ชายหัวโล้นโมโหเลือดขึ้นหน้า บนมือขวาปรากฏดาบสีเงินเล่มหนึ่งกว้างหนึ่งฝ่ามือยาวเมตรครึ่ง บนใบดาบปรากฏสายลมหมุนวนอยู่เป็นระยะ ทุกสิ่งที่อยู่ใกล้สายลมนั้นล้วนถูกตัดเฉือน หากสังเกตให้ดีจะเห็นแมงมุมสีขาวตัวเล็กขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากสายลมที่หมุนอย่างรวดเร็วรุนแรงเกาะติดแน่นอยู่บนหัวกลมของอีกฝ่าย
"แผน?... นั่นไม่จำเป็นสำหรับข้าเลย เพราะข้านี่แหละแผน!"
ปัง! ปัง!
ปรากฏเป็นอาวุธคู่กายขึ้นบนมือซ้ายของเด็กหนุ่ม ก่อนที่จะล้วงชักขึ้นนกและเล็งยิงออกไปอย่างชำนาญแม่นยำ
"อั๊ก...บัดซบ!"
กระสุนนัดหนึ่งจากสองนัด ถูกยิงพุ่งเข้าใส่ต้นขาของอีกฝ่ายที่เคลื่อนไหวใกล้เข้ามา การต่อสู้กับอาวุธระยะประชิดเช่นดาบหากหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ ต่อให้เป็นดาบวิเศษหายากก็ไร้ค่าหมดราคา
"เจ้าขี้ขลาด! กล้าสู้กับข้าตัวต่อตัวแบบไม่ใช้อาวุธหรือไม่!"
ปัง! อั๊ก! เคร้ง..!
กระสุนอีกนัดถูกเล็งยิงซ้ำไปที่บริเวณมือที่จับดาบเป็นโชคดีของชายหัวโล้นที่กระสุนเพียงแค่พุ่งเฉียดผ่าน มันสะบัดมือปล่อยจนดาบหลุดออกจากมือกระเด็นออกไปไกล
"สู้ตัวต่อตัวงั้นรึ? รุมข้ามากมายขนาดนี้แล้ว ยังมีหน้ามาท้าข้าสู้ตัวต่อตัว? ในสงครามมีเพียงผู้แพ้พ่ายเท่านั้นที่ร้องขอความเมตตาจากผู้ชนะ หากเจ้าร้องขอความเมตตาจากข้าให้สู้โดยไม่ใช้อาวุธก็ย่อมได้ แต่ว่า… ที่บ้านเจ้าไม่สอนหรืออย่างไรว่าต้องคุกเข่าหากจะขอร้องอ้อนวอนผู้อื่น ยังไม่คุกเข่าให้ข้าอีก!"
ปัง!...
"อ๊าก…ก"
ชายหัวโล้นกรีดร้องลั่นอย่างเจ็บปวดทุกครั้งที่มีสิ่งแปลกปลอมพุ่งเข้าใส่ร่างกาย ขาทั้งสองข้างเจ็บปวดไร้เรี่ยวแรงจะฝืนยืนไหว ล้มลงไปหัวเข่ากระแทกพื้นเสียงดังทึบ มือแต่ละข้างพยายามกุมอุดเลือดที่ไหลซึมออกมา มิเนอร์วาเก็บอาวุธเข้าไปในแหวนเก็บของตามคำพูด อีกฝ่ายคุกเข่าขอร้องแล้วก็ต้องหยวนๆ ยอมต่อให้ เด็กหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังอีกฝ่ายที่สีหน้าเผยแววหวาดกลัวดิ้นรน ความรู้สึกเย็นเยียบเหนียวหนืดเข้าสะกดปกคลุมไปทั่วร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ จนสัมผัสวิญญาณของมันเริ่มปั่นป่วน แม้แต่จะหันกลับไปมองศัตรูด้านหลังยังไม่มีปัญญาจะทำ
พิษในร่างถูกกระตุ้นรุนแรงยากควบคุม มิเนอร์วาที่เดินมาถึงข้างหลังอีกฝ่าย ก็พึ่งสังเกตเห็นรอยสักรูปแมงมุมหัวกะโหลกสีดำบนหนังหัวด้านหลังตัวหนึ่ง อีกทั้งยังเห็นแมงมุมสีขาวตัวเล็กที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวพร่าเลือนปรากฏอยู่เป็นระยะ ถึงในใจจะสงสัยแต่ก็เลือกเก็บคำถามไว้ถามอาจารย์ทั้งสองในภายหลัง ซักไซ้เอาข้อมูลสำคัญมาเสียก่อนย่อมดีที่สุด
"ใครเป็นคนส่งเจ้ามา? ตอบ!"
