ภายในห้องฝึกตนส่วนตัวของเรือนพักศิษย์หลัก แสงจากโลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความมืดอันเงียบสงัดและกลิ่นอายเย็นเยียบของศิลาหมื่นปี ความเงียบภายในห้องลึกล้ำเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในกาย
อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหยกทมิฬ ดวงตาสีดำลุ่มลึกดุจบ่อน้ำโบราณไร้ก้นสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ดวงตาสีชาดอันลุกโชนยามเข่นฆ่าศัตรูได้เลือนหายไป เหลือเพียงสายตาเรียบเฉยของเด็กหนุ่มผู้เข้าสู่สภาวะไร้อารมณ์ หากแต่ความสงบนั้นกลับแฝงความเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น
สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป การปิดด่านคือการโคจรลมปราณ ดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ตันเถียน แล้วอาศัยพลังที่สั่งสมไว้พุ่งทะลวงคอขวดของตนเอง
ทว่าสำหรับอวี้เหวิน... วิธีเช่นนั้นยังหยาบเกินไป
“ผู้ฝึกตนที่แท้จริง ทุกหยาดโลหิตที่หลั่งริน และทุกบาดแผลจากการต่อสู้ ล้วนเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่เม็ดยาวิญญาณมิอาจทดแทนได้”
เด็กหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ จิตสำนึกดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความทรงจำ ย้อนทบทวนทุกศึกที่ผ่านมาตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน แยกแยะทุกความผิดพลาด ขัดเกลาทุกประสบการณ์อย่างละเอียด
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้น คือศึกกับจ้าวชิงซานบนลานมังกรทะยาน
“ศึกนั้น ข้าใช้ร่างกายรับการโจมตีโดยตรง เพื่ออาศัยแรงกดดันผลักดันเตาอัสนีวิบัติจากขั้นสองสู่ขั้นสาม...”
อวี้เหวินวิเคราะห์ตนเองอย่างสงบนิ่ง ไร้อคติ
“สิ่งที่ข้าทำถูก คือประเมินขีดจำกัดของเกราะสังวาลย์ดำมืดได้อย่างแม่นยำ ใช้แรงกดดันจากศัตรูหลอมร่างตนเองดุจเหล็กในเตาหลอม”
“แต่สิ่งที่ข้าพลาด คือประเมินไพ่ตายของตระกูลใหญ่ต่ำเกินไป...”
ภาพเข็มอาคมนับพันที่พุ่งออกจากทวนอสรพิษม่วงย้อนกลับมาอีกครั้ง
“แม้สุดท้ายข้าจะพลิกสถานการณ์ด้วยค่ายกลลวงตาได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยบาดแผลที่ไม่จำเป็น หากจ้าวชิงซานมิได้ถูกความทะนงบดบังสติ ข้าคงตกอยู่ในสภาพลำบากยิ่งกว่านี้”
“บทเรียนจากศึกนี้คือ... เมื่อเผชิญหน้าศัตรูที่มีภูมิหลังจากตระกูลใหญ่ ห้ามประเมินวิชาลับ สมบัติวิเศษ หรือไพ่ตายของอีกฝ่ายต่ำเกินไป และต้องสังเกตทุกสิ่งรอบตัวตั้งแต่ก่อนลงมือ”
ความทรงจำพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดและกลิ่นอายเย็นเยียบ
ศึกนักฆ่าที่ลอบสังหารเขาภายในโถงโอสถริบทะเลสาบ
“นักฆ่าผู้นั้นลงมือเฉียบขาด ไร้สุ้มเสียง และเลือกจังหวะที่ข้าผ่อนคลายที่สุด”
“สิ่งที่ข้าทำได้ดี คืออาศัยสัญชาตญาณและวิชาเงาไร้นามพลิกสถานการณ์กลับมาได้ แต่สิ่งที่ข้ายังขาด คือการรับรู้กลิ่นอาย ข้าตรวจพบตัวมันช้าเกินไป จึงเสียเปรียบตั้งแต่กระบวนท่าแรก”
“หากวันหนึ่งต้องเผชิญนักฆ่าที่เหนือกว่านี้ ข้าอาจไม่มีแม้แต่โอกาสชักกระบี่”
ภาพภายในสมาคมการค้าฟ่านค่อย ๆ ปรากฏขึ้นแทนที่
“ฟ่านเจิ้นไห่ แม้มิใช่ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่กลับใช้อำนาจเงินตราและเล่ห์กลสร้างเครือข่ายอันน่าหวาดหวั่น วางแผนเข่นฆ่าข้ากับท่านพ่ออย่างแยบยล”
“สิ่งที่ข้าทำถูก คือค่อย ๆ ตัดกำลังของมัน ทำลายหูตาและกำลังสนับสนุน จนสมาคมการค้าฟ่านล่มสลายภายในคืนเดียว”
จากนั้น ภาพของฟ่านเจี่ยก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
แรงกดดันของผู้ฝึกตนขอบเขตพลังปราณในคืนนั้น ยังคงแจ่มชัดราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
“เมื่อฟ่านเจี่ยลงมือ... ข้าจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ช่องว่างระหว่างขอบเขตกำเนิดกายกับขอบเขตพลังปราณนั้นกว้างใหญ่เพียงใด”
“แม้ข้าจะกล้าชักกระบี่เผชิญหน้า แต่หากไร้ผู้อาวุโสซูเจิ้นเทียนขัดขวาง และท่านเจ้าตำหนักมาถึงทันเวลา ศึกคืนนั้นคงจบลงอีกแบบหนึ่ง”
“ส่วนพลังของซ่งเหยียนเฟย... มันเป็นเพียงไพ่ตายยามคับขัน หาใช่พลังของข้าไม่ การยืมพลังเช่นนั้น แม้พลิกสถานการณ์ได้ แต่ร่างกายของข้าก็แทบแตกสลายเพราะแบกรับไม่ไหว”
อวี้เหวินสูดลมหายใจลึก จิตสำนึกหมุนวนรวดเร็วราวจักรกล
“ข้อสรุปจากศึกนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว...”
“ข้าต้องก้าวข้ามขอบเขตกำเนิดกายให้เร็วที่สุด!”
“พละกำลังของร่างเนื้อเพียงอย่างเดียว มิอาจชดเชยความแตกต่างของขอบเขตได้ตลอดไป หากต้องการยืนหยัดด้วยพลังของตนเอง ข้าจำต้องยกระดับร่างกายให้พร้อมสำหรับการเปิดรับพลังปราณในอนาคต”
ความผิดพลาดทั้งหมดถูกขุดรากถอนโคน ความถูกต้องถูกหลอมรวมเป็นประสบการณ์ บาดแผลทุกแห่งกลับกลายเป็นบันไดสำหรับก้าวต่อไป
จิตวิญญาณของอวี้เหวินในยามนี้มิได้เพียงเติบโต หากยังแหลมคมยิ่งกว่าเดิม
“ในเมื่อทุกสิ่งแจ่มชัดแล้ว...”
“ก็ถึงเวลาหลอมรวม”
สิ้นเสียงพึมพำ อวี้เหวินเริ่มโคจรเคล็ดวิชาเตาอัสนีวิบัติขั้นที่สามอย่างเต็มกำลัง
ฉับพลันนั้นเอง สายฟ้าสีทองสลับม่วงพลันปะทุขึ้นจากเส้นลมปราณทั่วร่าง ราวกับภูเขาไฟที่หลับใหลมานับหมื่นปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
วิชาเตาอัสนีวิบัติในยามนี้ มิใช่การดูดกลืนพลังปราณเข้าสู่ตันเถียน เพราะเขายังมิอาจก้าวสู่ระดับที่ใช้พลังปราณได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการหลอมทั้งร่างให้กลายเป็นเตาหลอม หลอมกระดูก หลอมโลหิต หลอมเส้นเอ็น และหลอมทุกอณูเนื้อให้ถือกำเนิดขึ้นใหม่
สายฟ้าสีทองสลับม่วงแล่นพล่านไปทั่วร่างดุจอสรพิษนับพัน เสียงอัสนีแตกปะทุดังก้องอยู่ภายในกระดูกทุกชิ้น
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ความเจ็บปวดรุนแรงประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากภายใน
ทว่า...
อวี้เหวินกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง แม้แต่เปลือกตาก็มิได้สั่นไหว ราวกับความเจ็บปวดทั้งหมดมิได้เกิดขึ้นกับร่างของตน
“กระดูก... จงหลอม!”
สายฟ้าแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกทุกส่วน ชำระล้างมลทินที่ตกค้างมาตลอดหลายปี เศษสิ่งเจือปนถูกขับออกทางรูขุมขน กลายเป็นไอดำจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้อง
กระดูกทุกชิ้นค่อย ๆ เปล่งประกายสีเงินเรืองรอง แข็งแกร่งราวผ่านการตีขึ้นใหม่ในเตาหลอมสวรรค์
“เส้นเอ็น... โลหิต... ตื่นขึ้น!”
โลหิตทั่วร่างพลันเดือดพล่าน
พลังของชิงกายตะวันคำรณปะทุขึ้นพร้อมกัน หลอมรวมกับอัสนีราวลาวาที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นโลหิต
กล้ามเนื้อทุกมัดถูกฉีกทำลาย ก่อนสมานกลับขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกครั้งที่แตกสลาย...
มันกลับแข็งแกร่งกว่าเดิม
ทุกครั้งที่ฟื้นคืน...
มันกลับทรงพลังกว่าเดิม
พลังจากเม็ดยาวิญญาณและแก่นอสูรที่ตกค้างอยู่ภายในร่าง ถูกเตาอัสนีวิบัติกลั่นจนบริสุทธิ์ ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่กระดูก โลหิต และเส้นเอ็นไม่หยุดยั้ง
ร่างกายของอวี้เหวินกำลังเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน
มิใช่เพียงแข็งแกร่งขึ้น...
แต่กำลังก้าวสู่ระดับใหม่โดยสมบูรณ์
...
เมื่อการหลอมรวมดำเนินมาถึงขีดสุด
พลังอันมหาศาลภายในร่างก็เริ่มก่อให้เกิดการตอบสนองกับโลกภายนอก
มิได้เกิดอสนีบาตผ่าฟ้าหรือปรากฏการณ์สะเทือนสำนัก เพราะนี่เป็นเพียงการก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกาย
ทว่า...
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกลับชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกครั่นคร้ามยิ่งกว่า
ภายในรัศมีหนึ่งลี้รอบยอดเขาศิษย์หลัก
มวลอากาศค่อย ๆ บิดตัว
สายลมจากทุกทิศหลั่งไหลมารวมสู่จุดเดียว ราวกับมีพลังลึกลับกำลังชักนำ
ครืน... ครืน...
ศิลาหมื่นปีรอบห้องฝึกตนสั่นสะเทือนแผ่วเบา
ประกายอัสนีที่หลับใหลอยู่ภายในเนื้อศิลาค่อย ๆ เรืองแสงขึ้นทีละสาย ประหนึ่งกำลังตอบรับผู้ฝึกตนผู้หนึ่ง
เหนือยอดเขา เมฆสีเทาม้วนตัวเป็นวงอย่างเชื่องช้า
ไร้สายฟ้า
ไร้เสียงคำราม
แต่กลับแผ่แรงกดดันอันน่าครั่นคร้ามออกมาอย่างเงียบงัน
...
ศิษย์ที่เดินผ่านต่างหยุดฝีเท้า
“หืม... มีผู้ใดกำลังทะลวงขั้นหรือ?”
ศิษย์คนหนึ่งเงยหน้ามองยอดเขาด้วยความฉงน
อีกคนส่ายหน้า
“คงเป็นศิษย์หลักสักคน กลิ่นอายเพียงเท่านี้ ยังไม่นับว่าแปลกประหลาด”
ทั้งสองมิได้ใส่ใจ ก่อนเดินจากไป
...
ทว่า...
บนยอดหอค่ายกล
ผู้อาวุโสจางเซวียนซึ่งกำลังนั่งวางหมาก พลันชะงักมือ
เม็ดหมากสีดำค้างอยู่ระหว่างปลายนิ้ว
ชายชราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
สายตาคมปลาบทอดมองไปยังยอดเขาที่อวี้เหวินพำนัก
ครู่หนึ่ง...
มุมปากจึงเผยรอยยิ้มบาง
“หึ...”
“เพียงทะลวงสู่หลอมรวมกาย กลับดึงอัสนีที่สถิตอยู่ในศิลาหมื่นปีให้ตอบสนองได้...”
“ร่างกายของเด็กคนนี้... น่าสนใจยิ่งนัก”
...
ขณะเดียวกัน
ภายในตำหนักของไป๋เหวินเทียน
ชายวัยกลางคนซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรพลันลืมตาขึ้น
ดวงตาคมดุจมังกรสะท้อนประกายประหลาดใจ
“หลอมรวมกาย...”
“แต่กลับหลอมร่างได้บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้...”
เขาหัวเราะแผ่วเบา
“อวี้เหวิน...”
“ไม่รู้ว่าในภายหน้า เจ้าจะสร้างความประหลาดใจให้ตำหนักมังกรเมฆาได้อีกสักกี่ครั้ง”
...
ตูม!
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกของร่างกาย
ราวกับพันธนาการที่มองไม่เห็นถูกทำลายลง
คลื่นพลังอันหนักแน่นแผ่ซ่านออกจากร่างอวี้เหวิน กวาดฝุ่นละอองทั่วทั้งห้องปลิวกระจาย
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น ก่อนค่อย ๆ ลุกยืน
กร๊อบ... กร๊อบ...
เสียงกระดูกทั่วร่างประสานกันดุจอสนีคำราม
นี่คือร่างเนื้อที่ก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกายอย่างแท้จริง
อวี้เหวินกำหมัดเบา ๆ เขามิได้ออกแรงเต็มกำลัง เพียงชกออกไปตามธรรมชาติ
ฟู่ม!
อากาศเบื้องหน้าพลันระเบิดเป็นคลื่น
แรงอัดมหาศาลกระแทกกำแพงศิลาจนเกิดรอยแตกร้าวยาวหลายจั้ง
ทั้งที่หมัดของเขา... ยังมิได้สัมผัสผนังแม้แต่น้อย
อวี้เหวินก้มมองฝ่ามือตนเอง ผิวกายยังคงเรียบเนียนดังเดิม ทว่าใต้ผิวหนังนั้น กลับซ่อนพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับอสูรโบราณกำลังหลับใหล
“หลอมรวมกายขั้นต้น...”
อวี้เหวินเอ่ยเสียงแผ่ว
“ด้วยรากฐานของเตาอัสนีวิบัติขั้นสาม และชิงกายตะวันคำรณ...”
เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่นอีกครั้ง ดวงตาสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์
“ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมกาย...”
“...คงไม่มีผู้ใดต้านหมัดของข้าได้อีกแล้ว”
ขณะที่อวี้เหวินกำลังปรับลมหายใจและควบคุมพละกำลังอันพลุ่งพล่านให้กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูศิลาดังขึ้นจากภายนอก ทำลายความเงียบภายในห้องฝึกตน
“ศิษย์พี่อวี้... ท่านอยู่ข้างในหรือไม่ขอรับ”
สุ้มเสียงของศิษย์รับใช้ดังลอดเข้ามาอย่างนอบน้อม
อวี้เหวินสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ
ครืน...
ประตูศิลาหนาหนักค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก แสงจากโถงภายนอกสาดเข้ามาภายในห้อง เผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดดำที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางความมืด
เพียงสบสายตาคู่นั้น ศิษย์รับใช้ก็รู้สึกว่าหัวใจพลันหนักอึ้ง ราวกับกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอสูรร้ายที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
เขารีบก้มศีรษะโดยแทบไม่กล้ามองตรง ๆ
“มีเรื่องอันใด”
อวี้เหวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ศิษย์รับใช้รีบประสานมือ
“เรียนศิษย์พี่อวี้ เมื่อครู่ท่านเจ้าตำหนักมีคำสั่งลงมา ให้ศิษย์หลักทุกคนเข้าร่วมประชุม ณ โถงมังกรทะยาน ในวันพรุ่งนี้ยามเช้าขอรับ”
อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ประชุมใหญ่?”
“มีแจ้งเหตุผลไว้หรือไม่”
“มีขอรับ”
ศิษย์รับใช้สูดลมหายใจ ก่อนตอบด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เป็นการคัดเลือกตัวแทนของตำหนัก เพื่อเข้าร่วมการประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าขอรับ”
ภายในห้องฝึกตนพลันเงียบลงอีกครั้ง
อวี้เหวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาดำลุ่มลึกฉายประกายบางเบา
“งานประลองสี่สำนักรอง...”
ชื่อที่ไม่คุ้นหู ทำให้ความสนใจของเขาถูกปลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แม้จะไม่รู้ว่าการประลองครั้งนี้มีความหมายเพียงใด...
แต่เวทีที่สามารถรวบรวมอัจฉริยะจากสำนักต่าง ๆ ได้ ย่อมไม่มีทางธรรมดา
มุมปากของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
มิใช่ความตื่นเต้น หากเป็นความคาดหวังที่มีต่อคู่ต่อสู้คนใหม่
“ข้าทราบแล้ว”
“เจ้าลงไปเถิด”
“ขอรับ!”
ศิษย์รับใช้รีบคารวะ ก่อนถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
อวี้เหวินก้าวออกจากห้องฝึกตนช้า ๆ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดต้องใบหน้าคมคายของเขา ขณะที่สายลมบนยอดเขาพัดชายอาภรณ์สีดำให้พลิ้วไหว
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนก้าวเดินออกจากเรือนพักอย่างมั่นคง
ไม่ว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นเช่นไร...
เขาก็มีเพียงเหตุผลเดียวที่จะเข้าร่วม
คือก้าวข้ามผู้แข็งแกร่งกว่า และก้าวต่อไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนของตนเอง