สองเดือนต่อมาท่านอ๋องนำกองกำลังออกไปทำสงครามกับเมืองเล็กๆ ที่อยู่รอบเมืองหลวงเพียงเวลาไม่นานก็สามารถเข้ายึดครองเมืองเหล่านั้นได้จนหมดสิ้น บัดนี้ท่านอ๋องได้ล้อมเมืองหลวงไว้เกือบหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงเมืองเหอผิงเท่านั้นที่ยังอยู่รอดปลอดภัย
แม้จะมีพระชนมายุมากแล้วแต่ท่านอ๋องยังสามารถนำทัพออกทำศึกได้อย่างแข็งแกร่ง มีความมุ่งมั่นกระหายชัยชนะแม้จะว่างเว้นจากการทำศึกมานาน แต่ฝีมือและความสามารถไม่ได้ลดน้อยลงเลย ประกอบแผนการของหวังหย่งที่แม้จะเล่ามาเพียงคร่าวๆแต่เมื่อถูกถ่ายทอดไปยังเหล่าขุนศึกแม่ทัพ แผนการนี้ก็สามารถช่วยให้กองทัพเหอฉีเผด็จศึกข้าศึกศัตรูได้อย่างง่ายดาย
เพียงแค่ทราบว่าท่านอ๋องได้นำทัพด้วยตัวเอง บรรดาเมืองต่างๆ ก็พร้อมจะย้อมแพ้โดยไม่มีข้อแม้แล้ว ยังไม่รวมถึงกองทัพที่มีแสนยานุภาพพร้อมกองกำลังที่มหาศาล การศึกครั้งนี้จึงมีการต่อต้านที่น้อยมาก แทบจะไม่มีการปะทะกันเลยหลายเมืองล่วงรู้ชะตากรรมของตัวเองมาก่อนแล้ว จึงเลือกที่จะยอมสวามิภักดิ์ แทนการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
ชัยชนะในการศึกครั้งนี้ได้สร้างความฮึกเหิมให้กับกองทัพของเหอฉียิ่งนัก โดยเฉพาะท่านอ๋องที่ดูจะมีความปลื้มปีติเป็นอย่างมากที่สำคัญ ทุกอย่างที่สำเร็จในวันนี้ มาจากคำแนะนำของหวังหย่งที่ทำนายไว้ได้อย่างถูกต้องเหมือนตาเห็น
ในระหว่างการออกศึกสองเดือนที่ผ่านมา คุณชายชิงอวิ้นถูกสั่งให้เฝ้ารักษาการณ์อยู่ในแคว้นเหอฉีพร้อมกองกำลังของหลี่ซือเพื่อป้องกันไม่ให้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีลอบโจมตีในยามที่ทัพใหญ่ออกไปทำศึกข้างนอก แม้จะไม่พอใจมากนัก แต่รัชทายาทรู้ดีว่า การรักษาเมืองเหอฉีให้อยู่รอดปลอดภัยย่อมสำคัญมากกว่าสิ่งใดๆ
ข่าวการเข้ายึดหัวเมืองได้ต่างๆได้ทีละเมืองสองเมือง ทำให้รัชทายาทมีความสุขยิ่งนักแม้ตัวเขาเองแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกครั้งนี้เลยแต่มันก็เป็นโอกาสดีที่จะทำให้เข้าสามารถก้าวไปสู่จุดที่คาดหวังได้ในไม่ช้า
บัดนี้กองทัพของเหอฉีและพันธมิตรได้มาตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆกับเมืองเหอผิงแล้ว แม้โอกาสชนะจะเห็นอยู่รำไรแต่ท่านอ๋องก็ยังไม่ตัดสินใจบุกเมืองเหอผิงตามคำแนะนำของขุนศึกใกล้ตัวโดยเฉพาะอัครมหาเสนาบดีลี่ถัง ที่ต้องการเผด็จศึกให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่มีเมืองเหอผิงคอยเป็นกันชนแล้วการพิชิตเมืองหลวง ก็เป็นสิ่งที่ง่ายดายอย่างแน่นอน
