ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่126 ขั้นหลวมรวมกาย!

    ภายในห้องฝึกตนส่วนตัวของเรือนพักศิษย์หลัก แสงจากโลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความมืดอันเงียบสงัดและกลิ่นอายเย็นเยียบของศิลาหมื่นปี ความเงียบภายในห้องลึกล้ำเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในกาย


    อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหยกทมิฬ ดวงตาสีดำลุ่มลึกดุจบ่อน้ำโบราณไร้ก้นสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ดวงตาสีชาดอันลุกโชนยามเข่นฆ่าศัตรูได้เลือนหายไป เหลือเพียงสายตาเรียบเฉยของเด็กหนุ่มผู้เข้าสู่สภาวะไร้อารมณ์ หากแต่ความสงบนั้นกลับแฝงความเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น


    สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป การปิดด่านคือการโคจรลมปราณ ดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ตันเถียน แล้วอาศัยพลังที่สั่งสมไว้พุ่งทะลวงคอขวดของตนเอง


    ทว่าสำหรับอวี้เหวิน... วิธีเช่นนั้นยังหยาบเกินไป


    “ผู้ฝึกตนที่แท้จริง ทุกหยาดโลหิตที่หลั่งริน และทุกบาดแผลจากการต่อสู้ ล้วนเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่เม็ดยาวิญญาณมิอาจทดแทนได้”


    เด็กหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ จิตสำนึกดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความทรงจำ ย้อนทบทวนทุกศึกที่ผ่านมาตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน แยกแยะทุกความผิดพลาด ขัดเกลาทุกประสบการณ์อย่างละเอียด


    ภาพแรกที่ปรากฏขึ้น คือศึกกับจ้าวชิงซานบนลานมังกรทะยาน


    “ศึกนั้น ข้าใช้ร่างกายรับการโจมตีโดยตรง เพื่ออาศัยแรงกดดันผลักดันเตาอัสนีวิบัติจากขั้นสองสู่ขั้นสาม...”


    อวี้เหวินวิเคราะห์ตนเองอย่างสงบนิ่ง ไร้อคติ


    “สิ่งที่ข้าทำถูก คือประเมินขีดจำกัดของเกราะสังวาลย์ดำมืดได้อย่างแม่นยำ ใช้แรงกดดันจากศัตรูหลอมร่างตนเองดุจเหล็กในเตาหลอม”


    “แต่สิ่งที่ข้าพลาด คือประเมินไพ่ตายของตระกูลใหญ่ต่ำเกินไป...”


    ภาพเข็มอาคมนับพันที่พุ่งออกจากทวนอสรพิษม่วงย้อนกลับมาอีกครั้ง


    “แม้สุดท้ายข้าจะพลิกสถานการณ์ด้วยค่ายกลลวงตาได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยบาดแผลที่ไม่จำเป็น หากจ้าวชิงซานมิได้ถูกความทะนงบดบังสติ ข้าคงตกอยู่ในสภาพลำบากยิ่งกว่านี้”


    “บทเรียนจากศึกนี้คือ... เมื่อเผชิญหน้าศัตรูที่มีภูมิหลังจากตระกูลใหญ่ ห้ามประเมินวิชาลับ สมบัติวิเศษ หรือไพ่ตายของอีกฝ่ายต่ำเกินไป และต้องสังเกตทุกสิ่งรอบตัวตั้งแต่ก่อนลงมือ”


    ความทรงจำพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดและกลิ่นอายเย็นเยียบ


    ศึกนักฆ่าที่ลอบสังหารเขาภายในโถงโอสถริบทะเลสาบ


    “นักฆ่าผู้นั้นลงมือเฉียบขาด ไร้สุ้มเสียง และเลือกจังหวะที่ข้าผ่อนคลายที่สุด”


    “สิ่งที่ข้าทำได้ดี คืออาศัยสัญชาตญาณและวิชาเงาไร้นามพลิกสถานการณ์กลับมาได้ แต่สิ่งที่ข้ายังขาด คือการรับรู้กลิ่นอาย ข้าตรวจพบตัวมันช้าเกินไป จึงเสียเปรียบตั้งแต่กระบวนท่าแรก”


    “หากวันหนึ่งต้องเผชิญนักฆ่าที่เหนือกว่านี้ ข้าอาจไม่มีแม้แต่โอกาสชักกระบี่”


    ภาพภายในสมาคมการค้าฟ่านค่อย ๆ ปรากฏขึ้นแทนที่


    “ฟ่านเจิ้นไห่ แม้มิใช่ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่กลับใช้อำนาจเงินตราและเล่ห์กลสร้างเครือข่ายอันน่าหวาดหวั่น วางแผนเข่นฆ่าข้ากับท่านพ่ออย่างแยบยล”


