อัครทูตสวรรค์อูรีเอล ปรากฏตัวขึ้นในโลกปีศาจที่73
ในนิยายช่วงครึ่งหลังเป็นต้นไปจะมีเหตุให้อูรีเอลลงมาเยือนด้วยร่างอวตารอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่ตอนนี้เพิ่งจะซีนาริโอที่ 25เท่านั้น
เหล่าราชาปีศาจกับพวกกลุ่มดาวพึมพำด้วยความตื่นตระหนก
[ปะ...เป็นไปไม่ได้...]
ร่างโปร่งแสงของอูรีเอลฉายอยู่เบื้องหลังจองฮีวอนที่หลับตานิ่ง เรือนผมสีบลอนด์ยาวของอูรีเอลพลิ้วไหวอยู่กลางอากาศพร้อมกับแผ่ออร่าแห่งความสูงสง่า
เปรี๊ยะ!
ตาชั่งแห่งความเป็นไปได้กำลังโน้มเอียงอีกครั้ง ตาชั่งที่สมดุลถูกทำลายกลับคืนสู่ความเที่ยงธรรมด้วยการปรากฏกายของอูรีเอลเพียงคนเดียว ไม่สิเหมือนจะเอนมาทางฝั่งพวกเราด้วยซ้ำ
เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นั่นยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของอูรีเอล
การต่อสู้ทั่วสนามรบหยุดชะงักกลางคัน สุริยะมองมาทางนี้ด้วยแววตาตึงเครียด พวกกลุ่มดาวที่เอาแต่ต่อสู้อย่างไม่ยอมถอยให้ต่างก็นิ่งงันไป การลงมาสถิตของอัครทูตสวรรค์เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกกลุ่มดาวด้วยเช่นกัน
คนแรกที่เปิดปากพูดคือราชาปีศาจที่มีใบหน้าเป็นนกฮูกมือถือดาบที่ลุกเป็นไฟ
[อัครทูตสวรรค์! คิดว่าที่นี่เป็นที่ไหนถึงได้กล้าปรากฏตัว!]
ผมรู้จักเขา
‘ผู้สร้างความแตกแยก’ ราชาแห่งโลกปีศาจที่ 63 ‘แอนดราส’ เขาคือคนที่ร่ายคำสาปใส่ฮันซูยองผู้ซึ่งลงมือสังหารบริวารของตนเมื่อตอนนั้น
ราชาปีศาจอีกตนที่อยู่ข้างๆ เปิดปากพูดต่อ
[คะ...คะ...คงอยากเป็นศพสินะอัครทูตสวรรค์]
โครงกระดูกสวมเกราะสีเขียวและมงกุฎ ‘ประมุขผู้เล่นแร่แปรศพ’ ราชาแห่งโลกปีศาจที่ 54 ‘มูรมูร’
แม้จะเป็นราชาปีศาจระดับล่างแต่ทั้งสองต่างก็แข็งแกร่งชนิดคนละระดับกับผมทว่าสีหน้าของพวกเขายามนี้กลับมีเพียงความรู้สึกที่ไม่ควรปรากฏบนใบหน้าของผู้แข็งแกร่ง
มันคือความหวาดกลัว
อูรีเอลลงมาสถิตเรียบร้อยแล้วเธอลืมตาขึ้นช้า ๆ ทันทีที่นัยน์ตาสีมรกตกระจ่างใสมองดูโลกก็ประหนึ่งจะพลิกเปลี่ยนสีโลกได้ทั้งใบขนาดผมที่ไม่ได้มองสบตาเธอตรง ๆ ยังรู้สึกราวกับหัวใจแข็งทื่อ
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ เฝ้ามอง ‘โลกปีศาจที่ 73’]
สายตาของอัครทูตสวรรค์แฝงนัยของการล่มสลาย แววตาที่เฝ้ามองทุกสรรพสิ่งบนโลกหล้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะชำระล้างโลกให้บริสุทธิ์ ‘โลกปีศาจที่ 73’ กำลังสั่นสะเทือนเพราะสายตาคู่นั้นของเธอ
[ไอ้พวก ■■ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ]
ราชาปีศาจทั้งสองผงะถอยไปสามสี่ก้าวมุมปากข้างหนึ่งของจองฮีวอนกระตุกเล็กน้อย
[เจ้า...ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่า อย่าเที่ยวถือดาบนั่นไปไหนมาไหนมันทับคาแร็กเตอร์ข้าจนน่าหงุดหงิด]
ราชาปีศาจแอนดราสลดดาบไฟลุกลงทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ดวงตานกฮูกกะพริบถี่ ส่วนคางของโครงกระดูกมูรมูรก็สั่นเทาอย่างรุนแรง
คนที่ก้าวขาออกมาก่อนใครคือมูรมูร
[อัครทูตสวรรค์โง่เง่า! เจ้าทำแบบนี้หมายความว่ายังไง! หรือว่า...อะ...เอเดนตัดสินใจเข้าร่วม ‘ศึกเลือกราชาปีศาจ’...]
[ไอ้ ■ ข้ามาของข้าเอง]
ผมนึกถึงการตั้งค่าตัวละครของอูรีเอลขึ้นมา ที่ผ่านมาผมอาจจะเผลอลืมไป เพราะอูรีเอลมีเมตตากับผมมาก แต่ที่จริงแล้วเธอคนนี้เป็นหนึ่งในอัครทูตสวรรค์ที่น่ากลัวที่สุดใน <เอเดน>
ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ
ในสนามรบเธอต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอัครทูตสวรรค์คนไหนๆ ทั้งยังกวาดล้างปีศาจมามากที่สุด
พอหญิงสาวชูมือขึ้นสูงดาบเปล่งแสงเพลิงสีขาวก็ปรากฏ ต่อหน้าดาบเล่มนั้นเปลวเพลิงรอบด้านพลันดับวูบลงราวกับต้องการแสดงความเคารพต่อเธอ
ดาบซึ่งแฝงด้วยเพลิงระดับสูงสุดของ[เพลิงโลกันตร์] นี่คือมรดกดวงดาวของอูรีเอล ‘เปลวเพลิงแห่งการลงทัณฑ์’
เมื่อเธอชักดาบขึ้นมาถือไว้ในมือราชาปีศาจทั้งหลายต่างก็มีสีหน้าร้อนรน
[ลืมสนธิสัญญาไปแล้วหรือไง]
[แด ■ ไปเถอะไอ้พวก ■ เหมือน ■]
[วะ...ว่าไงนะ]
[โอ๊ยไอ้เห ■ ฟิลเตอร์คัดกรองนี่แม่ ■...]
ผมนึกออกตอนนั้นเองว่าทางเนบิวลาได้ตั้งค่าฟิลเตอร์คัดกรองเอาไว้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและหน้าตาอันสูงส่งของเหล่าอัครทูตสวรรค์แห่ง <เอเดน>
ตอนนั้นเองนัยน์ตาของอูรีเอลก็หันมาทางผม
[คิมดกจา?]
คงเป็นเพราะผมเผยสีหน้าตกใจชัดไปละมั้ง อูรีเอลเลยยิ้มให้ผมอย่างกระอักกระอ่วน
[...วะ...หวัดดี?]
เธอดูจะทักทายอย่างอึดอัดเล็กน้อยราวกับอับอายภาพลักษณ์ที่เผลอแสดงออกมาก่อนหน้านี้
[กลุ่มดาวจำนวนมากพูดอะไรไม่ออก]
[กลุ่มดาว ‘มังกรทมิฬแห่งนรกอเวจี’ ชี้นิ้วกล่าวว่า อย่าพยายามอะไรที่เปล่าประโยชน์เลย]
พวกราชาปีศาจที่เพิ่งจะถูกคุกคามอย่างหนักอยู่เมื่อครู่นี้ต่างก็มองมาทางนี้ด้วยนัยน์ตาตื่นตะลึง ผมรีบคุมสติตัวเอง แล้วโค้งศีรษะทักทายกลับไป
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับอูรีเอล”
[อื้อ!]
อูรีเอลยิ้มกว้าง
[คุณกำลังได้รับความรักจากอัครทูตสวรรค์!]
[คุณได้รับเรื่องเล่าเรื่องใหม่!]
[คุณได้รับเรื่องเล่า ‘ผู้ได้รับความรักจากอัครทูตสวรรค์’!]
ข้อความทางอ้อมเปี่ยมด้วยความเป็นห่วงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อูรีเอลคงกังวลว่าผมจะหวาดกลัว อันที่จริงผมรู้สึกซาบซึ้งใจเหมือนกัน ที่ผ่านมามีกลุ่มดาวแสดงความชื่นชอบในตัวผมค่อนข้างมาก แต่ไม่มีใครขยันช่วยเหลือผมอย่างเต็มที่เท่าอูรีเอลมาก่อนเลยสักคน
ผมไม่เคยได้ช่วยอะไรเธอเลยแต่เธอกลับมาถึงที่นี่ในวันนี้เพื่อผม
อูรีเอลม้วนแขนเสื้อทั้งสองข้างของจองฮีวอนขึ้นก่อนจะตะโกนเสียงดังอย่างภาคภูมิ
[ไม่ต้องกังวลไปนะ คิมดกจา! ข้าจะช่วยสังหารให้หมดเอง!]
ผมรู้ว่านั่นเป็นแค่การแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่คือโลกปีศาจ ถ้าอัครทูตสวรรค์ปลดปล่อยพลังออกมาที่นี่จริง ๆ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ไม่ต้องถามก็รู้
แต่แค่อูรีเอลพูดถึงขนาดนั้นก็มากพอแล้วที่ผมจะ...
“...อูรีเอล?”
ย้ากกกก!
“เดี๋ยวครับ! อูรีเอล!”
เปลวเพลิงพุ่งออกจากดาบของอูรีเอลท้าทายสวรรค์เบื้องบนอย่างไม่หยุดยั้งนั่นคือ [เพลิงโลกันตร์] พลังที่แท้จริงของอูรีเอลซึ่งสามารถทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นทะเลเพลิง
[อะ...อัครทูตสวรรค์บ้าไปแล้ว! หนีเร็ว!]
[หญิงบ้า!]
พวกกลุ่มดาวเริ่มวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นด้วยความหวาดกลัว ผมก็ไม่นึกเหมือนกันว่าอูรีเอลจะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาแบบนี้
ดกกักที่แอบซ่อนตัวยังต้องรีบโผล่หัวออกมาด้วยความร้อนรน
[ดะ...เดี๋ยวขอรับ ท่านอัครทูตสวรรค์ ใจเย็น ๆ ก่อนนะขอรับ...!]
ท่าทางปลิ้นปล้อนของเขาทำให้ผมโมโหจนหัวร้อน เจ้านี่เป็นคนละทิ้งซีนาริโอแถมยังยืดเยื้อไม่ยอมประกาศผลผู้ชนะสักที แล้วจะมาพูดอะไรตอนนี้...
อูรีเอลเอ่ยราวกับอ่านใจผมออก
[■ วย]
[ขะ...ขอรับ?]
[ซีนาริโอ ■ วย!โทแกบี ■ วย! ไอ้เห ■ พวก ■]
อูรีเอลดูจะโมโหแล้วจริงๆ ท้องฟ้าโลกปีศาจกำลังส่งเสียงร้องคำรามตอบสนองโทสะของหญิงสาว
ครืนนนน!
แต่แล้วในจังหวะที่ดาบของอัครทูตสววรค์กำลังจะปักลงมาบนพื้น
[ราชาปีศาจ ‘ผู้เข้มงวดอย่างมิอาจประเมิน’ ระเบิดโทสะอย่างรุนแรง]
คลื่นพลังเวทสีดำพลันพัดกระหน่ำอยู่บนท้องฟ้า
[ราชาปีศาจ ‘ผู้ปกครองนรกตะวันออก’ จ้องมองอัครทูตสวรรค์]
[ราชาปีศาจ ‘ปีศาจร้ายแห่งหลักการ’ ยกระดับชั้นของตน]
[ราชาปีศาจ ‘ราชสีห์แผงคอดำ’ ระเบิดเสียงร้องคำรามไปยังเอเดน]
เหล่าราชาปีศาจที่เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามก็รู้ได้ว่าระดับสูงส่งเพียงใดเริ่มปรากฏตัวขึ้นในช่องทางนี้ทีละตนสองตน
บัดซบถ้ามีอะไรผิดพลาดคงได้เกิดมหาสงครามระหว่างเทพกับปีศาจขึ้นที่นี่แน่ทว่าที่ปรากฏตัวไม่ได้มีแค่พวกราชาปีศาจฝ่ายเดียว
[กลุ่มดาว ‘ผู้พิทักษ์นักเดินทางและผู้เยาว์’ เข้าสู่ช่อง]
[กลุ่มดาว ‘ดอกลิลี่ปักคนโท’เข้าสู่ช่อง]
[กลุ่มดาว ‘ผู้บัญชาการแห่งคอสมอสแดง’ เข้าสู่ช่อง]
เหล่ากลุ่มดาวระดับสูงที่เพียงแค่ปรากฏตัวก็ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความตึงเครียดทันทีที่กลุ่มดาวแกนนำสำคัญของ<เอเดน>เข้าสู่ช่อง ขนาดของช่องก็ขยายใหญ่ขึ้นฉับพลันบียูในอกเสื้อตัวสั่นเทาด้วยความทรมาน