นั่นเป็นเพราะศึกครั้งนี้แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากพระปรีชาของพระองค์เอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกครั้งนี้ประสบชัยชนะได้อย่างง่ายดายนั้นมาจากคำแนะนำของหวังหย่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูง่ายเกินไปและมันก็จริงอย่างที่ฮ่องเต้เคยบอกไว้ ตัวของเขานั้นเก่งด้านการสู้รบถนัดนำทัพออกฟาดฟันกับข้าศึก แต่หากพูดถึงการวางกลยุทธแล้ว ตัวเขาเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้ คือ หวังหย่ง
วันต่อมาหวังหย่งถูกนำตัวไปยังแนวหน้าเพื่อให้คำปรึกษากับท่านอ๋อง ทันทีที่ไปถึง หวังหย่งถึงกับเขาอ่อนเมื่อเห็นการวางทัพของท่านอ๋อง
จริงอยู่ที่ทัพของเหอฉีจะสามารถยึดหัวเมืองต่างๆ ไว้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่เมืองหลวง กับเหอผิงเท่านั้นแต่เนื่องจากสองเมืองนี้อยู่ติดกัน โดยมีระยะทางห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ กับภูเขาเล็กๆ กั้นกลางไว้เท่านั้น และที่นั่นคือจุดที่ท่านอ๋องเลือกจะตั้งทัพของพระองค์ไว้
“นี่เสด็จพ่อทำอะไรอยู่” หวังหย่งตั้งคำถามทันทีที่เจอหน้าท่านอ๋องในกระโจมที่พักที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางที่ปรึกษา ที่กำลังยิ้มเยาะ ดีอกดีใจกับชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดาย
“อะไรของเจ้าอีกละข้าก็กำลังจะเผด็จศึกนี้แล้วยังไงละ” ท่านอ๋องตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วทำไมเสด็จพ่อจึงเลือกที่จะตั้งค่ายทหารไว้บนนี้”
“ฮ่าๆ เจ้าคงคาดไม่ถึงสินะ นี่คือแผนการของข้าเอง”ใต้เท้าลี่ถังเสนอหน้าขึ้นมาทันที “พวกเราอยู่ตรงนี้ปิดล้อมพวกมันไม่ให้ไปมาหาสู่กันได้ เมื่อเราตัดขาดการสื่อสารของพวกมันแล้วแน่นอนบัดนี้พวกมันก็คงจะอยู่ไม่ติดแน่ ไม่ช้าก็เร็ว พวกมันจะต้องออกมา ทัพของเราก็จะบดขยี้พวกมันให้หมด”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าใครจะบดขยี้ใคร” หวังหย่งหันไปหาใต้เท้าลี่ถัง “ตอนนี้เราอยู่ตรงกลางระหว่างทัพใหญ่สองทัพจริงอยู่เรากวาดต้อนเมืองรอบๆ ไปหมดแล้ว แต่ที่ตรงนี้มันต่างกัน พวกหัวเมืองต่างๆที่เรายึดมานั้น พวกเขาแค่ไม่อยากจะสูญเสีย ที่ข้าบอกให้พวกเราไปยึดไว้ก่อนเพราะไม่อยากจะให้พวกนั้นมาเป็นเสี้ยนหนามในอนาคต และที่สำคัญคือเมืองเหล่านั้นไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นใหญ่พวกเขาแค่อยากรักษาอำนาจของตัวเองไว้ก็เท่านั้น แต่ที่นี่คือสงครามของจริงสงครามที่พวกท่านจะทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ไม่ได้”
“เจ้าว่าข้าโง่งั้นหรือ”ใต้เท่าลี่ถังชี้หน้าด่าหวังหย่ง
“ใครก็ตามที่วางแผนการแบบนี้มันก็โง่ทั้งนั้นแหละ” หวังหย่งสวนกลับไป“มีอย่างที่ไหน เอาทัพตัวเองไว้ในหุบเขาแบบนี้ ใต้เท้าคิดว่าล้อมพวกเขาไว้งั้นหรือแล้วถ้าหากพวกเขาทั้งสองเมืองยกทัพออกมาละ ก็จะกลายเป็นพวกเราเองที่ถูกปิดล้อมใต้เท้าจะทำอย่างไร ทหารนับหมื่น เสบียงที่มีจะอยู่ได้สักกี่วันเมื่อนั้นจะเป็นพวกเราที่จะถูกบดขยี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมพวกเขาอีกครั้งใต้เท้าลี่ถังที่กำลังอิ่มเอมอยู่กับชัยชนะเริ่มมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปพวกเขาเพิ่งนึกได้ว่า จุดที่พวกเขาตั้งค่ายอยู่นั้น มันล่อแหลมต่อการถูกปิดล้อมจริงๆอย่างที่หวังหย่งกล่าวมา
“พวกเราอยู่ที่นี่มากี่วันแล้ว”หวังหย่งถามกลับไป
“3 วัน” ลี่ถังรีบตอบกลับมาทันทีบัดนี้ท่าทีของเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
“ข้าเชื่อว่าวันนี้พวกเขาจะต้องส่งหน่วยสอดแนมออกมาสืบข่าวพวกเราแน่ หากเจอพวกเราอยู่กับแบบนี้ เชื่อเหลือเกินว่าในคืนนี้พวกนั้นจะต้องยกทัพออกมาเปิดล้อมพวกเราแน่”หวังหย่งมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขารีบเดินไปบนโต๊ะใหญ่กลางห้องที่มีแผนที่กางอยู่ เขามองรวดเดียวก็คิดแผนออกมา
“เสด็จพ่อจงรีบสั่งการถอนกำลังทหารตรงนี้ออกไปให้หมดทำให้เร็วที่สุด โดยแยกออกเป็นสองชุดแบ่งแม่ทัพที่ไว้ใจได้ที่สุด ให้นำกำลังออกไปตั้งค่ายทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกคนละครึ่ง ไม่ให้ทหารทั้งหมดอยู่รวมกันในที่เดียวแบบนี้ เราจะขนาบเส้นทางทั้งหมดไว้ตลอดแนว เช่นนั้นแล้วหากพวกเขาคิดจะปิดล้อมพวกเราก็ทำไม่ได้แล้ว แต่หากพวกเขาคิดจะยกทัพออกมาก็จะถูกพวกเราปิดล้อม เตรียมพลธนูให้พร้อม เราอยู่ในจุดที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบมากนัก”
“พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่มั้ยรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้” ท่านอ๋องรีบสั่งการลงไปทันที เมื่อได้ยินดังนั้น ขุนนางทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไป
“ใต้เท้าลี่ถัง ท่านอยู่กับท่านอ๋องที่นี่แหละ จะได้ไม่ต้องไปทำอะไรวุ่นวายที่อื่นอีก”หวังหย่งรีบตะโกนสั่งออกไป เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องพยักหน้าเห็นด้วย ใต้เท้าลี่ถังได้แต่เดินคอตกกลับมายืนเคียงข้างท่านอ๋องพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าไม่พอใจยิ่งนัก
“แล้วเจ้าจะให้ทำอย่างไรต่อไป” ท่านอ๋องตรัสถามเมื่อเห็นว่าคนอื่นๆออกไปกันหมดแล้ว
“บัดนี้เส้นทางเข้าออกเมืองหลวงถูกพวกเราควบคุมไว้หมดแล้ว หัวเมืองต่างๆ ก็เป็นคนของพวกเราหมดแล้ว ข้าเชื่อว่าเมืองหลวงย่อมไม่มีทางเลือกมากนัก แต่หากคิดจะให้พวกเขายอมแพ้ ย่อมเป็นไปไม่ได้”หวังหย่งตอบกลับไป “แต่พวกเราจะผลีผลามบุกเข้าไป หม่อมฉันเกรงว่ามันจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งเมืองหลวงและเหอผิงล้วนแล้วมีภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน ยิ่งตอนนี้พวกเรามาจ่อคอหอยพวกเขาอยู่ข้าเชื่อว่า แม่ทัพเหล่านั้นคงคิดวางกับดักไว้ล่อพวกเราให้เข้าไปติดกับเป็นแน่คงยากที่จะบุกเข้าไป”
“เจ้าจะให้พวกเรารออีกเหรอเห็นได้ชัดว่า พวกนั้นหมดทางหนีแล้ว” ใต้เท้าลี่ถังพูดแทรกขึ้นมา
“ใช่ ข้าจะให้พวกเรารอไปจนกว่าพวกนั้นจะหมดความอดทนไปเอง เกมนี้ เราจะเล่นกันที่ความอดทนข้าเชื่อว่าเสบียงในเมืองทั้งสองมีไม่เกินสามเดือน หากเราอดทนได้ เมื่อถึงตอนนั้นประชาชนในเมืองทั้งสองจะเป็นตัวช่วยให้กับพวกเราเอง อีกอย่าง ทหารของเราไม่เคยออกศึกหลายคนเป็นหทารใหม่ที่ไม่เคยจากบ้านมาเป็นเวลานานจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารเหล่านั้น หากพวกเราจะสลับสับเปลี่ยนกำลังพลให้พวกเราได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวบ้าง เช่นนี้ก็จะดีมาก มาถึงตอนนี้กองกำลังจากเทียนเฉิงและหมิง คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เราควรให้พวกเขากลับไปให้หมดเมื่อครบสามเดือนค่อยเรียกพวกเขามาอีกครั้ง การรักษาน้ำใจกันเช่นนี้โอกาสในภายภาคหน้าพวกเขาจะเต็มใจที่จะส่งกำลังมาช่วยพวกเราที่สำคัญคือ เส้นทางตรงนี้จะต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดให้อย่าให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะทำให้พวกเขาทั้งสองได้มีโอกาสติดต่อกับโลกภายนอกอย่างเด็ดขาด”
“เป็นความคิดที่ดีเอาตามนั้นก็แล้วกัน ข้าเองก็อยากจะกลับไปหาพระมเหสีลู่เฟยใจจะขาดแล้วฮ่าๆๆๆ” ท่านอ๋องตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี
เพียงไม่กี่ชั่วยามต่อมาทัพเหอฉีทั้งหมดได้ถอนกำลังออกจากหุบเขาจนหมดสิ้น ทหารทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายไปวางกำลังไว้ตามเนินเขาอย่างที่หวังหย่งได้บอกไว้ ในขณะที่กำลังพลบางส่วน ได้รับอนุญาตให้กลับไปหาครอบครัวได้เป็นเวลา 7 วัน และจะมีการสับเปลี่ยนกำลังพลเช่นนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ออกมาทั้งหมดนี้ได้สร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้กับทหารทุกคนเป็นอย่างมาก
