ทันทีที่อชิราได้ยินคำท้วงติงของเฌอปราง เธอก็สำลักอาหารกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เดี๋ยวน่าจะมีการปะทะคารมบนโต๊ะอาหารกันแน่นอน
ท่ามกลางโต๊ะหินสกัดทรงกลม บนนั้นมีอาหารอยู่ 6 อย่าง พื้นที่บางส่วนตรงกลาง มีตะเกียงครอบแก้ว ที่ให้แสงสว่างวูบไหว ขณะที่รอบๆ พื้นที่ ที่ทั้ง 3 นั่งร่วมวงกันนั้น ก็มีโคมไฟตั้งไว้ 4 จุด ทำให้เห็นชุดของครามได้ชัดเจนถึง 8 ใน 10 ส่วน ว่ามันยังคงเป็นสีครามอยู่แน่ๆ แต่ด้วยแสงที่วูบไหวไปมาเมื่อต้องลม ทำให้เฌอปรางเดาเหมารวมว่าต้องเป็นชุดเดิมอย่างแน่นอน
“ไม่ใช่สักหน่อย นี่มันเป็นชุดใหม่จากลุงวานร ให้กับอชิรามา ข้าเอาดัดแปลง และนำมาย้อมนิดหน่อยให้มันเป็นสีคราม”
“เจ้าทำมันเพื่ออะไร ในเมื่อสีขาวมันก็ดีอยู่แล้ว” เฌอปรางร้อง
ครามลุกขึ้นยืน หมุนตัวไปมา “ชุดข้าไม่ธรรมดานะ มันเคลือบด้วยสมุนไพรวิเศษ 7 ชนิด สามารถต้านทานกับสะท้อนพลังอิทธิได้”
“เชอะมันใช่เหรอ”
“ใช่ เดี๋ยวหลังทานอาหารเสร็จ ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู”
ทั้ง 3 ทานอาหารไปครู่หนึ่ง อชิราสังเกตหลังจากที่เฌอปรางปะทะกับครามไปยกหนึ่ง ดูไม่สมกับเป็นเธอสักเท่าไร ถ้าเป็นอาการปกติ น่าจะมีการต่อปากต่อคำมากกว่านี้ อาหารก็เหมือนกับฝืนทานไปอย่างนั้น ครู่หนึ่งก็อิ่ม
ครามเห็นเฌอปรางหยุดทาน เขาก็ได้ลุกขึ้นเตรียมพร้อม และบอกให้อชิราลองหวดพลังอิทธิจากดาบมาทางเขา
อชิรา รวมพลังอยู่ชั่วอึดใจ พลันดาบเกิดแสงวูบหนึ่ง เพียงเธอตวัดดาบเท่านั้น พลังก็พุ่งเข้ามาที่คราม ซึ่งเขาเพียงสะบัดแขนปัดป้องมันเท่านั้น พลังนั้นก็ถูกสะท้อนไปอีกทางหนึ่ง หากแม้นพลังนั้นโดนตัว มันก็จะสะท้อนออกไปในทิศทางต่างๆ
เฌอปรางเห็นดังนั้นก็รีบปรี่เข้าไปลูบๆ คลำๆ เสื้อชุดของคราม “นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร สมุนไพรวิเศษนอกจากจะเป็นโอสถ ยังทำแบบนี้ได้ด้วยรึ นี่มันไม่ต่างอะไรกับชุดเกราะอ่อนเลยนะ”
“ได้สิ สมุนไพรแม้จะมีสรรพคุณทางการฟื้นฟูและการรักษา สมุนไพร 1 ต้น เราใช้ได้ทั้งดอกเกษร ราก ลำต้น ใบ รวมถึงกลิ่นของพวกมันด้วยนะ อย่างสมุนไพรบางชนิดเราเลือกใช้กลิ่นมาเป็นโอสถ เมื่อผสมผสานได้อย่างถูกต้อง ยังสามารถทำให้ร่างกายที่ไร้วิญญาณคงสภาพเดิมอยู่ได้ เพราะกลิ่นของสมุนไพรเหล่านั้น เป็นธาตุลม สามารถห่อหุ้มและคุ้มครองร่างกายนั้นได้ นอกจากนั้นพวกมันยังสามารถแทรกซึมไปตามผิวหนังทั่วร่าง ทั่วระบบภายในร่างกาย ถ้าเจ้าจำข้อสอบได้ มีอยู่บางข้อที่ถามถึงสมุนไพรที่ไม่สามารถแปรสภาพมันได้ด้วยพลังอิทธิ และ 7 ข้อนั้นแหละ อยู่บนเสื้อข้าในตอนนี้” ครามเอ่ย
“อ้า 7 ข้อนั้นน่าจะเป็นข้อที่ข้าข้ามไป แหมก็ข้าไม่รู้นี่ว่ามันมีสมุนไพรแบบนี้ด้วย นี่ถ้าแม่ข้ายังอยู่ ข้าอาจจะตอบมันถูกก็ได้” เฌอปรางเริ่มมีสีหน้าสลดลงอีก
อชิรารีบเข้าไปปลอบผู้เปรียบเสมือนน้องสาวแท้ๆ เมื่อได้รับความหวังดีและอ้อมแขนนั้น เฌอปรางถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“แม่ข้าเป็นนักปรุงโอสถ ถ้าแม่ข้าอยู่ข้าก็คงไม่เป็นแบบนี้” เฌอปรางปล่อยโฮออกมา ระบายความกลัดกลุ้มในใจทั้งหมด ทั้งเรื่องที่พ่อพยายามกีดกันไม่ให้เธอไปสอบวัดระดับของนักปรุงโอสถเมื่อ 5 ปีก่อน และความเครียดของเธอที่อุตส่าห์ สอบติด 1 ใน 10 การทดสอบสมุนไพร และการเป็นตัวแทนไปแข่งขันด้วย พ่อของเธอคงไม่ยินดีในเรื่องนี้เป็นแน่
“อชิรา เจ้าอย่าคิดไปก่อน เชื่อพี่ มันยังไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเลย เจ้าจะเครียดไปก่อนทำไม” อชิราปลอบ
“ท่านพี่ ข้า” เฌอปรางสบตาพี่สาวพลางใช้สไบเช็ดน้ำตา เวลานี้อชิราก็ไม่ต่างกัน ตั้งแต่บิดาของเธอตายไป ก็ยังไม่ได้กลับสำนัก เฌอปรางเปรียบเสมือนกับน้องสาวที่ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนความอบอุ่นซึ่งกันและกัน
“เฌอปราง” ครามเอ่ย “อชิราพูดถูก ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน เชื่อข้า”
ที่ครามพูดแบบนี้ได้ เพราะบิดาของเธอเคยพูดไว้ว่าอยากให้เขาเป็นคนสอนเฌอปรางเรื่องการปรุงโอสถ นั่นหมายถึงว่า พ่อของเธอไม่ได้กีดกันแต่อย่างไร แค่เพียงเป็นห่วงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นไม่ให้คนสะกดรอยตามหรอก
…นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบกับเฌอปราง และพ่อของเธอ