[กลุ่มดาว ‘อาลักษณ์แห่งสรวงสวรรค์’ มอง ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ด้วยนัยน์ตาคมดุ]
ดาบของอูรีเอลสั่นกระตุกราชาปีศาจกับอัครทูตสวรรค์ทั้งหมดต่างก็จับจ้องค้างไปที่ดาบของอูรีเอลราวกับเวลาหยุดนิ่งทิศทางของดาบเล่มนั้นจะเป็นตัวตัดสินอนาคตของเอเดนกับโลกปีศาจ
[เหล่าราชาแห่งโลกปีศาจกับเหล่าอัครทูตสวรรค์เปิดการประชุมด่วน]
[เนื่องจากเหตุดังกล่าว ราชาปีศาจและอัครทูตสวรรค์ทั้งหมดในซีนาริโอจึงถูกเรียกรวมตัวเป็นการด่วน]
เสียงความเป็นไปได้ขนาดใหญ่เคลื่อนไหวดังขึ้นพร้อมกับที่ดาบของอูรีเอลสลายไปกลางอากาศ ร่างของจองฮีวอนโคลงเคลงไปมา อัครทูตสวรรค์กำลังถูกดึงตัวออกไปจากโลกปีศาจ
อูรีเอลหันมายิ้มจางให้ผมก่อนจะเอ่ยขึ้น
[ข้าอยากช่วยจนถึงที่สุดแท้ ๆ]
ผมเพิ่งจะเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของอูรีเอล
[มะ...ไม่! เป็นแบบนี้ได้ยังไง!]
คนที่ต้องหายไปจากที่นี่ไม่ได้มีแค่อูรีเอลเท่านั้น แต่พวกราชาปีศาจที่ลงมาสถิตกันก่อนหน้านี้ต่างเริ่มหายไปทีละตนสองตนท่ามกลางกระแสไฟฟ้าแห่งความเป็นไปได้
อูรีเอลยอมสละตัวเองเพื่อมัดมือมัดเท้าลากราชาปีศาจทั้งหมดไปจากที่นี่
[...น่าตกใจยิ่งนัก]
ชอกจุนคยองพึมพำด้วยความประทับใจ
[ไม่นึกเลยว่าอัครทูตสวรรค์ผู้เคร่งครัดจะยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อเจ้าได้ขนาดนี้...]
ผมไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าอูรีเอลจะต้องเจอกับโทษทัณฑ์อะไรบ้างอัครทูตสวรรค์ละเมิดสนธิสัญญาสงครามเทพปีศาจด้วยความตั้งใจของตัวเองตั้งแต่นี้ไปเธอคงโดน<เอเดน> กักบริเวณอย่างเข้มงวดแน่
[ต้องชนะให้ได้นะ คิมดกจา]
ผมเอื้อมมือออกไปหาอูรีเอลที่กำลังจะหายไป แต่ร่างของเธอได้สลายไปท่ามกลางแสงเรืองรองแล้ว ผมรีบรับร่างจองฮีวอนที่หมดสติมาอยู่ในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว จองฮีวอนต้องแบกรับระดับชั้นของอูรีเอล เลยหลับใหลไปพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
ด้วยความช่วยเหลือจากอูรีเอลพวกเราจึงไม่จำเป็นต้องมากังวลเรื่องการเข้าร่วมศึกของพวกราชาปีศาจอีกแต่เพราะเหตุนั้นจึงก่อให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายหนักกว่าเก่าอีกเรื่อง
[ข้าประเมินผิดไปสินะ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นกลุ่มดาวระดับที่สามารถเรียกตัวอัครทูตสวรรค์ลงมาได้]
สุริยะมองสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าที่อัครทูตสวรรค์และราชาปีศาจถูกเรียกตัวไป แววตาของสุริยะที่เอาแต่ดูถูกผมมาตลอดตอนนี้กำลังฉายแววจริงจังไม่คิดจะล้อเล่นอีกต่อไป มนูกับราชาเอดิปัสผู้ซึ่งประกบซ้ายขวาคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายสุริยะเองก็เช่นกัน
[ตั้งแต่นี้ไปคงต้องเอาจริงกันหน่อยแล้วสิ]
ร่างของสุริยะพุ่งสูงดุจลูกธนู บรรยากาศรอบด้านพลันแปรเปลี่ยน สายลมเริ่มพัดกระหน่ำหมุนเป็นเกลียวโดยมีพื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลาง
และไม่นานหลังจากนั้น
ตึก ๆ ๆๆ ๆ!
“นะ...นี่มันเสียงอะไรน่ะ”
สมาชิกกลุ่มที่อยู่ห่างออกไปรีบวิ่งเข้ามาหาผมทีละคนสองคนจางฮายองเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดด้วยความเหนื่อยล้า
“บ้าไปแล้ว...”
ข้างหลังดวงอาทิตย์สว่างนั่นอะไรบางอย่างกำลังบินข้ามผ่านเอกภพมาที่นี่เสียงพุ่งทะลุผืนฟ้าราวกับต้องการจะฉีกกระชากอากาศรอบด้านดังขึ้น
นั่นเป็นเสียงที่ฟังดูคล้ายกับเวลาที่อุกกาบาตพุ่งตกสู่พื้นโลก
ผมมองอย่างพินิจสิ่งที่กำลังบินมาคือรถม้าขนาดใหญ่ทุกครั้งที่ม้าสีทองสว่างตัวใหญ่มหึมาเร่งความเร็วโลกปีศาจก็สั่นคลอนไปทั้งใบราวกับจะระเบิดออก
“...รถม้า?”
ของแบบนั้นเรียกว่ารถม้าได้ด้วยหรือควรจะเรียกว่ารถจักรมากกว่าหรือเปล่า ไม่มีศัพท์ใดเหมาะจะเรียกขานมันเลยสักคำสิ่งที่ผมมั่นใจมีเพียงแค่ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าจะใช้มโนสำนึกของมนุษย์ยอมรับและมันกำลังแล่นลงมายังพื้นโลก
สิ่งนั้นกำลังจะกลายเป็นภัยพิบัติของโลกใบนี้
ยูซังอาเปิดปากพูด
“รถม้าของสุริยะฉันเคยเห็นในหนังสือเทวตำนานค่ะ มันยาวเกินกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นกิโลเมตร...”
“หนึ่งแสนสามหมื่น? นั่นเป็นไปได้ด้วยเหรอ”
พอจางฮายองถามขึ้น ยูซังอาก็ส่ายหน้าพูด
“เพราะอย่างนั้นถึงได้เป็นเทวตำนานยังไงล่ะคะ”
เทวตำนานของอินเดียเชื่อว่าเอกภพมีเต่ายักษ์กับช้างเป็นผู้แบกค้ำโลกเอาไว้ดังนั้นจะมีรถจักรขนาดใหญ่แบบนั้นโผล่มาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ครืนนนน!
ปัญหาคือ ภัยพิบัตินั่นเป็นสิ่งที่พวกเราต้องต่อสู้ด้วย
[มหาเรื่องเล่ารับรู้ส่วนหนึ่งของ ‘เวด้า’]
[ความเข้าใจเรื่องเล่าของคุณเพิ่มสูงขึ้น]
...ที่สุริยะบอกว่าจะเอาจริงแล้วหมายถึงเจ้านี่สินะ
ผมอดประทับใจกับระดับชั้นที่ทำให้ขนลุกไปทั้งร่างไม่ได้แค่มันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ผมก็รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังที่ไร้ทางออกแล้วประสบการณ์ที่ได้ประจักษ์รู้เห็นเพียงส่วนหนึ่งของมัน แต่ระดับแตกต่างจาก ‘เรื่องเล่า’ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมต้องไขว่คว้าเอา ‘มหาเรื่องเล่า’มาไว้ในมือให้ได้
[ให้ตายเถอะ รีบหนีเร็ว!]