    “สิ่งที่ข้าทำถูก คือค่อย ๆ ตัดกำลังของมัน ทำลายหูตาและกำลังสนับสนุน จนสมาคมการค้าฟ่านล่มสลายภายในคืนเดียว”


    จากนั้น ภาพของฟ่านเจี่ยก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น


    แรงกดดันของผู้ฝึกตนขอบเขตพลังปราณในคืนนั้น ยังคงแจ่มชัดราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่


    “เมื่อฟ่านเจี่ยลงมือ... ข้าจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ช่องว่างระหว่างขอบเขตกำเนิดกายกับขอบเขตพลังปราณนั้นกว้างใหญ่เพียงใด”


    “แม้ข้าจะกล้าชักกระบี่เผชิญหน้า แต่หากไร้ผู้อาวุโสซูเจิ้นเทียนขัดขวาง และท่านเจ้าตำหนักมาถึงทันเวลา ศึกคืนนั้นคงจบลงอีกแบบหนึ่ง”


    “ส่วนพลังของซ่งเหยียนเฟย... มันเป็นเพียงไพ่ตายยามคับขัน หาใช่พลังของข้าไม่ การยืมพลังเช่นนั้น แม้พลิกสถานการณ์ได้ แต่ร่างกายของข้าก็แทบแตกสลายเพราะแบกรับไม่ไหว”


    อวี้เหวินสูดลมหายใจลึก จิตสำนึกหมุนวนรวดเร็วราวจักรกล


    “ข้อสรุปจากศึกนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว...”


    “ข้าต้องก้าวข้ามขอบเขตกำเนิดกายให้เร็วที่สุด!”


    “พละกำลังของร่างเนื้อเพียงอย่างเดียว มิอาจชดเชยความแตกต่างของขอบเขตได้ตลอดไป หากต้องการยืนหยัดด้วยพลังของตนเอง ข้าจำต้องยกระดับร่างกายให้พร้อมสำหรับการเปิดรับพลังปราณในอนาคต”


    ความผิดพลาดทั้งหมดถูกขุดรากถอนโคน ความถูกต้องถูกหลอมรวมเป็นประสบการณ์ บาดแผลทุกแห่งกลับกลายเป็นบันไดสำหรับก้าวต่อไป


    จิตวิญญาณของอวี้เหวินในยามนี้มิได้เพียงเติบโต หากยังแหลมคมยิ่งกว่าเดิม


    “ในเมื่อทุกสิ่งแจ่มชัดแล้ว...”


    “ก็ถึงเวลาหลอมรวม”


    สิ้นเสียงพึมพำ อวี้เหวินเริ่มโคจรเคล็ดวิชาเตาอัสนีวิบัติขั้นที่สามอย่างเต็มกำลัง


    ฉับพลันนั้นเอง สายฟ้าสีทองสลับม่วงพลันปะทุขึ้นจากเส้นลมปราณทั่วร่าง ราวกับภูเขาไฟที่หลับใหลมานับหมื่นปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง


    วิชาเตาอัสนีวิบัติในยามนี้ มิใช่การดูดกลืนพลังปราณเข้าสู่ตันเถียน เพราะเขายังมิอาจก้าวสู่ระดับที่ใช้พลังปราณได้อย่างแท้จริง


    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการหลอมทั้งร่างให้กลายเป็นเตาหลอม หลอมกระดูก หลอมโลหิต หลอมเส้นเอ็น และหลอมทุกอณูเนื้อให้ถือกำเนิดขึ้นใหม่


    สายฟ้าสีทองสลับม่วงแล่นพล่านไปทั่วร่างดุจอสรพิษนับพัน เสียงอัสนีแตกปะทุดังก้องอยู่ภายในกระดูกทุกชิ้น


    เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!


    ความเจ็บปวดรุนแรงประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากภายใน


    ทว่า...


    อวี้เหวินกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง แม้แต่เปลือกตาก็มิได้สั่นไหว ราวกับความเจ็บปวดทั้งหมดมิได้เกิดขึ้นกับร่างของตน


    “กระดูก... จงหลอม!”


    สายฟ้าแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกทุกส่วน ชำระล้างมลทินที่ตกค้างมาตลอดหลายปี เศษสิ่งเจือปนถูกขับออกทางรูขุมขน กลายเป็นไอดำจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้อง


    กระดูกทุกชิ้นค่อย ๆ เปล่งประกายสีเงินเรืองรอง แข็งแกร่งราวผ่านการตีขึ้นใหม่ในเตาหลอมสวรรค์


    “เส้นเอ็น... โลหิต... ตื่นขึ้น!”


    โลหิตทั่วร่างพลันเดือดพล่าน


    พลังของชิงกายตะวันคำรณปะทุขึ้นพร้อมกัน หลอมรวมกับอัสนีราวลาวาที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นโลหิต


    กล้ามเนื้อทุกมัดถูกฉีกทำลาย ก่อนสมานกลับขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า


    ทุกครั้งที่แตกสลาย...


    มันกลับแข็งแกร่งกว่าเดิม


    ทุกครั้งที่ฟื้นคืน...


    มันกลับทรงพลังกว่าเดิม


    พลังจากเม็ดยาวิญญาณและแก่นอสูรที่ตกค้างอยู่ภายในร่าง ถูกเตาอัสนีวิบัติกลั่นจนบริสุทธิ์ ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่กระดูก โลหิต และเส้นเอ็นไม่หยุดยั้ง


    ร่างกายของอวี้เหวินกำลังเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน


    มิใช่เพียงแข็งแกร่งขึ้น...


    แต่กำลังก้าวสู่ระดับใหม่โดยสมบูรณ์


    ...


    เมื่อการหลอมรวมดำเนินมาถึงขีดสุด


    พลังอันมหาศาลภายในร่างก็เริ่มก่อให้เกิดการตอบสนองกับโลกภายนอก


    มิได้เกิดอสนีบาตผ่าฟ้าหรือปรากฏการณ์สะเทือนสำนัก เพราะนี่เป็นเพียงการก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกาย


    ทว่า...


    ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกลับชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกครั่นคร้ามยิ่งกว่า


    ภายในรัศมีหนึ่งลี้รอบยอดเขาศิษย์หลัก


    มวลอากาศค่อย ๆ บิดตัว


    สายลมจากทุกทิศหลั่งไหลมารวมสู่จุดเดียว ราวกับมีพลังลึกลับกำลังชักนำ


    ครืน... ครืน...


    ศิลาหมื่นปีรอบห้องฝึกตนสั่นสะเทือนแผ่วเบา


    ประกายอัสนีที่หลับใหลอยู่ภายในเนื้อศิลาค่อย ๆ เรืองแสงขึ้นทีละสาย ประหนึ่งกำลังตอบรับผู้ฝึกตนผู้หนึ่ง


    เหนือยอดเขา เมฆสีเทาม้วนตัวเป็นวงอย่างเชื่องช้า


    ไร้สายฟ้า


    ไร้เสียงคำราม


    แต่กลับแผ่แรงกดดันอันน่าครั่นคร้ามออกมาอย่างเงียบงัน


    ...


    ศิษย์ที่เดินผ่านต่างหยุดฝีเท้า


    “หืม... มีผู้ใดกำลังทะลวงขั้นหรือ?”


    ศิษย์คนหนึ่งเงยหน้ามองยอดเขาด้วยความฉงน


    อีกคนส่ายหน้า


    “คงเป็นศิษย์หลักสักคน กลิ่นอายเพียงเท่านี้ ยังไม่นับว่าแปลกประหลาด”


    ทั้งสองมิได้ใส่ใจ ก่อนเดินจากไป


    ...


    ทว่า...


    บนยอดหอค่ายกล


    ผู้อาวุโสจางเซวียนซึ่งกำลังนั่งวางหมาก พลันชะงักมือ


    เม็ดหมากสีดำค้างอยู่ระหว่างปลายนิ้ว


    ชายชราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ


    สายตาคมปลาบทอดมองไปยังยอดเขาที่อวี้เหวินพำนัก


    ครู่หนึ่ง...


    มุมปากจึงเผยรอยยิ้มบาง


    “หึ...”


    “เพียงทะลวงสู่หลอมรวมกาย กลับดึงอัสนีที่สถิตอยู่ในศิลาหมื่นปีให้ตอบสนองได้...”


    “ร่างกายของเด็กคนนี้... น่าสนใจยิ่งนัก”


    ...


    ขณะเดียวกัน


    ภายในตำหนักของไป๋เหวินเทียน


    ชายวัยกลางคนซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรพลันลืมตาขึ้น


    ดวงตาคมดุจมังกรสะท้อนประกายประหลาดใจ


    “หลอมรวมกาย...”


    “แต่กลับหลอมร่างได้บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้...”


    เขาหัวเราะแผ่วเบา


    “อวี้เหวิน...”


    “ไม่รู้ว่าในภายหน้า เจ้าจะสร้างความประหลาดใจให้ตำหนักมังกรเมฆาได้อีกสักกี่ครั้ง”


    ...


    ตูม!


    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกของร่างกาย


    ราวกับพันธนาการที่มองไม่เห็นถูกทำลายลง


    คลื่นพลังอันหนักแน่นแผ่ซ่านออกจากร่างอวี้เหวิน กวาดฝุ่นละอองทั่วทั้งห้องปลิวกระจาย


    เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น ก่อนค่อย ๆ ลุกยืน


    กร๊อบ... กร๊อบ...


    เสียงกระดูกทั่วร่างประสานกันดุจอสนีคำราม


    นี่คือร่างเนื้อที่ก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกายอย่างแท้จริง


    อวี้เหวินกำหมัดเบา ๆ เขามิได้ออกแรงเต็มกำลัง เพียงชกออกไปตามธรรมชาติ


    ฟู่ม!


    อากาศเบื้องหน้าพลันระเบิดเป็นคลื่น


    แรงอัดมหาศาลกระแทกกำแพงศิลาจนเกิดรอยแตกร้าวยาวหลายจั้ง


    ทั้งที่หมัดของเขา... ยังมิได้สัมผัสผนังแม้แต่น้อย


    อวี้เหวินก้มมองฝ่ามือตนเอง ผิวกายยังคงเรียบเนียนดังเดิม ทว่าใต้ผิวหนังนั้น กลับซ่อนพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับอสูรโบราณกำลังหลับใหล


    “หลอมรวมกายขั้นต้น...”


    อวี้เหวินเอ่ยเสียงแผ่ว


    “ด้วยรากฐานของเตาอัสนีวิบัติขั้นสาม และชิงกายตะวันคำรณ...”


    เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่นอีกครั้ง ดวงตาสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์


    “ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมกาย...”


    “...คงไม่มีผู้ใดต้านหมัดของข้าได้อีกแล้ว”


    ขณะที่อวี้เหวินกำลังปรับลมหายใจและควบคุมพละกำลังอันพลุ่งพล่านให้กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง...


    ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...


    เสียงเคาะประตูศิลาดังขึ้นจากภายนอก ทำลายความเงียบภายในห้องฝึกตน


    “ศิษย์พี่อวี้... ท่านอยู่ข้างในหรือไม่ขอรับ”


    สุ้มเสียงของศิษย์รับใช้ดังลอดเข้ามาอย่างนอบน้อม


    อวี้เหวินสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ


    ครืน...


    ประตูศิลาหนาหนักค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก แสงจากโถงภายนอกสาดเข้ามาภายในห้อง เผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดดำที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางความมืด


    เพียงสบสายตาคู่นั้น ศิษย์รับใช้ก็รู้สึกว่าหัวใจพลันหนักอึ้ง ราวกับกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอสูรร้ายที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล


    เขารีบก้มศีรษะโดยแทบไม่กล้ามองตรง ๆ


    “มีเรื่องอันใด”


    อวี้เหวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    ศิษย์รับใช้รีบประสานมือ


    “เรียนศิษย์พี่อวี้ เมื่อครู่ท่านเจ้าตำหนักมีคำสั่งลงมา ให้ศิษย์หลักทุกคนเข้าร่วมประชุม ณ โถงมังกรทะยาน ในวันพรุ่งนี้ยามเช้าขอรับ”


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “ประชุมใหญ่?”


    “มีแจ้งเหตุผลไว้หรือไม่”


    “มีขอรับ”


    ศิษย์รับใช้สูดลมหายใจ ก่อนตอบด้วยสีหน้าตื่นเต้น


    “เป็นการคัดเลือกตัวแทนของตำหนัก เพื่อเข้าร่วมการประลองสี่สำนักรองแห่งแดนใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าขอรับ”


    ภายในห้องฝึกตนพลันเงียบลงอีกครั้ง


    อวี้เหวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง


    แววตาดำลุ่มลึกฉายประกายบางเบา


    “งานประลองสี่สำนักรอง...”


    ชื่อที่ไม่คุ้นหู ทำให้ความสนใจของเขาถูกปลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    แม้จะไม่รู้ว่าการประลองครั้งนี้มีความหมายเพียงใด...


    แต่เวทีที่สามารถรวบรวมอัจฉริยะจากสำนักต่าง ๆ ได้ ย่อมไม่มีทางธรรมดา


    มุมปากของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง


    มิใช่ความตื่นเต้น หากเป็นความคาดหวังที่มีต่อคู่ต่อสู้คนใหม่


    “ข้าทราบแล้ว”


    “เจ้าลงไปเถิด”


    “ขอรับ!”


    ศิษย์รับใช้รีบคารวะ ก่อนถอยออกไปอย่างรวดเร็ว


    อวี้เหวินก้าวออกจากห้องฝึกตนช้า ๆ


    แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดต้องใบหน้าคมคายของเขา ขณะที่สายลมบนยอดเขาพัดชายอาภรณ์สีดำให้พลิ้วไหว


    เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนก้าวเดินออกจากเรือนพักอย่างมั่นคง


    ไม่ว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นเช่นไร...


    เขาก็มีเพียงเหตุผลเดียวที่จะเข้าร่วม


    คือก้าวข้ามผู้แข็งแกร่งกว่า และก้าวต่อไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนของตนเอง


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน