดีๆ ในเมืองไว้ได้แล้ว ส่วนบ้านหลังนั้นจัดสรรปันส่วนให้ครอบครัวที่ตกยากในหมู่บ้านไปเถิด”หมิงเป่าจูเอ่ยเสียงเรียบ
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจยาวนึกแล้วเชียว ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันของหมิงเป่าจู ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะรั้งนางไม่อยู่
ด้วยทักษะการแพทย์อันดีเยี่ยมของนางไหนเลยจะยอมจมปลักอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ของพวกเขาแห่งนี้
เดิมทีเขาตั้งใจจะเชิญนางมาเป็นหมอประจำหมู่บ้านดูท่าคงหมดหวังเสียแล้ว
“เช่นนั้นเจ้าจะย้ายออกไปเมื่อใดข้าจะให้คนมาช่วยขนของ!”
เมื่อรั้งคนไม่ได้ก็ทำได้เพียงทิ้งความทรงจำที่ดีต่อกันไว้ หากภายภาคหน้าผู้ใดเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องร้องขอให้นางช่วยเหลือก็อย่าได้กินแหนงแคลงใจกันเพราะเรื่องราวก่อนหน้านี้เลย
เรื่องบ้านเขาจะไม่แตะต้องส่วนที่ดินสามารถปล่อยเช่าให้ผู้อื่นทำมาหากิน เก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน รวบรวมไว้รอวันที่หมิงเป่าจูกลับมาค่อยมอบให้นางทั้งหมด
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง หากภายหน้ามีเรื่องอะไร ก็ไหว้วานคนไปแจ้งข่าวที่ในเมืองได้เรื่องที่สามารถช่วยได้ข้ายินดีช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
หมิงเป่าจูเดาความคิดของหัวหน้าหมู่บ้านออกวันก่อนนางได้พูดอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ถือโทษโกรธเคืองเขา
เพียงแต่คนสูงวัยมักคิดมากเป็นธรรมดาสิ่งที่นางให้ได้ก็มีเพียงคำสัญญานี้เท่านั้น
บ้านของนางมีเพียงกำแพงสี่ด้านยิ่งไม่มีของสิ่งใดที่ต้องย้าย
ในบ้านไม่มีเครื่องเรือนที่มีราคาเสื้อผ้าหรือถุงเท้ารองเท้าก็มีอยู่ชุดเดียว แม้แต่ผ้าห่มและที่นอนก็ทั้งเก่าและขาดจนเห็นนุ่นด้านในสิ่งของเหล่านี้รอไปซื้อใหม่ในเมืองทีเดียวก็แล้วกัน
หมิงเป่าจูคิดแล้วก็ปวดหัวค่าใช้จ่ายก้อนโตอีกแล้ว นางต้องกลับไปคำนวณให้ดี
“ท่านอยู่กินข้าวด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ”หมิงเป่าจูกล่าว ท้ายที่สุดแล้วหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือตนเองอยู่บ้าง
“ไม่ล่ะ ไม่ล่ะที่บ้านทำกับข้าวไว้แล้ว รอข้ากลับไปอยู่ พวกเจ้ากินกันเถอะ พวกเจ้ากินกันเถอะ...”
หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าพร้อมกับปฏิเสธประคองไม้เท้าเดินจากไปอย่างเชื่องช้า
หมิงเป่าจูมองตามสักพักก็หันหลังกลับเข้าบ้าน“ของอร่อยมาแล้ว! มีใครจะมาช่วยรับของจากข้าบ้าง!”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในลานบ้านก็ตะโกนเสียงดังหมิงเป่าอวี้ได้ยินเสียงพี่สาวก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ
เมื่อเห็นสิ่งของพะรุงพะรังเต็มมือพี่สาวก็รีบเข้าไปรับมาพลางยกขึ้นมาดมซ้ายทีขวาที จมูกอันว่องไวก็ได้กลิ่นหอมหวานของขนม
“ขนมอบเหมยกุย[1]!แล้วก็ผงซิ่งเหริน[2]!วุ้นซานจา[3]!ขนมเปี๊ยะไส้เกาลัด! พี่สาวช่างรู้ใจข้าจริงๆ!” หมิงเป่าอวี้เอ่ยออกมาทีละอย่าง
“พี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าจะมีความสามารถเช่นนี้!”หมิงเป่าจูปรบมือด้วยความประหลาดใจ
ของทุกอย่างถูกห่อรวมกันอยู่ในกระดาษน้ำมันข้างๆ ยังมีกลิ่นฉุนของสุราฮวาเตียว น้องชายกลับสามารถบอกได้ถูกทั้งหมด!
“ฮิๆ!” หมิงเป่าอวี้หัวเราะอย่างไร้เดียงสาก่อนถือของเข้าไปในบ้าน
“เป่าอวี้วางของแล้วไปเชิญป้าจงกับลุงกู้มากินข้าวกัน พรุ่งนี้พวกเราจะย้ายบ้านกันแล้วนะ!”
หมิงเป่าจูสะพายกระบุงที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบอาหารเดินเข้าครัวไปพร้อมกับกำชับน้องชาย
“ได้เลย! อะไรนะ!ย้ายพรุ่งนี้เลยหรือ!”
หมิงเป่าอวี้ตอบรับอย่างรวดเร็วก่อนจะตั้งสติได้ว่าพี่สาวพูดอะไรออกมา เขากระโดดโลดเต้นเข้าไปในครัวด้วยความดีใจ ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายวับวาว
“ใช่แล้ว!ดีใจหรือไม่!”
หมิงเป่าจูมองน้องชายที่เอียงตัวโผล่ศีรษะออกมาจากกรอบประตูราวกับกระรอกน้อยก็ยื่นมือไปลูบผมของเขาด้วยความเอ็นดู
แน่นอนว่าดีใจ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีปรีดาที่สุดตั้งแต่เขาเติบโตมา!
นอกจากการติดตามพี่สาวเข้าเมืองไปสองครั้งเวลาอื่นๆ เขาก็อยู่อาศัยและเติบโตมาบนผืนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าแห่งนี้
แต่กลับไม่เคยคิดถึงบ้านหรือมีความรู้สึกผูกพันกับผู้คนเหมือนเด็กคนอื่นๆแม้แต่น้อย
ความปรารถนาเดียวของเขาคือหนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดแม้ว่าตอนนี้หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อจะไม่อยู่ในหมู่บ้านแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำที่มีต่อที่นี่ยังคงเลวร้าย
“ต่อจากนี้ไปพวกเราจะมีแต่วันเวลาที่ดีรีบไปเถอะ!”
หมิงเป่าจูมองน้องชายด้วยสายตาที่แน่วแน่ก่อนจะเร่งให้เขาไปเชิญแขก
หมิงเป่าอวี้เพิ่งออกไปประตูห้องครัวก็ปรากฏเงาร่างของใครอีกคน หากมิใช่หลี่ไหวฺอวี้แล้วจะเป็นใครไปได้
“ท่านออกมาได้อย่างไร”
เขากุมท้องด้วยท่าทางอ่อนแอใบหน้าพอจะมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงซีดเซียวกว่าปกติ
แทนที่จะนอนพักอยู่บนเตียงกลับออกมาเดินเพ่นพ่าน ไม่กลัวแผลปริหรืออย่างไร
“ตกลงเรื่องร้านได้แล้วหรือ”
หลี่ไหวฺอวี้ยืนพิงกรอบประตูทว่าคราวนี้มือกลับมิได้กอดอก แต่กลับประคองที่ท้องอย่างอ่อนแรง
“อืม! แปดสิบตำลึงเงินด้านหลังยังมีเรือนอีกหลัง สามารถอยู่อาศัยได้” น้ำเสียงของนางบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ
“ไม่น่าจะหาง่ายเพียงนั้น”
หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้วขึ้นเงื่อนไขดีเช่นนี้ซ้ำยังราคาถูกมาก อย่าให้ถูกหลอกเข้าล่ะ
“หาง่ายจะตายไม่เห็นจะลำบากเลย ดูนี่!”
หมิงเป่าจูสะบัดมือที่เปียกน้ำซาวข้าวเช็ดมือกับเสื้อผ้าของตนเอง จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ
หลี่ไหวฺอวี้รั้งสายตากลับมาไอเบาๆ แก้กระดาก ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้น กระดาษสองแผ่นก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เขารับมาดูอย่างละเอียดก็พบว่ามันคือโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขาย
“มีทั้งโฉนดที่ดินและสัญญาประทับตราของศาลาที่ว่าการแล้ว ไม่น่าจะปลอมได้” หมิงเป่าจูกล่าวพลางซาวข้าวต่อ
“ไม่ใช่ของปลอม”หลี่ไหวฺอวี้พยักหน้า
หากเป็นของปลอมจริงคนขายให้คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว การปลอมแปลงโฉนดที่ดินและตราประทับของทางการ ล้วนแต่เป็นโทษมหันต์ทั้งสิ้น
“ท่านดูสัญญานี่สิ”หมิงเป่าจูกล่าว
หลี่ไหวฺอวี้คิดว่าสัญญานี้อาจจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกันซึ่งเขาไม่ได้สังเกตเห็น จึงหยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นเชิงถาม
“ท่านดูสิสัญญาฉบับนี้ถูกฉีกออกเป็นสองส่วน แต่ละฝ่ายเก็บไว้คนละครึ่ง เชื่อถือได้มากกว่าสัญญาสองฉบับที่เหมือนกันเสียอีกคนที่คิดวิธีแบบนี้จะต้องฉลาดหลักแหลมมากเป็นแน่!”
ทุกครั้งที่เห็นหนังสือสัญญาหมิงเป่าจูก็อดคิดแบบนี้ไม่ได้
ใครก็ตามที่ลงนามทำสัญญาย่อมให้ความสำคัญกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันหลังการทำธุรกรรมไม่อาจทำลายได้โดยง่าย
แต่คนผู้นี้กลับทำเช่นนี้ซ้ำยังผ่านการรับรองจากกฎหมาย ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั่วแว่นแคว้น ไม่ว่าสติปัญญาหรือฐานะย่อมไม่อาจดูแคลนได้ทั้งสิ้น
หมิงเป่าจูชื่นชมด้วยความจริงใจและครุ่นคิดอย่างจริงจัง จนไม่ได้สังเกตเห็นว่าคนข้างๆ เริ่มจากอึ้งงันไปชั่วครู่ ก่อนที่มุมปากจะยกสูงขึ้นอย่างไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้
จนกระทั่งหลี่ไหวฺอวี้หลุดหัวเราะออกมาหมิงเป่าจูจึงรู้สึกตัว หันไปมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจราวกับมองคนโง่
“ท่านหัวเราะอะไร”สิ่งที่นางพูดน่าขันนักหรือ
นางถูกหลี่ไหวฺอวี้หัวเราะจนโมโหอดไม่ได้ที่จะทบทวนคำพูดของตนเองอย่างจริงจัง ก็ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน
พอเห็นคนผู้นั้นไม่ยอมหยุดหัวเราะเสียทีหมิงเป่าจูก็อดไม่ไหวแล้ว จึงสะบัดน้ำในมือใส่หน้าของเขาอย่างหัวเสีย “กลับไปนอนเลยไป!”
เมื่อเห็นว่าหมิงเป่าจูโมโหเข้าจริงๆหลี่ไหวฺอวี้จึงพยายามหยุดหัวเราะ หันหลังกลับเข้าห้องอย่างยากลำบาก ทว่ากลับเดินช้ากว่าปกติ
ช่วยไม่ได้ การกลั้นหัวเราะทำให้แผลถูกกระทบกระเทือนจนเจ็บแปลบขึ้นมาอีกหนแต่เขาก็ไม่กล้าปริปากบอกหมิงเป่าจู ไม่อย่างนั้นคงโดนต่อว่าอย่างหนักอีกเป็นแน่
เมื่อกลับมาถึงห้องทางด้านตะวันตกรอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างชัดเจน รีบเลิกชายเสื้อขึ้นเพื่อตรวจดูแผลอย่างระมัดระวัง
[1] ขนมอบเหมยกุย(玫瑰花酪) หรือ สโคนกุหลาบเป็นขนมอบกึ่งบิสกิตที่มีกลีบดอกกุหลาบเป็นองค์ประกอบหลัก จึงมีความหอมหวานของกุหลาบผสานกับความกรอบและนุ่มของสโคน
[2] ผงซิ่งเหริน(杏仁霜) หรือครีมอัลมอนด์ทำมาจากผลอัลมอนด์เป็นวัตถุหลักนำมาชงเป็นเครื่องดื่มมีสีขาวอุดมไปด้วยสารอาหาร
[3] วุ้นซานจา(山楂糕) คือขนมที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาคเหนือของประเทศจีนในปักกิ่งเรียกว่า จิงเกา โดยคั้นน้ำจากผลซานจาต้มให้เดือด ใส่น้ำตาล วุ้น สารส้ม ฯลฯแล้วเทลงไปในแม่พิมพ์รอจนจับตัวเป็นก้อนแล้วตัดออกมา มีรสหวานอมเปรี้ยวแบบผลซานจา