มิเนอร์วาเอ่ยสั่งเสียงแข็ง แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะเงียบ ด้วยความเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันบนหัวกลมของอีกฝ่าย ซึ่งมีพื้นที่ขนาดพอดีกับฝ่ามือของเด็กหนุ่ม ยากที่จะอดทนไม่ให้มันเขี้ยวง้างมือตบเข้าไปกลางกบาลเสียหนึ่งที
เพียะ!
"โอ๊ย!..."
"ยังอีก! ข้าไม่ได้ถามว่าถ้าเจ้าเจ็บจะร้องยังไง หากกล้าร้องโอ๊ยอีกข้าจะตบเจ้าอีก ตอบคำถามมา!"
เพียะ!
"อ๊าก…ก จะฆ่าก็รีบฆ่า! ไอ้เด็กผีอย่าให้ข้าหลุดไปได้นะ"
"โอ้!... ข้าห้ามเจ้าร้องโอ๊ยแต่เจ้ากลับร้องอ๊าก แมงมุมตัวดีเห็นข้าเป็นเพื่อนเล่นเจ้ารึยังไง ตอบคำถาม!"
เพียะ! เพียะ! เพียะ!...
หลังโดนตบไปหลายสิบทีจนหนังหัวเริ่มชาแดง บริเวณส่วนล่างของแมงมุมตรงลายหัวกะโหลก ได้พองออกมาเล็กน้อยดูสมจริงเป็นอย่างยิ่ง มิเนอร์วายิ่งเห็นยิ่งมันเขี้ยว ยิ่งได้ตบยิ่งมันมือสะใจ รู้สึกสนุกสนานตามประสาเด็กชายได้ของเล่นใหม่
"ฮั่นแน่… แมงมุมสวะกล้าพองตัวสู้มือข้าเอาไปอีกหนึ่งฝ่ามือ วู้ว!"
เพียะ!...
ภาพฉากนี้ไม่ว่าผู้ใดได้เห็น ล้วนต้องอ้าปากค้างตกตะลึงจะว่าตลกก็ไม่เชิง จะบอกว่าน่าสงสารก็ไม่ใช่ ชายหัวโล้นสะอึกสะอื้นน้ำตาเล็ด เจ็บขาเจ็บมือยังพอทน หากแต่ศีรษะของมันในตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บมากกว่า จิตใจเริ่มบอบช้ำรู้สึกสำนึกผิดที่สักแมงมุมไว้ผิดที่ หากย้อนเวลากลับไปแก้ไข้อดีตได้ มันจะไม่สักแมงมุมไว้ที่หลังหัวเป็นอันขาด ความเจ็บปวดปะทุขึ้นทุกครั้งที่ถูกตบ จนแม้แต่ตัวมันเองในตอนนี้ ก็ได้ลืมไปแล้วว่าที่มือและต้นขายังบาดเจ็บอยู่ มิเนอร์วาที่ได้ตบจนสะใจแล้วก็คิดอะไรดีๆ ออก หยุดมือทันทีด้วยอารมณ์ร่าเริงร้องปลดปล่อยอย่างยากที่จะได้เห็น
"วู้ว!... กะโหลกเจ้านี่ทนทานหนาดีจริงๆ ข้าไม่กล้าลืมสัมผัสเมื่อสักครู่เลย หากรู้สึกเพียงผู้เดียวคงจะไม่ดีแน่ ข้าเป็นคนชอบแบ่งปันกับพวกพ้อง เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ฮ่าๆ ๆ ซัลวาโตเรรับคำสั่ง มัดเจ้าพวกนี้เอาไว้แล้วนำไปขัง หลังจากพวกมาร์ตี้กลับมา ให้พวกเจ้าแจกจ่ายบัตรเชิญออกไปยังกลุ่มขั้วอำนาจโดยรอบ ไม่ว่าจะเล็กใหญ่เชิญมาให้หมด อีก 3 วันที่งานประมูล ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งหลายได้ลิ้มรสความสุขบนฝ่ามือ ข้าจะตีหนึ่งเมืองกำราบสิบนคร! ให้พวกขี้ขลาดที่แอบอยู่ได้รู้ว่ากลุ่มซัลวาโตเรนั้น ไม่ใช่กลุ่มที่จะถูกหยามรังแกได้ง่ายๆ"
"ฮู่ว์"
แม้จะมีเหลือเพียงไม่กี่คน แต่เสียงตอบรับนี้กลับดังสะท้อนไปทั่วร้านเหล้า เหล่าแขกเหรื่อที่มองเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนมองมาอย่างนับถือ ยอมรับในตัวหัวหน้ากลุ่มอายุน้อยผู้นี้อย่างเต็มใจ
"สำหรับแขกทุกท่านที่ได้รับความรำคาญใจ ขัดขวางช่วงเวลาแห่งการดื่มด่ำของพวกท่าน เอาเป็นว่าวันนี้ข้าเลี้ยงพวกท่านคนละหนึ่งแก้วเป็นการขอขมาก็แล้วกัน… แล้วเจอกันใหม่"
มิเนอร์วาหันหลังเดินจากไป ไม่ได้สนใจปัญหาในร้านเหล้าอีก เดินทางกลับไปยังบ้านที่ถูกลูกสมุนกลุ่มแมงมุมหัวกะโหลกยึดครองเอาไว้ แต่เปิดศึกกำราบได้ไม่นานอีกฝ่ายก็ยอมจำนนด้วยความหวาดกลัว หากปล่อยไปเฉยๆ ย่อมไม่มีประโยชน์ กลุ่มคนชั่วช้าแบบนี้เก็บเอาไว้ใช้งานย่อมมีประโยชน์กว่าดังคำที่ว่า
'หากคิดจะกำจัดคนชั่ว… ก็ให้ใช้คนชั่วเป็นผู้กำจัด'
มิเนอร์วาบังคับให้พวกมันสาบานตนรับใช้กลืนกินกลีบบัวพิษ หากผู้ใดไม่ยอมจำนน ก็จะหักนิ้วต่อกระดูกทรมานอีกฝ่ายจนยอมแพ้ไปเอง ทำทุกอย่างเสร็จมิเนอร์วาก็พักผ่อนทานอาหาร รอมาร์ตี้และพรรคพวกที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับมา โดยมีเหล่าแมงมุมหัวกะโหลกสมาชิกใหม่คอยรับใช้ดูแลอย่างว่านอนสอนง่าย
หลังจากพวกมาร์ตี้กลับมาแล้ว มิเนอร์วาก็กำชับสั่งงานให้สมาชิกซัลวาโตเร แต่ละคนก็มีหน้าที่ดูแลในส่วนต่างๆ หลังจากนี้ไปอีก 7 วันคือช่วงเวลาเตรียมตัวสำหรับการเข้าร่วมพิธีแต่งตั้งทายาทสืบทอดของวังมรณะสาบสูญ เด็กหนุ่มย่อมไม่มีเวลามาคอยจัดการกิจการทุกอย่างด้วยตัวเอง กลุ่มซัลวาโตเรลงมือรวดเร็วฉับไว แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างจนมิเนอร์วาต้องส่ายหัว แต่งานง่ายๆ อย่างการไปจับกุมตัวผู้บุกรุกที่เหลือก็สำเร็จลงด้วยดี ทำให้ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่า แมงมุมหัวกะโหลกคือกลุ่มที่ถูกซัลวาโตเรกลืนกินไปจนเกือบหมดรัง เหลือก็แค่เพียงตัวหัวหน้าและพวกระดับสูงที่ถูกจับกุมตัวไว้รอเค้นข้อมูลเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติในแบบที่ควรจะเป็น การหล่อหลอมเล่นแร่แปรธาตุคือสิ่งสำคัญลำดับถัดไปที่อยู่ในแผน มิเนอร์วามุ่งหน้าไปยังห้องทดลอง ทำการหลอมกระสุนเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ปรุงโอสถจำนวนมากเพื่อแจกจ่ายให้คนในกลุ่ม จะอย่างไรในสงครามที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีเพียงผู้ที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอเท่านั้นที่จะปลอดภัย ขวดโอสถหลากสีสันจำนวนมากถูกผสมปรุงขึ้น กระสุน และดินปืนจำนวนมาก ถูกอัดบรรจุเตรียมความพร้อมลงไปในลูกโม่ที่กองอยู่บนโต๊ะ
ตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมา มิเนอร์วาใช้ชีวิตอยู่แค่สองที่ คือห้องทดลองวิจัย และบ้านพัก จนกระทั่งการเตรียมตัวขั้นแรกเสร็จสิ้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาร์ตี้เดินเข้ามารายงานเรื่องต่างๆ และย้ำเตือนว่าใกล้ถึงเวลาประมูลแล้ว อีกทั้งในคราวนี้เนื่องจากได้ส่งบัตรเชิญไปให้กลุ่มน้อยใหญ่มากมายโดยรอบ จึงทำให้มีผู้คนเข้าร่วมมากกว่าปกติ และนั่นก็เป็นเรื่องดีสำหรับซัลวาโตเรที่จะได้ประกาศศักดาอย่างเป็นทางการครั้งแรก นี่คือการอวดโอ่อำนาจและศักยภาพของซัลวาโตเรที่แท้จริง เด็กหนุ่มหยิบสูทสีขาวสัดส่วนพอดีตัวขับเน้นรูปร่างขึ้นมาสวม แล้วเดินนำออกไป รู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าร้านเหล้าที่มีกลุ่มคนเข้าแถวก้มหัวรอต้อนรับ
มิเนอร์วาเคยบอกให้ทุกคนทำตัวตามสบายไม่ต้องมากพิธี แต่กลับเป็นสมาชิกซัลวาโตเรที่เอ่ยอธิบายว่าที่ต้องทำเพราะเป็นการให้เกียรติ และประกาศให้ทุกคนได้รู้ถึงอำนาจบารมีของผู้นำแห่งซัลวาโตเร เด็กหนุ่มก็คร้านจะเสียเวลาไปห้ามปราม ผู้ใดอยากทำอะไรก็ทำไป ขอแค่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่กี่ข้อของซัลวาโตเรได้ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเปิดประตูเดินเข้าไป สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มในชุดขาว ช่างโดดเด่นสะกดสายตา ที่เบื้องหลังเดินตามมาด้วยกลุ่มบุรุษหลากหลายวัยในชุดสูทสีดำตัดกับผู้ที่เดินนำหัวขบวน
สายตาคลั่งไคล้จากเหล่าหญิงสาวก็ดี สายตาปรารถนาบูชาจากเหล่าบุรุษก็ดี ทำให้กลุ่มซัลวาโตเรที่เดินตามมาข้างหลัง อดไม่ได้ที่จะเชิดหน้ายืดอกเดินตามอย่างภาคภูมิใจ เด็กหนุ่มเดินหายเข้าไปในส่วนลึกซึ้งเป็นสถานที่สำหรับจัดงานประมูล บนเวทีมีนักโทษผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าปิดตามัดปากอยู่ มันถูกตีตรวนทั้งมือและเท้า ส่วนล่างของแมงมุมหัวกะโหลกที่เคยแดงนูนตอนนี้ก็หายกลับมาเป็นปกติแล้ว มิเนอร์วาส่ายหัวยิ้มๆ ก้าวขึ้นไปยืนต่อหน้าทุกคนบนเวที กวาดสายตามองไปรอบด้านหนึ่งครั้ง ก่อนจะผายมือออกไปด้านข้าง
"สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน นี่คือผลลัพธ์จากการที่ลอบโจมตีและยึดครองกิจการของซัลวาโตเรในยามที่ข้าไม่อยู่ นอกจากจะทำร้ายคนของข้า ชายผู้นี้ยังไร้มารยาทปากก็บอกว่าอยากผูกมิตร พอข้ามอบของขวัญมูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองให้ แต่ชายคนนี้กลับเลือกคิดแย่งชิงไม่มอบของขวัญตอบแทน"
เสียงกระซิบกระซาบคาดเดานินทาไปต่างๆ นานา ดังขึ้นพร้อมกับสายตาจับจ้องของมวลประชา
"จะอย่างไรก็ตามแต่… ซัลวาโตเรของข้าก็หาใช่กลุ่มคนไร้เหตุผล ในเมื่อเอาของผู้อื่นไปก็ต้องถูกทวงคืนเป็นธรรมดา ตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมานอกจากเขาจะไม่ยอมคืนของจนครบจำนวน แต่ยังได้ดื่มกินอาหารของพวกข้าโดยไม่ยอมชำระจ่ายเงิน ข้าก็จนปัญญาจะหาทางอื่น ดังนั้นในวันนี้ก่อนเริ่มงานประมูล ข้าจึงได้จัดกิจกรรมพิเศษนี้ขึ้นให้ทุกท่านได้ร่วมสนุก"
มิเนอร์วาในชุดสูทสีขาวยกยิ้มกวาดสายตาไปยังผู้คนอีกรอบ จ้องทองทุกผู้ที่หน้าตาดูไม่คุ้น
เพียะ!
"อั๊ก… อัดอ๊บเอ๊ยไอเอ็กเอน อึดอัดอิบอาย"
เสียงร้องอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ร้องดังขึ้น เต็มด้วยอาการตระหนกตกใจ เนื่องจากโดนตบหัวโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงหนังหัวกระทบกับฝ่ามือนั้น ได้มอบความสุนทรีย์สบายจิตให้แก่ทุกผู้คน ที่กำลังจ้องมองมาอย่างน่าประหลาดใจ
"อย่างที่ทุกท่านได้เห็นและได้ยิน ในตอนที่ข้าลงมือกำราบกลุ่มแมงมุมหัวกะโหลก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ข้าลงโทษสั่งสอนด้วยการตบหัว แต่ใครกันจะคาดคิด การตบหัวชายผู้นี้กลับมอบความรู้สึกสบายจิตสนุกใจเป็นอย่างมาก ตัวข้ามีนิสัยชอบแบ่งปัน ดังนั้นจึงคิดได้ว่าจะเปิดขายสิทธิ์ในการตบหัวคนผู้นี้ หนึ่งครั้งหนึ่งทอง! รายได้ทั้งหมดข้าจะนำไปบริจาคให้แก่โบสถ์ เพื่อช่วยเหลือเหล่าเด็กกำพร้าขาดแคลนโอกาส"
มิเนอร์วาพูดไปยิ้มไป ไม่สนใจอาการตกใจดิ้นรนไม่ยินยอมของชายหัวโล้น กวาดสายตาอีกรอบหนึ่ง โดยเน้นย้ำการมองไปยังสามจุดที่ต่างกันบนที่นั่งผู้ร่วมประมูล ผู้ที่เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ มีกลุ่มน้อยใหญ่มากมายที่มารวมกัน ด้วยความสงสัยใคร่รู้ พื้นที่ดูแลอื่นที่ติดกับของซัลวาโตเรมีอยู่สามพื้นที่ใหญ่ ถูกดูแลโดยชายผู้หนึ่งหน้าตาดีนั่งอยู่บนที่นั่งสูงสุดทางฝั่งซ้าย อนุมานจากลักษณะท่าทางแล้ว แลดูจะมีนิสัยฉลาดและเป็นมิตร ชายผู้นี้คือคาร์โล ผู้นำกลุ่มซิลเวอร์วูล์ฟ
ถัดมาตรงกลางของชั้นสูงสุดเช่นกัน เป็นสตรีผู้หนึ่งในชุดลายลูกไม้สีดำ ยืนคาบไปป์ยาวพ่นควันออกมาจางๆ สายตาลุ่มลึกอันตรายเดาว่าเป็นคนเจ้าแผนการ และเลือดเย็น ชื่อของนางคือลูซ ผู้นำกลุ่มอินดิโก้วิช หนึ่งในกลุ่มใต้สังกัดของกุหลาบพิษ และสุดท้ายบนที่นั่งสูงสุดฝั่งขวา ชายผู้หนึ่งอายุไล่เลี่ยไม่แตกต่างจากคาร์โลมากนัก เขาสวมผ้าคาดตาสีแดง สัมผัสได้ทันทีเพียงแค่มองดูว่าเป็นคนดีผู้หนึ่ง ด้านหลังแบกธนูศิลาสีฟ้าอ่อน บริเวณเอวด้านหลังเหน็บเอาไว้ด้วยดาบสั้นขวางกับลำตัว ชายผู้นี้มีชื่อว่าโรบิน ผู้นำแห่งกลุ่มฮู้ด กลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นเหล่าโจรผู้อารี
"แน่นอนหากตบตีเฉยๆ ย่อมไม่สนุกใช่หรือไม่? ดังนั้นข้าจึงหยิบยกเอาความเชื่อเรื่องหนึ่งของอาณาจักรที่อาจารย์ข้าได้จากมา ความเชื่อดั้งเดิมนั้น คือการนำผงแป้งมาถูกับวัตถุวิเศษ ซึ่งหากมีวาสนาแล้วละก็ตัวเลขจะปรากฏขึ้นให้เห็น มักใช้ในการทำนายทายทัก"
มิเนอร์วาพักหายใจให้ผู้คนค่อยๆ ย่อยข้อมูล เตรียมจัดงานการกุศลเพื่อช่วยเหลือเหล่าเด็กกำพร้า ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเติบโต ต่างจากเด็กในวัยเดียวกันที่มีครอบครัวคอยช่วยเหลือ
"ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ดังนั้นข้าจึงได้เขียนตัวเลขด้วยเทคนิคพิเศษเอาไว้ ตัวเลขจะถูกซ่อนอยู่ที่ตัวแมงมุมบนหัวของเขาตรงนี้! วิธีการนั้นคล้ายกันทางข้าจะเตรียมแป้งเอาไว้พวกท่าน เพียงแค่เอาแป้งทามือและสวดภาวนาให้ดี ขอให้มองเห็นตัวเลขปรากฏขึ้นมาหลังจากตบลงไป เงินรางวัล 1,000 เหรียญทอง จ่ายด้วยเงินส่วนตัวของข้าเอง"
มิเนอร์วาบิดหัวอีกฝ่ายและชี้ให้แขกทุกคนดูบริเวณหลังหัวรูปกะโหลก พร้อมกับก้มหัวลงไปกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา เต็มไปด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นบาดจิต แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเย็นชาน่าคร้ามเกรง
"เจ้ารู้หรือไม่… สำหรับข้าการมอบความตายให้ศัตรูอย่างไม่ทรมาน ถือเป็นการให้พร การมอบความหวาดกลัวถึงขีดสุดจนไม่อาจจินตนาการให้อีกฝ่ายต่างหากเล่า คือการลงทัณฑ์ หึๆ…"
มิเนอร์วาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอมองดูร่างกายอีกฝ่ายที่สั่นระริก แผ่นหลังท่วมไปด้วยเหงื่อเย็น เพียงแค่จินตนาการว่าถูกคนจำนวนมากตบตีราวของเล่น อีกทั้งหากผู้อื่นเงินหนาจ่ายหลายทอง เช่นนั้นมันก็ต้องโดนหลายสิบทีแล้ว นิ้วมือและนิ้วเท้าสั่นสะท้านยากควบคุม แต่มันก็กัดฟันปิดปากเงียบไม่ยอมสยบแพร่งพรายความลับใด มิเนอร์วาไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของอีกฝ่ายลูบหัวกลมเกลี้ยงนั้นอย่างเบามือ เหยียดตัวยืนลูบหัวเอ่ยต่อท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงออกมา
"นั่นแหละ… กัดฟันเอาไว้ให้ดี อย่าได้หลุดปากแพร่งพรายข้อความใดออกมา ต้องรับโทษทัณฑ์สำหรับความเลวทรามของเจ้าก่อนสิ ถึงจะสาสมกับสิ่งที่เจ้าเคยก่อไว้ในอดีต ข้าน่ะมีงานอดิเรกแปลกๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือการที่ชอบมองดูตัวสวะถูกทรมาน เอาล่ะไหนๆ ก็จะโดนตบตีแล้วช่วยส่งเสียงร้องดังๆ ให้เข้ากับเสียงจังหวะการตีด้วยนะ หากทำให้ข้าพอใจข้าอาจจะเมตตาลดโทษให้เจ้าก็ได้ สู้ๆ นะ ฮึบเข้าไว้ ฮ่าๆ ๆ"
มิเนอร์วาตบหัวอีกฝ่ายแปะๆ อย่างเอ็นดู กล่าวเน้นย้ำคำให้กลุ่มคนทั้งหมดไม่ว่าจะกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ได้ยิน นี่คือการประกาศศักดาที่แท้จริง! นี่คือการแสดงให้ทุกผู้ได้เห็นว่า หากกล้าล้ำเส้นซัลวาโตเรแล้วจะต้องพบเจอกับความอำมหิตโหดเหี้ยมใด แม้แต่ผู้ที่ชาวบ้านเรียกว่าผู้เที่ยงธรรมอย่างโรบินและคาร์โล ยังต้องพึมพำออกมาเป็นเสียงเดียวกัน พยักหน้าให้การยอมรับ พวกมันสองคนราวกับสัมผัสถึงคำพูดของกันและกันได้จึงหันหน้ามาจ้องกัน ก่อนที่จะพยักหน้ายิ้มๆ ทักทายอีกฝ่าย
ส่วนสตรีแห่งปรารถนาสีครามในยามนี้กำลังยกยิ้มมุมปากพึงพอใจ ใบหน้าแฝงไปด้วยความเย้ายวนในแบบผู้ใหญ่ ผู้นำจากหลากหลายกลุ่มเริ่มพากันคิดไปต่างๆ นานา พยายามระวังตัวไม่ให้ไปล่วงเกินเด็กหนุ่มเข้า เพราะนี่คือการตีหนึ่งเมืองสยบสิบนครที่แท้จริง!