“เจ้าคงไม่ได้คิดว่าอาจารย์จะหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆใช่ไหม!” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปยังเย่เฉิน
เอ่อ...!
เย่เฉินแตะปลายจมูกของเขาหันกลับมองไปยังประตูหินนั้นอีกครั้ง และยังคงมีความสงสัยเกี่ยวกับคนที่อยู่ด้านใน
“จำคำพูดของข้าไว้ด้วยห้ามมาที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาต” ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปที่เย่เฉินด้วยสีหน้าจริงจัง“ที่นี่ถูกเสกคาถาปิดผนึกเอาไว้ แต่ยังไม่ถึงกับตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงหากมีเสียงรบกวนจากโลกภายนอก ก็จะส่งผลให้การบำเพ็ญล่าถอยไป”
“เรื่องนี้ข้าเข้าใจ”
“ไปกันเถอะ!” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยื่นมืออันเรียวงามออกมา หิ้วเย่เฉินจากคอเสื้อด้านหลังและออกไปจากที่นี่
ท้ายที่สุดฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พาเย่เฉินไปยังป่าไผ่ต้นไผ่เขียวชอุ่ม ป่าไผ่เต็มไปด้วยเมฆหมอกเมื่อมองผ่านช่องว่างระหว่างต้นไผ่จะสามารถมองเห็นกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่งที่อยู่ในส่วนลึกของป่าไผ่ได้
“หลังจากนี้ไปเจ้าพักที่นี่”ฉู่ซวนเอ๋อร์ชี้ไปยังกระท่อมไม้ไผ่ที่อยู่ลึกเข้าไป
“สถานที่แห่งนี้ไม่เลวเลย”เย่เฉินยิ้มอย่างชอบใจ “เงียบสงบมาก เป็นสถานที่อันเหมาะกับการฝึกตนจริงๆ”
“วันนี้ก็นอนหลับให้สบายวันพรุ่งนี้ เราจะเริ่มเรียนวิชาฝึกกายปีศาจกัน”ฉู่ซวนเอ๋อร์เอ่ยประโยคทิ้งท้ายเอาไว้ จากนั้นร่างกายของนางเริ่มกลายเป็นภาพลวงตาและหายไปอย่างไร้ร่องรอย
โอ้!
เย่เฉินสูดหายใจรับเอาพลังวิญญาณที่หนาแน่เข้าไปจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน
เมื่อมาถึงกระท่อมเย่เฉินก็แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะหยิบเอาถุงเก็บของกว่าหนึ่งร้อยถุงออกมาซึ่งถุงเก็บของเหล่านี้ ไม่บอกก็รู้ได้ทันทีว่าปล้นมาจากพวกของข่งเฉา
จะต้องบอกก่อนว่าการทดสอบในป่าร้างครั้งนี้ของรางวัลจากการต่อสู้นั้นมีมากมายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในถุงเก็บของของจั่วชิวหมิงข่งเฉา และเจียงหยาง ซึ่งมีของวิเศษอยู่เยอะมากยิ่งไปกว่านั้นยังมีหินวิญญาณอยู่อีกกว่าหกแสนหินวิญญาณ
นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีของจำพวกสมุนไพรวิญญาณ เม็ดยาวิญญาณและอาวุธวิญญาณอยู่ไม่น้อยเช่นกันแต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เย่เฉินเสียใจ นั่นก็คือ ในถุงเก็บของของคนเหล่านี้แม้ว่าจะมีวิชาลึกลับอยู่แต่กลับเป็นวิชาที่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขาเลย
หลังจากเก็บถุงเก็บของทั้งหมดแล้วเย่เฉินก็ได้เก็บเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณเอาไว้เท่านั้น
“ไม่รู้ว่าเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณเหล่านี้จะนำพาข้าไปสู่ขั้นพลังธาตุได้หรือเปล่า”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงกลืนเม็ดยาวิญญาณหลายชนิดรวมกับน้ำยาวิญญาณพร้อมๆกัน
เม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณที่กลืนเข้าสู่ร่างกายก็ได้รวมตัวกันกลายเป็นแก่นวิญญาณที่บริสุทธิ์ดุจน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ไหลเข้าสู่เส้นลมปราณหลักทั่วร่างกายของเขา รอยบาดแผลต่างๆที่หลงเหลือจากการบาดเจ็บถูกทุบตีก็ได้รับการฟื้นฟูจากการไหลเวียนของวิญญาณเดิมแท้ที่บริสุทธิ์
ท้ายที่สุดแก่นวิญญาณที่เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณก็ถูกถ่ายเทเข้าสู่ทะเลลมปราณของเขา
ในขณะนี้อัคคีเทวะในทะเลลมปราณก็เริ่มทำงาน เปลวไฟเล็กๆเริ่มขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วเข้าปกคลุมไปทั่วทะเลลมปราณ และแก่นวิญญาณที่ถูกถ่ายเทเข้าสู่ทะเลลมปราณได้ถูกการหลอมขั้นสูงสุดจนกลายเป็นพลังปราณที่บริสุทธิ์ที่สุดทันที
ด้วยเหตุนี้พลังปราณของเย่เฉินจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอุปสรรคที่ขัดขวางการก้าวสู่ขั้นพลังธาตุของเขาก็เริ่มปรากฏขึ้น
“จงเลื่อนขั้น”เย่เฉินพึมพำเบาๆจากนั้นก็ใช้กำลังอย่างเต็มที่เพื่อจะฝ่าทำลายช่วงชั้นที่พันธนาการเอาไว้
เพียงแต่เขายังคงประเมินอุปสรรคที่คอยขัดขวางเขาต่ำเกินไปอุปสรรคที่ขัดขวางอยู่นั้นดูอ่อนแอมาก แต่เขาก็ยังไม่สามารถจะผ่านทะลุขึ้นไปได้และจากการพยายามทำลายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันทำให้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมา
“ข้าไม่อยากจะเชื่อ”เย่เฉินกัดฟันแน่น ดวงตาของเขาแดงก่ำเป็นสีแดงดั่งเลือดมีเสียงคำรามแทรกออกมาจากฟันของเขา
“ทำลายมัน”เขาตะโกนอย่างสุดแรง และพยายามรวบรวมพลังงานทั้งหมดเพื่อจู่โจมสิ่งกีดขวางนั้นอีกครั้ง
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
เฮือก!
เขากระอักเลือดออกมาอีกครั้งใบหน้าของเขามีสีหน้าของความปราชัยทันทีผลจากการพุ่งชนด่านที่ล้มเหลวทำให้เส้นลมปราณทั้งร่างกายของเขาได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก
ท้ายที่สุดเขาก็หยุดการทะลุผ่านด่านที่แข็งแกร่งนั้น
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยผ่านระดับขั้นรวมพลังมาก่อนทำไมมันจึงได้ยากเย็นขนาดนี้” เย่เฉินพึมพำ และกำหมัดไว้แน่น
ในตอนที่อยู่สำนักเจิ้งหยางเขาเคยอยู่ในระดับพลังธาตุที่แท้จริงเขาเคยมีประสบการณ์ในการก้าวผ่านจากขั้นรวมพลังเข้าสู่ขั้นพลังธาตุมาก่อนเขาจึงไม่คิดว่าการก้าวเข้าสู่ขั้นพลังธาตุจะเป็นเรื่องยากอะไรมากมายแต่ตอนนี้เขากลับล้มเหลวที่จะผ่านด่านเข้าไป และนั่นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“หรืออาจเป็นเพราะข้าเลื่อนขั้นเร็วเกินไปมาโดยตลอด?”
“หรือว่าพื้นฐานของข้ามีความแข็งแกร่งเกินไปจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะได้เลื่อนขั้น?”
“หรือว่าเป็นเพราะความจุของทะเลลมปราณที่มีขนาดใหญ่เกินไป?”
เขานั่งอยู่บนหัวเตียงและคร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา
ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้
เฮ้อ...!
เย่เฉินถอนหายใจและยัดเม็ดยาวิญญาณเข้าปากไปหนึ่งเม็ดเพื่อทำการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการพยายามเลื่อนขั้นเมื่อกี้นี้
หลังจากควบคุมลมหายใจอยู่หนึ่งชั่วยามทำให้เขากลับเข้าสู่สภาวะสูงสุด
หลังจากเขาลงมาจากเตียงก็เดินต่อไปยังหน้าต่าง และอาศัยแสงของดวงจันทร์และดวงดาวมองดูกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราบนข้อมือของตนเอง
กำไลข้อมือชิ้นนี้มีความแปลกจริงๆมันมีพลังจำนวนมากห่อหุ้มอยู่ทั่วทั้งชิ้นและให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังแบกน้ำหนักจำนวนห้าร้อยชั่งเอาไว้ไม่เพียงแค่นั้นแม้แต่พลังปราณในร่างกายก็ยังถูกมันยับยั้งเอาไว้
เขาค่อยๆยกแขนขึ้นโดยไม่ใช้พลังปราณ จากนั้นจึงยืดตัวขึ้นท้ายที่สุดเขาก็ต้องขยับหมัดและเท้าด้วยความยากลำบาก
“พลังและความเร็วถูกยับยั้งเอาไว้มันหนักกว่ากระบี่เทียนเชวียเสียอีก” เขาลูบกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราบนข้อมือและพูดกับตนเอง “มีการยับยั้งจากกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราข้าจะต้องใช้แรงถึงเกือบหกส่วนของพละกำลังที่มีเพื่อจะขยับแขน”
แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่เย่เฉินก็ยังพยายามยืดตัวขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นจึงพยายามปรับความรู้สึกให้เข้ากับการยับยั้งของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดารา
ไม่รู้ว่าเขาหยุดลงพร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตั้งแต่เมื่อไรจากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังคาของกระท่อม และมองไปยังหมู่ภูเขาของสำนักใน
แม้ว่าสำนักในกับสำนักนอกของสำนักเหิงเยว่จะมีข้อกำหนดที่ใกล้เคียงกันแต่อันที่จริงก็มีข้อแตกต่างกัน
ในวันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสางเย่เฉินที่กำลังหลับอยู่ก็ถูกฉู่ซวนเอ๋อร์หิ้วออกไปแล้ว
“ข้ายังไม่ทันจะตื่นนอนเลย”เย่เฉินพยายามดิ้นรนจากการถูกหิ้วเหมือนกับไก่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่
“หากรอให้เจ้าตื่นนอนก็คงจะสายเกินไปแล้วล่ะ” ฉู่ซวนเอ๋อร์ชำเลืองมองเย่เฉินและพูดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
เย่เฉินถูกพาตัวไปยังเวทีการต่อสู้ขนาดใหญ่ของยอดเขาดรุณีหยก
ไม่นานฉู่ซวนเอ๋อร์ก็สะบัดมือของนาง ชายหนุ่มในชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเย่เฉิน
ชายหนุ่มในชุดดำมีรูปร่างผอมบางดวงตาทั้งคู่ดูใสซื่อ ใบหน้าคม ท่าทางดูไร้อารมณ์ยืนนิ่งเหมือนดั่งหอกที่ปักนิ่งอยู่ตรงนั้น
“หุ่นเชิดหรือ?”เย่เฉินมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าชายหนุ่มในชุดดำที่ดูท่าทางไร้อารมณ์ความรู้สึกนั้นคือหุ่นเชิด
“หากพูดให้ชัดเขาคือหุ่นเชิดระดับลึกลับเจ้าสามารถเรียกเขาว่า เฟิงอิ่ง”ฉู่ซวนเอ๋อร์ได้นั่งจิบชาอันหอมกรุ่นอยู่ที่โต๊ะหินอย่างสบายๆ ขณะที่พูดกับเย่เฉิน“ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เจ้าก็จะได้อยู่กับเขาเขาจะเป็นคู่ซ้อมที่ดีที่สุดให้กับเจ้า”
“หุ่นเชิดระดับลึกลับมันเทียบเท่ากับระดับขั้นพลังหยางของผู้ฝึกตนอย่างพวกเราไม่ใช่หรือ?” เย่เฉินมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์
“สิ่งสำคัญที่สุดคือเขามีความสามารถในการใช้วิชาลับที่ลึกลับพิสดารได้”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดพลางขยิบตาให้กับเย่เฉิน
“สามารถใช้วิชาลับที่ลึกลับพิสดารได้?” เย่เฉินตกตะลึง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยและมองไปยังหุ่นเชิดที่ชื่อเฟิงอิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา
เมื่อมองผ่านเนตรวงล้อเทวะเขาสามารถมองทะลุไปเห็นความลึกลับของหุ่นเชิดนามว่าเฟิงอิ่งตัวนี้ได้อย่างง่ายดายร่างกายของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งไม่อาจจะเปรียบเทียบได้กับหุ่นเชิดระดับมนุษย์และบนร่างกายของเขามียันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกลับอยู่สองแถวแถวหนึ่งเป็นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ผนึกพลังวิญญาณส่วนอีกแถวหนึ่งเป็นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ผนึกวิชาลับสุดลึกลับ
“ช่างลึกลับจริงๆ”เย่เฉินลูบคางของเขา และแอบคิดอยู่ในใจว่าคราวหน้าเขาจะใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ในการผนึกกำลังให้กับหุ่นเชิดจื่อซวนบ้างเพียงเท่านี้นางก็จะสามารถใช้วิชาลับได้แล้ว
ซวด!
ขณะที่เย่เฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นมีเสียงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วผ่านเขาไปฉู่ซวนเอ๋อร์ได้ออกคำสั่งโจมตีให้กับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งแล้ว
เฟิงอิ่งเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับเขามีความเร็วที่รวดเร็วมาก เช่นเดียวกันกับชื่อของเขาที่หมายถึงลมเขามีความว่องไวดั่งสายลม ร่างกายเหมือนเงาร่างสีดำ และลงมือด้วยรอยพิมพ์ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัว
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็ระดมพลังปราณในทะเลลมปราณทันที และถ่ายเทพลังเข้าสู่ฝ่ามือของเขา
ฝ่ามืออสุนีบาต!
เมื่อเย่เฉินปล่อยพลังฝ่ามือออกไปเสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้น และฟาดไปยังหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง
ตูม!
ฝ่ามือทั้งสองปะทะเข้าด้วยกันเกิดเป็นเสียงฟ้าร้องและเสียงระเบิดดังกึกก้อง
อีกด้านหนึ่งหุ่นเชิดเฟิงอิ่งยังไม่ขยับไปไหนแต่เย่เฉินกลับถูกฝ่ามือของเขาทุบเข้าจนถอยหลังออกไปสามสี่ก้าว ก่อนที่จะหยุดลง
“หุ่นเชิดระดับลึกลับนี่ช่างแข็งแกร่งจริงๆ”เย่เฉินแอบพูดเบาๆ กับตนเองเขารู้สึกได้เพียงความเจ็บปวดและความชาจากแขนจนถึงไหล่ของตนเองการปะทะกันที่ดุเดือดนี้เขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแม้ว่าพลังของเขาจะถูกกำไลเงาจันทร์เจ็ดดารายับยั้งเอาไว้แต่พละกำลังของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งก็เป็นสิ่งที่จะประมาทไม่ได้
เช้ง!
ระหว่างที่เย่เฉินกำลังประหลาดใจก็มีเสียงของกระบี่ดังขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง
เห็นได้แต่เพียงหุ่นเชิดเฟิงอิ่งที่กำลังใช้สองมือทำท่ามุทราอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับมนุษย์พลังปราณในร่างกายก็หมุนเวียนขึ้นทันที เงากระบี่ก็แตกออกเป็นสายโดยมีร่างกายของเขาอยู่เป็นศูนย์กลาง แต่ละสายขยับและส่งเสียงหวีดร้องความดุเดือดรุนแรงยากจะหาอะไรเปรียบได้ ปริมาณที่มากมายนั้นทำให้คนรู้สึกตึงเครียดและอึดอัด
เย่เฉินหรี่ตาลงโดยเฉพาะในเนตรวงล้อเทวะทางด้านซ้ายซึ่งมองเพียงพริบตาเดียวก็มองทะลุได้ถึงความลึกลับภายในหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง
เขาเห็นว่าในบรรดายันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างกายของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งมีอยู่แถวหนึ่งที่กำลังมอบพลังวิญญาณให้กับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งอย่างต่อเนื่องและวิชาลึกลับที่หุ่นเชิดเฟิงอิ่งกำลังจะใช้นั้นกลับเป็นยันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกแถวหนึ่งซึ่งมาจากตัวเขาเอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาจึงหยิบกระบี่เมฆแดงออกมา แสดงเป็นรูปของกลกระบี่ป้องกันของเทียนกัง
ปังๆๆ!
ทันใดนั้นเสียงโลหะที่กระทบกันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่ามันจะเป็นหุ่นเชิดแต่การโจมตีของเฟิงอิ่งกลับแข็งแกร่งมาก มีพลังวิญญาณถูกเตรียมไว้อย่างคงที่และเงากระบี่ที่แสดงออกมานั้นก็เป็นเงากระบี่ที่ดุร้ายบ้าคลั่งอยู่ตลอดเวลาและกำลังมุ่งเข้ามาหาเย่เฉิน
“ถึงตาข้าบ้าง”หลังจากตั้งตัวได้ เย่เฉินก็โบกกระบี่ยาวทันที ชี้ไปทางหุ่นเชิดเฟิงอิ่งกลกระบี่ป้องกันเทียนกังเปลี่ยนเป็นกลกระบี่โจมตีเทียนกังทันที
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตกใจก็คือหุ่นเชิดเฟิงอิ่งนั้นไม่ได้ทำการป้องกันตัวเลย ปล่อยให้เงากระบี่ปะทะเข้ากับร่างกายของตนเองจนเกิดเป็นประกายไฟจากนั้นก็พุ่งพรวดเข้ามาดั่งสายลม เสียงหวีดของฝ่ามือก็ดังเข้ามา
เขย่าบรรพต!
เย่เฉินตอบกลับอย่างรวดเร็วปล่อยหมัดเขย่าบรรพตออกไปปะทะเข้ากับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งอีกครั้ง
ตึงๆๆ!
เมื่อโจมตีเข้าไปเย่เฉินก็ถอยกลับไปอีกครั้ง
“บ้าเอ๊ย”เย่เฉินแอบด่า ขณะที่พยายามจะลุกขึ้นตอบโต้ แต่จะทำอย่างไรได้กำไลเงาจันทร์เจ็ดดารายับยั้งพลังของเขาเอาไว้แม้จะใช้พลังของเขาในหกส่วนตามปกติก็ยังเป็นเรื่องยากยิ่งไม่ต้องพูดถึงหุ่นเชิดระดับลึกลับที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาเลย
ปัง!
หุ่นเชิดเฟิงอิ่งที่อยู่ตรงข้ามได้เคลื่อนไหวอีกครั้งเขาปล่อยเงาหมัดขนาดใหญ่ออกมาปะทะเข้ากับเย่เฉินจนกระเด็นออกไปทันที