เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 45 กงล้อมายากร่อนวิญญาณ

    ทันทีที่ร่างของอวิ่นหนิงเจี่ย ถูกวังวนโลหิตดูดกลืนลงสู่หลุมดำทมิฬเบื้องล่าง สติของเขาพลันดับวูบลงแสงสว่างสุดท้ายที่สัมผัสได้คือความสิ้นหวังอันแสนสาหัสที่กลืนกินวิญญาณ

    ทันทีที่ร่างของเด็กหนุ่มลับหายไปเรื่องราวประหลาดที่มิอาจอธิบายด้วยสามัญสำนึกพลันบังเกิดขึ้น!

    ในเสี้ยววินาทีที่มหาวิหารกำลังจะพังทลายและท้องฟ้ากำลังจะถูกทำลายทุกสรรพสิ่งพลัน "หยุดชะงัก" ลงราวกับถูกแช่แข็งไว้ในแท่งน้ำแข็งแห่งกาลเวลาเศษหินที่ร่วงหล่นค้างติ่งอยู่กลางอากาศธาราโลหิตที่เคยเดือดพล่านกลับสงบนิ่งประดุจกระจก

    เห็นร่างของเทวทูตปีศาจ ที่กำลังถูกเพลิงกางเขนแห่งการพิพากษาแผดพลันโบกมือคราหนึ่งอย่างแผ่วเบา...เพลิงพิพากษาที่รุนแรงพลันสลายหายไปเป็นละอองแสงระยิบระยับจางหายไป

    ทันใดนั้นมิติรอบด้านพลันบิดเบี้ยวและพับม้วนเข้าหากัน! ภาพวิหารที่น่าสยดสยองท้องฟ้าสีม่วงเลือด และกลิ่นอายแห่งความตายถูกลบเลือนออกไปราวกับภาพวาดที่ถูกปัดฝุ่นพื้นที่ที่เคยเป็นสนามรบพินาศบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็น ที่ราบสีเขียวขจี อันกว้างใหญ่ไพศาล

    สายลมเย็นชื่นใจพัดผ่านทุ่งหญ้าที่พริ้วไหวดอกไม้ป่าส่งกลิ่นหอมขจรขจาย ฝูงสัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณที่ดูเป็นมิตรต่างเดินหากินกันอย่างสงบสุขแสงแดดยามกลางวันอันอบอุ่นส่องสว่างไปทั่วทิศทางประดุจสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าราวกับว่าเรื่องราวสยดสยองเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนดินแดนแห่งนี้

    เงาร่างมหึมาสีนิลของเทวะทูตปีศาจค่อยๆแปรเปลี่ยนไป แทนที่ด้วยร่างของชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้หนึ่งซึ่งยืนตระหง่านอย่างสง่างาม

    ชายผู้หนุ่มนี้มีเรือนผมสีเงินยวดยาวสลวยถึงกลางหลังสวมอาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์ที่ถักทอด้วยเส้นไหมลวดลายงดงามใบหน้าของเขาหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งความเมตตาดวงตาคู่สวยฉายแววอ่อนโยนทว่ากลับมีรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าลึกๆเขายืนสง่าเอามือไพล่หลัง ร่างกายเปล่งออร่าสีทองอ่อนจางๆ

    เขาทอดถอนใจแผ่วเบาพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับเสียงพิณสวรรค์

    "หวังว่าข้าคงมิได้ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวัง..."

    เขาจ้องมองไปยังขอบฟ้าไกลตาที่แสงอาทิตย์กำลังทอแสงอบอุ่นเขารำพึง

    "เจ้าเด็กนั่น... หวังว่าจิตวิญญาณจะแข็งแกร่งกว่า...ไม่อย่างนั่น...อย่าตายเสียก่อนหล่ะ ข้าตั้งตารอคอย... รอคอยเหลือเกิน" ร่างนั้นพึมพำกับสายลมที่พัดโชยแผ่วเบา...........................................

    จิ๊บ จิ๊บ เสียงนกร้องดังมาจากที่ห่างไกล ...“หนิงเอ้อ... พี่หนิงเจี่ย... หนิงเจี่ย!”

    เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกลประหนึ่งเสียงระฆังที่ตีท่ามกลางม่านหมอกอวิ่นหนิงเจี่ยรู้สึกเหมือนวิญญาณของเขาที่หลุดลอยไปในห้วงอวกาศอันมืดมิดถูกกระชากกลับคืนสู่ร่างอย่างกะทันหันเด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ทว่าแสงแดดจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายมงคลกลับทำให้เขาต้องหลับตาลงอีกครั้งเพื่อปรับม่านตาที่พร่าเลือน

    หัวใจของเขาเต้นรัวแรงกดดันมหาศาลและความเย็นเยียบที่เคยเกาะกินกระดูกหายไปสิ้นเหลือเพียงความอบอุ่นของฟูกหนาและกลิ่นกำยานอ่อนๆ ที่คุ้นเคย

    เขาพยายามลืมตาอีกครั้งคราวนี้ภาพเบื้องหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเงาผู้คนมากมายรายล้อมมองดูเขาด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยเสียงตื่นเต้นยินดีเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างๆ พร้อมกับสัมผัสที่อ่อนโยนบนหน้าผาก

    “หนิงเอ้อ เป็นเช่นไรบ้างลูก? รู้สึกตัวเสียที!”

    กลิ่นหอมกรุ่นประดุจดอกกล้วยไม้ป่าโชยมาร่างหญิงงามในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนรีบเข้าประคองเด็กหนุ่มที่กำลังสับสนมึนงงให้ค่อยๆลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ

    “อย่าเพิ่งฝืน... เจ้ากำลังฟื้นพักผ่อนอีกสักหน่อยดีหรือไม่?” นางคือ ฉิงอวี้ มารดาของหนิงเจี่ยใบหน้าของนางที่เคยดูสงบนิ่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความกังวลนางหันไปสั่งบ่าวรับใช้ด้านหลัง “ไปดูที่ห้องครัวซิ ‘น้ำซุปไก่ดำสวรรค์เก้าโอสถ’ ที่เคี่ยวไว้ได้ที่หรือยัง รีบยกมาให้นายน้อยเร็วเข้า!”

    ในขณะที่หนิงเจี่ยกำลังงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกเงาร่างหนึ่งพลันถลนเข้ามาพร้อมกลิ่นกายสาวหอมฟุ้งประดุจมวลบุปผายามเช้าดวงหน้างามสล้างกระโดดขึ้นมานั่งข้างเตียงอย่างไม่ถือตัวนางเอื้อมมือเรียวงามที่สั่นเทาน้อยๆ แตะที่ซอกคอของเด็กหนุ่มอย่างเบามือ

    “ตัวเย็นลงบ้างแล้ว...ข้าเป็นห่วงท่านพี่แทบแย่ หากท่านเป็นอะไรไป ข้าจะหน้าไปพบผู้ใดได้” นางคือ ฉุนอวิ๋นเยี่ยนฟาง คู่หมั้นสาวผู้มีรอยยิ้มตรึงตราใจบัดนี้ดวงตาคู่สวยของนางรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา

    หนิงเจี่ยขมวดคิ้ว ลำคอแห้งผาก“เยี่ยนฟาง... ท่านแม่... นี่ข้า...”

    “ข้านึกว่าเจ้าจะแย่ซะแล้ว!”เสียงยียวนอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง หนิงเจี่ยหันไปมองพบร่างของ หนิวมู่อี้ ที่ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ค่อยเดินมายังขอบเตียงกล่าว  “จู่ๆเจ้าก็หมดสติไป ทำพวกเราตกใจแทบแย่ เจ้าไม่เป็นไรใช่มั่ย?”

