[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

Episode 51 มหาเรื่องเล่า (1) (รีไรต์)

อัครทูตสวรรค์อูรีเอล ปรากฏตัวขึ้นในโลกปีศาจที่73

        ในนิยายช่วงครึ่งหลังเป็นต้นไปจะมีเหตุให้อูรีเอลลงมาเยือนด้วยร่างอวตารอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่ตอนนี้เพิ่งจะซีนาริโอที่ 25เท่านั้น

        เหล่าราชาปีศาจกับพวกกลุ่มดาวพึมพำด้วยความตื่นตระหนก

        [ปะ...เป็นไปไม่ได้...]

        ร่างโปร่งแสงของอูรีเอลฉายอยู่เบื้องหลังจองฮีวอนที่หลับตานิ่ง เรือนผมสีบลอนด์ยาวของอูรีเอลพลิ้วไหวอยู่กลางอากาศพร้อมกับแผ่ออร่าแห่งความสูงสง่า

        เปรี๊ยะ!

        ตาชั่งแห่งความเป็นไปได้กำลังโน้มเอียงอีกครั้ง ตาชั่งที่สมดุลถูกทำลายกลับคืนสู่ความเที่ยงธรรมด้วยการปรากฏกายของอูรีเอลเพียงคนเดียว ไม่สิเหมือนจะเอนมาทางฝั่งพวกเราด้วยซ้ำ

        เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นั่นยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของอูรีเอล

        การต่อสู้ทั่วสนามรบหยุดชะงักกลางคัน สุริยะมองมาทางนี้ด้วยแววตาตึงเครียด พวกกลุ่มดาวที่เอาแต่ต่อสู้อย่างไม่ยอมถอยให้ต่างก็นิ่งงันไป การลงมาสถิตของอัครทูตสวรรค์เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกกลุ่มดาวด้วยเช่นกัน

        คนแรกที่เปิดปากพูดคือราชาปีศาจที่มีใบหน้าเป็นนกฮูกมือถือดาบที่ลุกเป็นไฟ

        [อัครทูตสวรรค์! คิดว่าที่นี่เป็นที่ไหนถึงได้กล้าปรากฏตัว!]

        ผมรู้จักเขา

        ‘ผู้สร้างความแตกแยก’ ราชาแห่งโลกปีศาจที่ 63 ‘แอนดราส’ เขาคือคนที่ร่ายคำสาปใส่ฮันซูยองผู้ซึ่งลงมือสังหารบริวารของตนเมื่อตอนนั้น

        ราชาปีศาจอีกตนที่อยู่ข้างๆ เปิดปากพูดต่อ

        [คะ...คะ...คงอยากเป็นศพสินะอัครทูตสวรรค์]

        โครงกระดูกสวมเกราะสีเขียวและมงกุฎ ‘ประมุขผู้เล่นแร่แปรศพ’ ราชาแห่งโลกปีศาจที่ 54 ‘มูรมูร’

        แม้จะเป็นราชาปีศาจระดับล่างแต่ทั้งสองต่างก็แข็งแกร่งชนิดคนละระดับกับผมทว่าสีหน้าของพวกเขายามนี้กลับมีเพียงความรู้สึกที่ไม่ควรปรากฏบนใบหน้าของผู้แข็งแกร่ง

        มันคือความหวาดกลัว

        อูรีเอลลงมาสถิตเรียบร้อยแล้วเธอลืมตาขึ้นช้า ๆ ทันทีที่นัยน์ตาสีมรกตกระจ่างใสมองดูโลกก็ประหนึ่งจะพลิกเปลี่ยนสีโลกได้ทั้งใบขนาดผมที่ไม่ได้มองสบตาเธอตรง ๆ ยังรู้สึกราวกับหัวใจแข็งทื่อ

        [กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ เฝ้ามอง ‘โลกปีศาจที่ 73’]

        สายตาของอัครทูตสวรรค์แฝงนัยของการล่มสลาย แววตาที่เฝ้ามองทุกสรรพสิ่งบนโลกหล้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะชำระล้างโลกให้บริสุทธิ์ ‘โลกปีศาจที่ 73’ กำลังสั่นสะเทือนเพราะสายตาคู่นั้นของเธอ

        [ไอ้พวก ■■ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ]

        ราชาปีศาจทั้งสองผงะถอยไปสามสี่ก้าวมุมปากข้างหนึ่งของจองฮีวอนกระตุกเล็กน้อย

        [เจ้า...ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่า อย่าเที่ยวถือดาบนั่นไปไหนมาไหนมันทับคาแร็กเตอร์ข้าจนน่าหงุดหงิด]

        ราชาปีศาจแอนดราสลดดาบไฟลุกลงทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ดวงตานกฮูกกะพริบถี่ ส่วนคางของโครงกระดูกมูรมูรก็สั่นเทาอย่างรุนแรง

        คนที่ก้าวขาออกมาก่อนใครคือมูรมูร

        [อัครทูตสวรรค์โง่เง่า! เจ้าทำแบบนี้หมายความว่ายังไง! หรือว่า...อะ...เอเดนตัดสินใจเข้าร่วม ‘ศึกเลือกราชาปีศาจ’...]

        [ไอ้ ■ ข้ามาของข้าเอง]

        ผมนึกถึงการตั้งค่าตัวละครของอูรีเอลขึ้นมา ที่ผ่านมาผมอาจจะเผลอลืมไป เพราะอูรีเอลมีเมตตากับผมมาก แต่ที่จริงแล้วเธอคนนี้เป็นหนึ่งในอัครทูตสวรรค์ที่น่ากลัวที่สุดใน <เอเดน>

        ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ

        ในสนามรบเธอต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอัครทูตสวรรค์คนไหนๆ ทั้งยังกวาดล้างปีศาจมามากที่สุด

        พอหญิงสาวชูมือขึ้นสูงดาบเปล่งแสงเพลิงสีขาวก็ปรากฏ ต่อหน้าดาบเล่มนั้นเปลวเพลิงรอบด้านพลันดับวูบลงราวกับต้องการแสดงความเคารพต่อเธอ

        ดาบซึ่งแฝงด้วยเพลิงระดับสูงสุดของ[เพลิงโลกันตร์] นี่คือมรดกดวงดาวของอูรีเอล ‘เปลวเพลิงแห่งการลงทัณฑ์’

        เมื่อเธอชักดาบขึ้นมาถือไว้ในมือราชาปีศาจทั้งหลายต่างก็มีสีหน้าร้อนรน

        [ลืมสนธิสัญญาไปแล้วหรือไง]

        [แด ■ ไปเถอะไอ้พวก ■ เหมือน ■]

        [วะ...ว่าไงนะ]

        [โอ๊ยไอ้เห ■ ฟิลเตอร์คัดกรองนี่แม่ ■...]

        ผมนึกออกตอนนั้นเองว่าทางเนบิวลาได้ตั้งค่าฟิลเตอร์คัดกรองเอาไว้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและหน้าตาอันสูงส่งของเหล่าอัครทูตสวรรค์แห่ง <เอเดน>

        ตอนนั้นเองนัยน์ตาของอูรีเอลก็หันมาทางผม

        [คิมดกจา?]

        คงเป็นเพราะผมเผยสีหน้าตกใจชัดไปละมั้ง อูรีเอลเลยยิ้มให้ผมอย่างกระอักกระอ่วน

        [...วะ...หวัดดี?]

        เธอดูจะทักทายอย่างอึดอัดเล็กน้อยราวกับอับอายภาพลักษณ์ที่เผลอแสดงออกมาก่อนหน้านี้

        [กลุ่มดาวจำนวนมากพูดอะไรไม่ออก]

        [กลุ่มดาว ‘มังกรทมิฬแห่งนรกอเวจี’ ชี้นิ้วกล่าวว่า อย่าพยายามอะไรที่เปล่าประโยชน์เลย]

        พวกราชาปีศาจที่เพิ่งจะถูกคุกคามอย่างหนักอยู่เมื่อครู่นี้ต่างก็มองมาทางนี้ด้วยนัยน์ตาตื่นตะลึง ผมรีบคุมสติตัวเอง แล้วโค้งศีรษะทักทายกลับไป

        “ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับอูรีเอล”

        [อื้อ!]

        อูรีเอลยิ้มกว้าง

        [คุณกำลังได้รับความรักจากอัครทูตสวรรค์!]

        [คุณได้รับเรื่องเล่าเรื่องใหม่!]

        [คุณได้รับเรื่องเล่า ‘ผู้ได้รับความรักจากอัครทูตสวรรค์’!]

        ข้อความทางอ้อมเปี่ยมด้วยความเป็นห่วงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อูรีเอลคงกังวลว่าผมจะหวาดกลัว อันที่จริงผมรู้สึกซาบซึ้งใจเหมือนกัน ที่ผ่านมามีกลุ่มดาวแสดงความชื่นชอบในตัวผมค่อนข้างมาก แต่ไม่มีใครขยันช่วยเหลือผมอย่างเต็มที่เท่าอูรีเอลมาก่อนเลยสักคน

        ผมไม่เคยได้ช่วยอะไรเธอเลยแต่เธอกลับมาถึงที่นี่ในวันนี้เพื่อผม

        อูรีเอลม้วนแขนเสื้อทั้งสองข้างของจองฮีวอนขึ้นก่อนจะตะโกนเสียงดังอย่างภาคภูมิ

        [ไม่ต้องกังวลไปนะ คิมดกจา! ข้าจะช่วยสังหารให้หมดเอง!]

        ผมรู้ว่านั่นเป็นแค่การแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่คือโลกปีศาจ ถ้าอัครทูตสวรรค์ปลดปล่อยพลังออกมาที่นี่จริง ๆ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ไม่ต้องถามก็รู้

        แต่แค่อูรีเอลพูดถึงขนาดนั้นก็มากพอแล้วที่ผมจะ...

        “...อูรีเอล?”

        ย้ากกกก!

        “เดี๋ยวครับ! อูรีเอล!”

        เปลวเพลิงพุ่งออกจากดาบของอูรีเอลท้าทายสวรรค์เบื้องบนอย่างไม่หยุดยั้งนั่นคือ [เพลิงโลกันตร์] พลังที่แท้จริงของอูรีเอลซึ่งสามารถทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นทะเลเพลิง

        [อะ...อัครทูตสวรรค์บ้าไปแล้ว! หนีเร็ว!]

        [หญิงบ้า!]

        พวกกลุ่มดาวเริ่มวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นด้วยความหวาดกลัว ผมก็ไม่นึกเหมือนกันว่าอูรีเอลจะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาแบบนี้

        ดกกักที่แอบซ่อนตัวยังต้องรีบโผล่หัวออกมาด้วยความร้อนรน

        [ดะ...เดี๋ยวขอรับ ท่านอัครทูตสวรรค์ ใจเย็น ๆ ก่อนนะขอรับ...!]

        ท่าทางปลิ้นปล้อนของเขาทำให้ผมโมโหจนหัวร้อน เจ้านี่เป็นคนละทิ้งซีนาริโอแถมยังยืดเยื้อไม่ยอมประกาศผลผู้ชนะสักที แล้วจะมาพูดอะไรตอนนี้...

        อูรีเอลเอ่ยราวกับอ่านใจผมออก

        [■ วย]

        [ขะ...ขอรับ?]

        [ซีนาริโอ ■ วย!โทแกบี ■ วย! ไอ้เห ■ พวก ■]

        อูรีเอลดูจะโมโหแล้วจริงๆ ท้องฟ้าโลกปีศาจกำลังส่งเสียงร้องคำรามตอบสนองโทสะของหญิงสาว

        ครืนนนน!

        แต่แล้วในจังหวะที่ดาบของอัครทูตสววรค์กำลังจะปักลงมาบนพื้น

        [ราชาปีศาจ ‘ผู้เข้มงวดอย่างมิอาจประเมิน’ ระเบิดโทสะอย่างรุนแรง]

        คลื่นพลังเวทสีดำพลันพัดกระหน่ำอยู่บนท้องฟ้า

        [ราชาปีศาจ ‘ผู้ปกครองนรกตะวันออก’ จ้องมองอัครทูตสวรรค์]

        [ราชาปีศาจ ‘ปีศาจร้ายแห่งหลักการ’ ยกระดับชั้นของตน]

        [ราชาปีศาจ ‘ราชสีห์แผงคอดำ’ ระเบิดเสียงร้องคำรามไปยังเอเดน]

        เหล่าราชาปีศาจที่เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามก็รู้ได้ว่าระดับสูงส่งเพียงใดเริ่มปรากฏตัวขึ้นในช่องทางนี้ทีละตนสองตน

        บัดซบถ้ามีอะไรผิดพลาดคงได้เกิดมหาสงครามระหว่างเทพกับปีศาจขึ้นที่นี่แน่ทว่าที่ปรากฏตัวไม่ได้มีแค่พวกราชาปีศาจฝ่ายเดียว

        [กลุ่มดาว ‘ผู้พิทักษ์นักเดินทางและผู้เยาว์’ เข้าสู่ช่อง]

        [กลุ่มดาว ‘ดอกลิลี่ปักคนโท’เข้าสู่ช่อง]

        [กลุ่มดาว ‘ผู้บัญชาการแห่งคอสมอสแดง’ เข้าสู่ช่อง]

        เหล่ากลุ่มดาวระดับสูงที่เพียงแค่ปรากฏตัวก็ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความตึงเครียดทันทีที่กลุ่มดาวแกนนำสำคัญของ<เอเดน>เข้าสู่ช่อง ขนาดของช่องก็ขยายใหญ่ขึ้นฉับพลันบียูในอกเสื้อตัวสั่นเทาด้วยความทรมาน

        [กลุ่มดาว ‘อาลักษณ์แห่งสรวงสวรรค์’ มอง ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ด้วยนัยน์ตาคมดุ]

        ดาบของอูรีเอลสั่นกระตุกราชาปีศาจกับอัครทูตสวรรค์ทั้งหมดต่างก็จับจ้องค้างไปที่ดาบของอูรีเอลราวกับเวลาหยุดนิ่งทิศทางของดาบเล่มนั้นจะเป็นตัวตัดสินอนาคตของเอเดนกับโลกปีศาจ

        [เหล่าราชาแห่งโลกปีศาจกับเหล่าอัครทูตสวรรค์เปิดการประชุมด่วน]

        [เนื่องจากเหตุดังกล่าว ราชาปีศาจและอัครทูตสวรรค์ทั้งหมดในซีนาริโอจึงถูกเรียกรวมตัวเป็นการด่วน]

        เสียงความเป็นไปได้ขนาดใหญ่เคลื่อนไหวดังขึ้นพร้อมกับที่ดาบของอูรีเอลสลายไปกลางอากาศ ร่างของจองฮีวอนโคลงเคลงไปมา อัครทูตสวรรค์กำลังถูกดึงตัวออกไปจากโลกปีศาจ

        อูรีเอลหันมายิ้มจางให้ผมก่อนจะเอ่ยขึ้น

        [ข้าอยากช่วยจนถึงที่สุดแท้ ๆ]

        ผมเพิ่งจะเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของอูรีเอล

        [มะ...ไม่! เป็นแบบนี้ได้ยังไง!]

        คนที่ต้องหายไปจากที่นี่ไม่ได้มีแค่อูรีเอลเท่านั้น แต่พวกราชาปีศาจที่ลงมาสถิตกันก่อนหน้านี้ต่างเริ่มหายไปทีละตนสองตนท่ามกลางกระแสไฟฟ้าแห่งความเป็นไปได้

        อูรีเอลยอมสละตัวเองเพื่อมัดมือมัดเท้าลากราชาปีศาจทั้งหมดไปจากที่นี่

        [...น่าตกใจยิ่งนัก]

        ชอกจุนคยองพึมพำด้วยความประทับใจ

        [ไม่นึกเลยว่าอัครทูตสวรรค์ผู้เคร่งครัดจะยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อเจ้าได้ขนาดนี้...]

        ผมไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าอูรีเอลจะต้องเจอกับโทษทัณฑ์อะไรบ้างอัครทูตสวรรค์ละเมิดสนธิสัญญาสงครามเทพปีศาจด้วยความตั้งใจของตัวเองตั้งแต่นี้ไปเธอคงโดน<เอเดน> กักบริเวณอย่างเข้มงวดแน่

        [ต้องชนะให้ได้นะ คิมดกจา]

        ผมเอื้อมมือออกไปหาอูรีเอลที่กำลังจะหายไป แต่ร่างของเธอได้สลายไปท่ามกลางแสงเรืองรองแล้ว ผมรีบรับร่างจองฮีวอนที่หมดสติมาอยู่ในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว จองฮีวอนต้องแบกรับระดับชั้นของอูรีเอล เลยหลับใหลไปพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก

        ด้วยความช่วยเหลือจากอูรีเอลพวกเราจึงไม่จำเป็นต้องมากังวลเรื่องการเข้าร่วมศึกของพวกราชาปีศาจอีกแต่เพราะเหตุนั้นจึงก่อให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายหนักกว่าเก่าอีกเรื่อง

        [ข้าประเมินผิดไปสินะ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นกลุ่มดาวระดับที่สามารถเรียกตัวอัครทูตสวรรค์ลงมาได้]

        สุริยะมองสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าที่อัครทูตสวรรค์และราชาปีศาจถูกเรียกตัวไป แววตาของสุริยะที่เอาแต่ดูถูกผมมาตลอดตอนนี้กำลังฉายแววจริงจังไม่คิดจะล้อเล่นอีกต่อไป มนูกับราชาเอดิปัสผู้ซึ่งประกบซ้ายขวาคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายสุริยะเองก็เช่นกัน

        [ตั้งแต่นี้ไปคงต้องเอาจริงกันหน่อยแล้วสิ]

        ร่างของสุริยะพุ่งสูงดุจลูกธนู บรรยากาศรอบด้านพลันแปรเปลี่ยน สายลมเริ่มพัดกระหน่ำหมุนเป็นเกลียวโดยมีพื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลาง

        และไม่นานหลังจากนั้น

        ตึก ๆ ๆๆ ๆ!

        “นะ...นี่มันเสียงอะไรน่ะ”

        สมาชิกกลุ่มที่อยู่ห่างออกไปรีบวิ่งเข้ามาหาผมทีละคนสองคนจางฮายองเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดด้วยความเหนื่อยล้า

        “บ้าไปแล้ว...”

        ข้างหลังดวงอาทิตย์สว่างนั่นอะไรบางอย่างกำลังบินข้ามผ่านเอกภพมาที่นี่เสียงพุ่งทะลุผืนฟ้าราวกับต้องการจะฉีกกระชากอากาศรอบด้านดังขึ้น

        นั่นเป็นเสียงที่ฟังดูคล้ายกับเวลาที่อุกกาบาตพุ่งตกสู่พื้นโลก

        ผมมองอย่างพินิจสิ่งที่กำลังบินมาคือรถม้าขนาดใหญ่ทุกครั้งที่ม้าสีทองสว่างตัวใหญ่มหึมาเร่งความเร็วโลกปีศาจก็สั่นคลอนไปทั้งใบราวกับจะระเบิดออก

        “...รถม้า?”

        ของแบบนั้นเรียกว่ารถม้าได้ด้วยหรือควรจะเรียกว่ารถจักรมากกว่าหรือเปล่า ไม่มีศัพท์ใดเหมาะจะเรียกขานมันเลยสักคำสิ่งที่ผมมั่นใจมีเพียงแค่ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าจะใช้มโนสำนึกของมนุษย์ยอมรับและมันกำลังแล่นลงมายังพื้นโลก

        สิ่งนั้นกำลังจะกลายเป็นภัยพิบัติของโลกใบนี้

        ยูซังอาเปิดปากพูด

        “รถม้าของสุริยะฉันเคยเห็นในหนังสือเทวตำนานค่ะ มันยาวเกินกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นกิโลเมตร...”

        “หนึ่งแสนสามหมื่น? นั่นเป็นไปได้ด้วยเหรอ”

        พอจางฮายองถามขึ้น ยูซังอาก็ส่ายหน้าพูด

        “เพราะอย่างนั้นถึงได้เป็นเทวตำนานยังไงล่ะคะ”

        เทวตำนานของอินเดียเชื่อว่าเอกภพมีเต่ายักษ์กับช้างเป็นผู้แบกค้ำโลกเอาไว้ดังนั้นจะมีรถจักรขนาดใหญ่แบบนั้นโผล่มาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

        ครืนนนน!

        ปัญหาคือ ภัยพิบัตินั่นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องต่อสู้ด้วย

        [มหาเรื่องเล่ารับรู้ส่วนหนึ่งของ ‘เวด้า’]

        [ความเข้าใจเรื่องเล่าของคุณเพิ่มสูงขึ้น]

        ...ที่สุริยะบอกว่าจะเอาจริงแล้วหมายถึงเจ้านี่สินะ

        ผมอดประทับใจกับระดับชั้นที่ทำให้ขนลุกไปทั้งร่างไม่ได้แค่มันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ผมก็รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังที่ไร้ทางออกแล้วประสบการณ์ที่ได้ประจักษ์รู้เห็นเพียงส่วนหนึ่งของมัน แต่ระดับแตกต่างจาก ‘เรื่องเล่า’ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมต้องไขว่คว้าเอา ‘มหาเรื่องเล่า’มาไว้ในมือให้ได้

        [ให้ตายเถอะ รีบหนีเร็ว!]

        รถม้าที่พุ่งแหวกลงมาจากท้องฟ้าสูงทำให้กลุ่มดาวหลายกลุ่มรีบวิ่งหนีหางจุกตูดไม่ว่าจะกลุ่มดาวหรือใครหน้าไหนก็ไม่สามารถหนีรอดปลอดภัยไปจากการปะทะกับมันได้หรอก

        ชอกจุนคยองพึมพำ

        [เรื่องชักจะยุ่งยากแล้วจริง ๆ มันคิดที่จะทำลายโลกใบนี้]

        “...กลัวเหรอครับ”

        [ไม่เลยน่าสนุกดี]

        ชอกจุนคยองหัวเราะอย่างสนุกจากใจจริงจังหวะที่ผมกำลังจะหันไปพูดอะไรบางอย่างกับสมาชิกกลุ่มใครบางคนก็มายืนอยู่ข้างกายผม

        ไม่ใช่ชอกจุนคยองไม่ใช่กลุ่มดาว

        “...ฟื้นแล้วเหรอ”

        ผมหันไปมองยูจุงฮยอกใช้ดาบมารสวรรค์ทมิฬเป็นไม้เท้าค้ำยืนอยู่ตรงนั้น

        [ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ เปิดใช้งาน ‘ฟื้นคืนสภาพ Lv.10’!]

        ในที่สุดร่างกายของยูจุงฮยอกก็ฟื้นตัวในระดับที่สามารถใช้ ‘ฟื้นคืนสภาพ’ได้แล้ว พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายของเขากำลังลุกโชนอยู่บนดาบสีดำ

        ปากกับเส้นเสียงคงฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ยูจุงฮยอกเลยไม่ได้พูดอะไร แต่ความคิดของเขาดังขึ้นผ่าน [มุมมองนักอ่านพระเจ้า] แทน

        「 คิมดกจา 」

        “อื้อ”

        บางทีนี่คงจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของโลกปีศาจ

        [‘โลกปีศาจที่ 73’ จับจ้องการตัดสินใจของคุณ]

        ครั้งนี้ไม่ว่าผมหรือใครก็ไม่อาจรับประกันได้ทั้งนั้น ใครบางคนอาจต้องจบชีวิตอยู่ที่นี่ บางทีอาจเป็นผมกับยูจุงฮยอกก็ได้ที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่โลกปีศาจแห่งนี้

        แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงพูดออกไป

        “ไปกันเถอะครับ”

        ยูซังอากับอีฮยอนซองพยักหน้าชินยูซึงขึ้นไปขี่มังกรคิเมร่าแล้วบินมาอยู่ข้าง ๆ ผมอีจีฮเยที่เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ทางฝั่งคูน้ำเองก็พยักหน้าเช่นกัน

        ไม่มีกลุ่มดาวไหนยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเราที่นี่มีแค่มนุษย์อย่างพวกเราเท่านั้นแต่มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะเสียทีเดียว เพราะผมยื้อเวลามาได้มากพอสมควร

        ทั้งหมดเป็นเพราะความช่วยเหลือจากอูรีเอล

        [ปณิธานของ ‘โลกปีศาจที่ 73’ ตอบสนองต่อการตัดสินใจของคุณ]

        สุริยะพลาดแล้วที่เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา

        ต่อหน้าภัยพิบัติที่กำลังมาเยือนคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายไม่ได้มีแค่พวกเราเท่านั้น เพราะ ‘โลกปีศาจที่ 73’ แห่งนี้เองก็ถึงเวลาเลือกแล้ว เหมือนอย่างที่ ‘โลกวรยุทธ์ที่ 1’ ต้องตัดสินใจเมื่ออยู่ต่อหน้าซีนาริโอการล่มสลาย

        [‘มหาเรื่องเล่า’ แห่ง ‘โลกปีศาจที่ 73’ แตกหน่องอกเงย]

        และไม่มีโลกใบไหนยอมเลือกผู้ที่จะมาทำลายตนเองให้เป็นเจ้านายของมัน

        [‘โลกปีศาจที่ 73’ เลือกคุณเป็นเจ้านายของตน]

        โทแกบีตื่นตระหนก พวกกลุ่มดาวระเบิดข้อความทางอ้อมกันไม่ยั้ง ทว่าผมไม่ได้ฟังเสียงของใครในบรรดานั้นทั้งสิ้น

        ตอนนี้ผมไม่ใช่ผู้รับฟังแต่เป็นผู้เล่าขาน

        [‘มหาเรื่องเล่า’ ของคุณเริ่มเล่าขานเรื่องราว]

คล้ายกับเรื่อง[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT) ที่คุณอ่าน