ที่สำคัญ ตกดึกคืนนั้นมีรายงานจากหน่วยลาดตระเวนแจ้งมาว่า ได้มีทหารหน่วยสอดแนมจากเหอผิงออกมาสำรวจพื้นที่บริเวณที่พวกเขาเคยตั้งทัพเมื่อเช้านี้ เมื่อพบกับความว่างเปล่าคนพวกนั้นก็รีบกลับเข้าเมืองไปในทันที และเป็นอีกครั้งที่หวังหย่งคาดการณ์ได้อย่างถูกต้อง หาไม่แล้วทัพเหอฉีอาจจะเพลี้ยงพล้ำในศึกนี้ เพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เป็นได้
หลังจากที่ได้จัดการวางกองกำลังไว้เรียบร้อยแล้วรุ่งเช้า ท่านอ๋องและหวังหย่ง รีบกลับไปยังแคว้นเหอฉีในทันทีปล่อยให้ใต้เท้าลี่ถังคอยรักษาการณ์อยู่ที่แนวหน้าเพียงลำพังรอวันสับเปลี่ยนกำลังในคราวต่อไป
ท่านอ๋องรู้ดีว่าหวังหย่งมีบางอย่างจะกราบทูล เพียงแต่ว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนหวังหย่งไม่อาจจะเอ่ยออกมาได้ บัดนี้ เมื่อได้อยู่กันตามลำพังบนรถม้าที่นำเสด็จกลับสู่แคว้นเหอฉีจึงเป็นโอกาสดีที่ท่านอ๋องจะเค้นหาคำตอบจากหวังหย่ง
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีบางอย่างอยากจะบอกบัดนี้เราอยู่ตามลำพังแล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็จงรีบบอกมาเถอะ”
“หม่อมฉันมีความกังวลบางอย่างที่พยายามคิดหาคำตอบอยู่นานแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้ สิ่งนี้ยากที่จะให้ผู้อื่นรู้ได้”
“แม้แต่กับข้างั้นรึ”
“หามิได้ เพียงแต่หม่อมฉันคิดว่ามันจะทำให้พระองค์พลอยลำบากไปกับหม่อมฉันด้วย”
“เจ้าบอกมาเถอะข้ายินดีลำบากไปกับเจ้า”
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะไม่เกรงใจ” หวังหย่งตัดสินใจจะบอกความจริงบางอย่างออกมา“การศึกครั้งนี้พวกเราไม่มีทางที่จะชนะได้เลย”
ท่านอ๋องถึงกับหน้าถอดสีเมื่อได้ยินสิ่งที่หวังหย่งบอกมา “เจ้าว่าอะไรนะ”
“อย่างที่หม่อมฉันเคยบอกไปศึกครั้งนี้ อยู่ที่ว่าใครจะอดทนได้มากกว่ากัน แต่หม่อมฉันเกรงว่าคนของเราจะไม่ได้มีความอดทนถึงเพียงนั้นในเมื่อกลิ่นของชัยชนะมันโชยมาแตะจมูกของพวกเขาแล้วระยะเวลาสามเดือนมันนานเกินไปที่พวกเขาจะรอได้” หวังหย่งเฉลยให้ฟัง
“ใครกันที่จะกล้าขัดคำสั่งของข้าข้าจะสั่งตัดหัวพวกมันให้หมด” ท่านอ๋องประกาศกร้าวออกมา
“หากมันคือรัชทายาทละ เสด็จพ่อจะว่าอย่างไร”หวังหย่งถามกลับไปตรงๆ
ไม่มีคำตอบจากท่านอ๋องหวังหย่งรู้ดีว่า ท่านอ๋องคิดอย่างไรเพราะในขณะนี้ในใจของท่านอ๋องนั้นก็หวังจะรีบเผด็จศึกให้เร็วๆ เช่นกัน เพียงแต่ว่าท่านอ๋องยังมีความอดทนรอได้ แต่คนอื่นๆ เล่าจะคิดเช่นไร
“การปรากฏตัวของหม่อมฉันเมื่อเช้านี้สร้างความไม่พอใจให้กับใต้เท้าลี่ถังเป็นอย่างมากหนทางเดียวที่เขาจะสามารถเอาชนะหม่อมฉัน ก็คือเขาจะต้องรีบเข้ายึดเมืองเหอผิงให้จงได้ และคงไม่มีใครที่จะกล้าสนับสนุนเขานอกจากองค์รัชทายาท หากรัชทายาทไปเชื่อคำยุยงของคนเหล่านั้นแล้ว หม่อมฉันเชื่อเหลือเกินว่าหายนะจะบังเกิดกับเราอย่างแน่นอน”