รถม้าที่พุ่งแหวกลงมาจากท้องฟ้าสูงทำให้กลุ่มดาวหลายกลุ่มรีบวิ่งหนีหางจุกตูดไม่ว่าจะกลุ่มดาวหรือใครหน้าไหนก็ไม่สามารถหนีรอดปลอดภัยไปจากการปะทะกับมันได้หรอก
ชอกจุนคยองพึมพำ
[เรื่องชักจะยุ่งยากแล้วจริง ๆ มันคิดที่จะทำลายโลกใบนี้]
“...กลัวเหรอครับ”
[ไม่เลยน่าสนุกดี]
ชอกจุนคยองหัวเราะอย่างสนุกจากใจจริงจังหวะที่ผมกำลังจะหันไปพูดอะไรบางอย่างกับสมาชิกกลุ่มใครบางคนก็มายืนอยู่ข้างกายผม
ไม่ใช่ชอกจุนคยองไม่ใช่กลุ่มดาว
“...ฟื้นแล้วเหรอ”
ผมหันไปมองยูจุงฮยอกใช้ดาบมารสวรรค์ทมิฬเป็นไม้เท้าค้ำยืนอยู่ตรงนั้น
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ เปิดใช้งาน ‘ฟื้นคืนสภาพ Lv.10’!]
ในที่สุดร่างกายของยูจุงฮยอกก็ฟื้นตัวในระดับที่สามารถใช้ ‘ฟื้นคืนสภาพ’ได้แล้ว พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายของเขากำลังลุกโชนอยู่บนดาบสีดำ
ปากกับเส้นเสียงคงฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ยูจุงฮยอกเลยไม่ได้พูดอะไร แต่ความคิดของเขาดังขึ้นผ่าน [มุมมองนักอ่านพระเจ้า] แทน
「 คิมดกจา 」
“อื้อ”
บางทีนี่คงจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของโลกปีศาจ
[‘โลกปีศาจที่ 73’ จับจ้องการตัดสินใจของคุณ]
ครั้งนี้ไม่ว่าผมหรือใครก็ไม่อาจรับประกันได้ทั้งนั้น ใครบางคนอาจต้องจบชีวิตอยู่ที่นี่ บางทีอาจเป็นผมกับยูจุงฮยอกก็ได้ที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่โลกปีศาจแห่งนี้
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงพูดออกไป
“ไปกันเถอะครับ”
ยูซังอากับอีฮยอนซองพยักหน้าชินยูซึงขึ้นไปขี่มังกรคิเมร่าแล้วบินมาอยู่ข้าง ๆ ผมอีจีฮเยที่เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ทางฝั่งคูน้ำเองก็พยักหน้าเช่นกัน
ไม่มีกลุ่มดาวไหนยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเราที่นี่มีแค่มนุษย์อย่างพวกเราเท่านั้นแต่มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะเสียทีเดียว เพราะผมยื้อเวลามาได้มากพอสมควร
ทั้งหมดเป็นเพราะความช่วยเหลือจากอูรีเอล
[ปณิธานของ ‘โลกปีศาจที่ 73’ ตอบสนองต่อการตัดสินใจของคุณ]
สุริยะพลาดแล้วที่เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา
ต่อหน้าภัยพิบัติที่กำลังมาเยือนคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายไม่ได้มีแค่พวกเราเท่านั้น เพราะ ‘โลกปีศาจที่ 73’ แห่งนี้เองก็ถึงเวลาเลือกแล้ว เหมือนอย่างที่ ‘โลกวรยุทธ์ที่ 1’ ต้องตัดสินใจเมื่ออยู่ต่อหน้าซีนาริโอการล่มสลาย
[‘มหาเรื่องเล่า’ แห่ง ‘โลกปีศาจที่ 73’ แตกหน่องอกเงย]
และไม่มีโลกใบไหนยอมเลือกผู้ที่จะมาทำลายตนเองให้เป็นเจ้านายของมัน
[‘โลกปีศาจที่ 73’ เลือกคุณเป็นเจ้านายของตน]
โทแกบีตื่นตระหนก พวกกลุ่มดาวระเบิดข้อความทางอ้อมกันไม่ยั้ง ทว่าผมไม่ได้ฟังเสียงของใครในบรรดานั้นทั้งสิ้น
ตอนนี้ผมไม่ใช่ผู้รับฟังแต่เป็นผู้เล่าขาน
[‘มหาเรื่องเล่า’ ของคุณเริ่มเล่าขานเรื่องราว]