    “ข้าว่าควรให้ปราญ์โอสถมาตรวจอาการหนิงเจี่ยสักหน่อยนะขอรับท่านป้า”ต้วนผิงอัน ที่ยืนอยู่กล่าวขึ้น

    หนิงเจี่ยฟังคำสนทนาเหล่านั้นด้วยความมึนงงขีดสุดความทรงจำในหัวของเขาสับสนวุ่นวายดุจด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง หมดสติ ข้าน่ะหมดสติไป อย่างนั้นหรือ?เขาก้มลงมองมือของตนเอง เขารู้สึกเหมือนร่างกายและวิญญาณกำลังอ่อนแรง

    “ข้า... ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่?” หนิงเจี่ยพึมพำออกมา แววตาว่างเปล่าสลับกับความสับสน “ข้า...ข้ารู้สึกแปลกๆ เหมือนข้าเพิ่งผ่านฝันที่ยาวนาน... ยาวนานเหลือเกิน”

    “เจ้าก็อยู่ที่บ้านของเจ้าสิ หนิงเจี่ย”ฉิงอวี้ลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู “เจ้ากำลังเพิ่งฟื้น นอนพักก่อนเถิดลูก”

    หนิงเจี่ยเอนหลังลงบนหมอนอย่างเลื่อนลอยความรู้สึกประหลาดที่ติดอยู่ที่ก้นบึ้งของหัวใจบอกเขาว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องทว่าบรรยากาศรอบข้างที่แสนอบอุ่นและเสียงเจื้อยแจ้วของเยี่ยนฟางกลับดึงรั้งสติของเขาให้จมดิ่งลงสู่ความจริงเบื้องหน้านี้อย่างช้าๆ

    หนิงเจี่ยกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เขารักหัวใจของเขาวูบไหวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกกลิ่นน้ำซุปไก่ดำที่เริ่มโชยมาทำให้ท้องของเขาร้องประท้วงทว่าในส่วนลึกของจิตวิญญาณ กลับมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากความว่างเปล่า...

    “อย่าตายเสียก่อนล่ะ... ข้าตั้งตารอคอย... รอคอยเหลือเกิน”

    หนิงเจี่ยสะดุ้งสุดตัวเขาหันไปมองรอบห้องแต่ไม่มีใครแสดงอาการว่าได้ยินเสียงนั้น

    “เป็นอะไรไปท่านพี่?” เยี่ยนฟางถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของเขา

    “ทุกท่านข้า... ข้าขออยู่คนเดียวสักพักได้ไหม?”หนิงเจี่ยเอ่ยด้วยเสียงพร่ามัว...

    แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงตกกระทบลงบนใบหน้าของ อวิ่นหนิงเจี่ย ที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้กลิ่นกำยานช่วยประโลมประสาทสัมผัสที่เพิ่งฟื้นตื่นให้เข้าสู่สภาวะผ่อนคลาย

    “ค่อยๆ จิบนะลูก... ซุปไก่ดำสวรรค์เก้าโอสถนี้ แม่เคี่ยวเองกับมือใส่โสมพันปีและบัวหิมะเพื่อบำรุงชีพจรของเจ้าโดยเฉพาะ”

    ฉิงอวี้ ผู้เป็นมารดากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลนางประคองชามกระเบื้องเคลือบสีขาวมุก ยื่นช้อนไม้หอมมาจ่อที่ริมฝีปากของหนิงเจี่ยดวงตาของนางฉายแววรักใคร่เอ็นดูอย่างที่สุด

    “ขอรับท่านแม่...” หนิงเจี่ยตอบแผ่วเบา เขาจิบซุปนั้นเข้าไปรสชาติกลมกล่อมและพลังปราณอุ่นๆ ไหลลงสู่ท้อง

    ข้างเตียงนั้นฉุนอวิ๋นเยี่ยนฟาง ยังคงกุมมือหนิงเจี่ยไว้แน่นมือของนางนุ่มนวลและหอมกรุ่นจนคนยากจะตัดใจ นางซบหน้าลงบนแขนของเขาพลางสะอื้นเบาๆ“ท่านพี่... หากท่านเป็นอะไรไป ข้าคงมิอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงลำพัง ข้าจะคอยปรนนิบัติท่านไปชั่วชีวิตไม่ว่าท่านจะเป็นเช่นไร”

    หนิงเจี่ยลูบหัวนางอย่างปลอบโยนเขายิ้มขึ้นมาอย่างอ่อนโยน

    ด้านหลังของห้องหนิวมู่อี้ และ ต้วนผิงอัน ยืนมองดูภาพนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าพักผ่อนเถอะหนิงเจี่ย เมื่อหายดีแล้วพวกเราจะขอรับทราบพลังฝึกปรือระดับ ปราณคราม ขั้น 8 ของเจ้าดูว่าสมกับเป็นอัจฉริยะของมณฑลของเราที่จะเป็นตัวแทนเข้าประลองประจำปีครั้งนี้หรือไม่ฮ่าฮ่าฮ่า” มู่อี้และผิงอัน หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

    ฉิงอวี้พลันกล่าว“พวกเราออกไปกันก่อนเถอะ อย่าเพิ่งรบกวนการพักผ่อนของหนิงเอ้อตอนนี้เลย” ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจพากันทยอยเดินออกน้องห้องหนิงเจี่ยไป

    ทว่าทันทีที่พวกเขาทั้งหมดเดินพ้นประตูห้องนอนของหนิงเจี่ยออกมาบรรยากาศแห่งความห่วงใยพลันมลายหายไปสิ้น แววตาของฉิงอวี้เปลี่ยนเป็นความรังเกียจนางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือที่เพิ่งประคองลูกชายอย่างลวกๆ

    “ให้มันกินไปเรื่อยๆ อีกไม่เกินเจ็ดวัน รากฐานปราณครามที่มันก็จะถูกกัดกร่อนทำลายลงอย่างสมบูรณ์”ฉิงอวี้กล่าวเสียงเย็นกับมู่อี้และผิงอัน “ตระกูลอวิ๋นของข้าไม่ต้องการให้เจ้าเด็กไม่มีพ่อนี่ข้าก็มิต้องการเช่นกัน มันเกิดมาข้าก็มีแต่ความทุกข์ระทมผู้นำฉุนอวิ๋นก็มิใยดีในตัวข้า มันจะแข็งแกร่งเกินกว่า เซียวเฟิงไปไม่ได้ การให้มันเป็นคนพิการนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตคือทางออกที่ดีที่สุด”

    “ท่านป้าโปรดวางใจ ผู้นำตระกูลฉุนอวิ๋นเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว”ต้วนผิงอันกระซิบตอบ “เมื่อหนิงเจี่ยไร้พลัง สัญญาหมั้นหมายจะถูกยกเลิก และศิลาผลึกครามกองโตสมบัติอีกมากมายพร้อมสถานปศุสัตว์นับพันไร่ก็จะเป็นของพวกเราตามข้อตกลง”

    อวิ๋นเยี่ยนฟางพลันกล่าว “ข้าขยะแขยงเจ้าขยะนี้เต็มทนแล้ว ท่านป้า ”

    วันเวลาล่วงเลยผ่านไปราวกับอยู่ในความฝันที่พร่าเลือนทว่าสำหรับ อวิ่นหนิงเจี่ย มันคือความจริงที่แสนทุกข์ทรมาน ทุกเช้าค่ำมารดาผู้เป็นที่รักจะนำน้ำซุปไก่ดำสวรรค์เก้าโอสถมาป้อนถึงเตียง สหายรักอย่างมู่อี้และผิงอันจะคอยพยุงร่างเขาออกไปรับลมพร้อมคำพูดให้กำลังใจที่ฟังดูรื่นหูส่วนเยี่ยนฟาง... นางยังคงเป็นหญิงสาวผู้อ่อนหวานที่คอยเช็ดตัวให้เขาด้วยความใส่ใจ

    ทว่า...ร่างกายของหนิงเจี่ยกลับสวนทางกับความห่วงใยเหล่านั้น

    ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งเริ่มซีดเซียวและผอมแห้งจนเห็นโครงกระดูกชัดเจนดวงตาที่เคยสดใสเจิดจ้าบัดนี้หม่นแสงลงราวกับคนใกล้สิ้นใจ พลังวิญญาณในจุดศูนย์รวมปราณถูก‘ผงสลายวิญญาณนิรันดร์’ กัดกร่อนจนร่อยหรอทุกย่างก้าวที่เดินเขาต้องอาศัยไม้เท้าประคอง ท่าทางที่เคยองอาจกลายเป็นเพียงคนป่วยไร้ค่า...และเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน