ไฟลต์บินของเฉินเจิ้นถิงและภรรยาของเขามาถึงสนามบินนานาชาติเมืองอวิ๋นกังในเวลากลางคืน เนื่องจากเฉินหยิ่นหลินและเฉินหยินชิงลูกชายทั้งสองมารับพวกเขาด้วยตัวเอง เฉินเจิ้นถิงจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ทว่าเมื่อกวาดตามองไปทางด้านหลังลูกสองคนแล้วไม่เห็นใครคนอื่นอีก สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันที
จิ๋งหลานตีเบา ๆ ไปบนแขนของสามีถึงสองครั้งเป็นการเตือนไม่ให้เขาแสดงอารมณ์กรุ่นโกรธต่อหน้าลูกชายทั้งสองคน
“พ่อ แม่”
เฉินหยิ่นหลินและเฉินหยินชิงส่งเสียงเรียกออกมาพร้อมกัน
จิ๋งหลานยกยิ้มพร้อมกับตอบรับออกไปก่อนจะเดินมาตรงหน้าลูก ๆ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของพวกเขา
“เป็นยังไงกันบ้างไม่เจอกันตั้งนาน พวกลูกดูผอมไปหน่อยมั้ย?”
“อันหลานล่ะ?” เฉินเจิ้นถิงถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
เฉินหยินชิงกำลังจะเอ่ยปาก แต่ถูกเฉินหยิ่นหลินเอื้อมมือไปขวางเอาไว้เสียก่อน หลังจากส่งสายตาห้ามปรามน้องชายไปครั้งหนึ่ง เขาจึงได้เดินเข้าไปหาบิดา จากนั้นก็โค้งตัวแสดงความเคารพก่อนพูดแก้ตัวแทนน้องคนสุดท้อง
“พ่อครับ อันหลานเขามีเรื่องที่ยังจัดการไม่เรียบร้อย หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเขาจะกลับมาทานมื้อค่ำที่บ้านด้วยครับ”
สีหน้าของเฉินเจิ้นถิงยังคงแสดงออกถึงความไม่พอใจอยู่เช่นเดิม
“เอาล่ะทุกคน นี่สนามบินนะ อย่ามัวพูดอะไรมากมายกันอยู่เลย กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่า” จิ๋งหลานเอ่ยปากทักท้วงเพื่อขจัดบรรยากาศน่าอึดอัดระหว่างพ่อลูก จากนั้นก็ก้าวเข้าไปควงแขนสามี “ไปกันเถอะค่ะ”
เฉินเจิ้นถิงเห็นแก่หน้าภรรยา จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ ผู้นำตระกูลเฉินค้ำไม้เท้าแล้วเดินออกจากสนามบินเพื่อไปขึ้นรถโดยมีเฉินหยิ่นหลินและเฉินหยินชิงเดินตามหลังไปไม่ห่าง
“พี่ใหญ่ พี่ไม่รู้สึกว่าพ่อรุนแรงกับอันหลานเกินไปเหรอ?” เมื่อขึ้นรถได้ เฉินหยินชิงก็พูดกับพี่ชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง เฉินหยิ่นหลินมองไปยังรถคันที่บิดามารดานั่งซึ่งขับนำอยู่ข้างหน้าด้วยแววตาสับสน
“มันก็หลายปีมาแล้ว นายยังไม่ชินกับเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือไง?”
“ฉันไม่ได้ใจกว้างเหมือนพี่ขนาดนั้นนะ เห็น ๆ อยู่ว่าน้องของตัวเองถูกบังคับให้ออกจากบ้าน แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้”
“แล้วนายอยากให้ฉันทำยังไงล่ะ?”
“ต่อต้านไง”
เฉินหยิ่นหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับไปมองเฉินหยินชิง
“นายก็รู้นิสัยของพ่อดีนี่ เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว ไม่มีใครสามารถต่อต้านเขาได้”
“ฉันแค่อยากลองดู” เมื่อเฉินหยินชิงพูดจบ ก็เงยหน้าขึ้นไปออกคำสั่งกับคนขับรถด้วยสีหน้านิ่งเฉยทันที
เฉินหยิ่นหลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ขณะที่ขบวนรถอันยิ่งใหญ่ขับเข้ามาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ณ ประตูทางเข้าที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างโอ่อ่าสวยหรูก็เต็มไปด้วยคนรับใช้ของตระกูลเฉิน เพราะได้ยินว่าคุณผู้ชายและคุณนายกลับมา ทุกคนจึงออกมายืนรอต้อนรับตั้งแถวอยู่หน้าประตูอย่างพร้อมเพรียง
“คุณลุง คุณป้าครับ”
“ลู่ฮหวายก็มาด้วยเหรอเนี่ย ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ”
“ใช่ค่ะเจิ้นถิง ตอนที่ลู่ฮหวายไปเรียนต่อที่อเมริกายังเล็ก ๆ อยู่เลย กลับมาครั้งนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่ซะแล้ว เหมือนพ่อตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีผิดเลยนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ คุณป้าก็ยกยอเกินไปครับ”
“ไปกันเถอะลู่ฮหวาย เข้าไปในบ้านกัน”
ลู่ฮหวายขยิบตาให้สองพี่น้องเฉินหยิ่นหลินและเฉินหยินชิง จากนั้นก็เดินยิ้มกริ่มเข้าไปในบ้านพร้อมกับเฉินเจิ้นถิงและภรรยาของเขา เฉินหยินชิงหรี่ตามองไปทางลู่ฮหวายเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับเฉินหยิ่นหลิน
“พี่ใหญ่ พี่เป็นคนเรียกลู่ฮหวายมาอย่างนั้นเหรอ?”
“เขากลับมาสักพักใหญ่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันนี่”
“ฉันยังคิดอยู่เลยว่าพี่เป็นคนเรียกเขากลับมานัดเดตกับอันหลาน”
“จะพูดอะไร”
“ก็ไม่ได้อะไร ถึงอย่างไรงานแต่งงานของอันหลานก็ไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงได้อยู่แล้ว มีแค่อันหลานคนเดียวที่พูดจะเรื่องนี้ได้”
เฉินหยินชิงพูดจบก็เดินเข้าบ้านไปโดยไม่ได้หยุดรอฟังว่าพี่ชายจะพูดอะไรต่อ
เฉินหยิ่นหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเข้าไปในบ้าน
เมื่อถึงเวลาทานอาหารคนในตระกูลเฉินต่างก็มานั่งเรียงรายกันพร้อมหน้าพร้อมตา ขาดก็เพียงแค่เฉินอันหลานคนเดียวเท่านั้น จิ๋งหลานกลัวว่าเฉินเจิ้นถิง จะโกรธ จึงรีบให้ผู้ดูแลบ้านโทรศัพท์เรียกเฉินอันหลานกลับมาโดยด่วน แต่โทรศัพท์กลับโทรไม่ติด โทรอย่างไรก็ฝากข้อความเอาไว้ตลอด สีหน้าของเฉินเจิ้นถิงเริ่มเคร่งขรึมลง แต่ติดที่ว่าอยู่ต่อหน้าคนนอกครอบครัวด้วย เขาจึงไม่แสดงอาการอะไรออกมา ทำได้เพียงแค่ออกคำสั่งให้คนรับใช้เริ่มเสิร์ฟอาหารโดยไม่ต้องรอเฉินอันหลานอีก
“หยิ่นหลิน” ลู่ฮหวายยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบกับเฉินหยิ่นหลิน “ทำไมอันหลานยังไม่มาอีก?”
สีหน้าของเฉินหยิ่นหลินเองก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
“อาจจะมีธุระด่วนก็ได้มั้ง”
“โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?”
“กินข้าวเถอะ”
หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารกันไปได้ไม่ถึงครึ่ง เฉินอันหลานก็ขับรถมาถึง หลังจากกำจัดยาระงับได้หมดแล้วเขาก็รีบบึ่งรถมาคฤหาสน์ตระกูลเฉินทันที จนทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า คุณชายสามยังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดิมเพิ่มเติมคือรอยยับย่น ยิ่งกว่านั้นใบหน้าของเขาในตอนนี้ก็ดูย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเฉินเจิ้นถิงเห็นเฉินอันหลานมาสาย อีกทั้งยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย เขาก็กระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธทันที สีหน้าของคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะแสดงออกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เฉินอันหลานรู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องทำให้เฉินเจิ้นถิงโกรธอยู่ดี จึงไม่กล้าพูดอะไรแก้ตัว เขาถือของขวัญสองชิ้นที่เตรียมไว้เดินเข้ามาหาเฉินเจิ้นถิงและจิ๋งหลาน หลังจากที่โค้งตัวแสดงความเคารพแล้วก็เอ่ยเรียก ‘พ่อ-แม่’
จิ๋งหลานเจ็บปวดใจแทนลูกชาย จึงไม่ได้ถือโทษโกรธที่เขามาสายแต่อย่างใด หลังจากที่เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปจัดเสื้อผ้าให้กับลูกชายแล้ว เธอก็ได้ยื่นหน้าเข้าไปกำชับบางอย่างข้างหูของเขา เฉินอันหลานพยักหน้า จากนั้นก็เดินเข้ามาหาเฉินเจิ้นถิงทันที
“พ่อครับ ผมขอโทษที่ผมไม่ได้ไปรับพ่อกับแม่ที่สนามบินพร้อมกับพี่ใหญ่และพี่รอง นี่เป็นของขวัญที่ผมเตรียมเอาไว้สำหรับพ่อและแม่ครับ...”
“แกยังเห็นพ่อคนนี้ในสายตาอยู่เหรอ?” เฉินเจิ้นถิงไม่รับของขวัญชิ้นนั้น เขามองหน้าลูกชายคนเล็กด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แกไม่ไปรับฉันที่สนามบินไม่เป็นไร แต่ถ้าจะให้พวกเราทุกคนรอแกคนเดียว แล้วแกยังใส่เสื้อผ้าลวก ๆ เหมือนไม่เต็มใจมาแบบนี้อีก มารยาทที่พร่ำเรียนมานานหลายปีมันหายไปไหนหมดแล้ว?!”
“ผมผิดเองครับ จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้วครับ”
“ยังจะมีครั้งต่อไปอีกเหรอ?”
เมื่อเห็นความมืดครึ้มก่อตัวรอบโต๊ะอาหาร ลู่ฮหวายที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงได้รีบเอ่ยปากทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้
“คุณลุง คุณป้าครับ อย่าเพิ่งโกรธเลยนะครับ อันหลานอาจจะมีเรื่องที่ต้องจัดการจริง ๆ ก็ได้ เพราะงั้นถึงมาสายไปหลายนาที…” ลู่ฮหวายพูดพร้อมกับประคองเฉินอันหลานขึ้นมานั่ง “ไม่เป็นไรนะ เราเพิ่งจะกินข้าวไปได้ไม่เท่าไหร่เอง นายมา ก็ดีแล้ว”
เฉินอันหลานรู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินอยู่คุ้นหูเหลือเกิน เขาจึงได้หันไปมองก่อนจะพบว่าเป็นลู่ฮหวาย...คนที่เขาเจอที่โรงพยาบาลและที่หน้าบาร์อาเรียเมื่อวันก่อน คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย ทว่าไม่ได้พูดอะไรออกมา และปล่อยให้อีกฝ่ายประคองตัวเองไปนั่งยังตำแหน่งที่ว่าง
ในฐานะที่แขกของบ้านเอ่ยปากบอกว่าไม่เป็นไร เฉินเจิ้นถิงจึงไม่ได้ไต่ถามเอาความต่อ ทำเพียงหยิบตะเกียบขึ้นมาทานอาหารต่อด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยายถึง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงค่อย ๆ สงบลง
“อันหลาน กินเยอะ ๆ นะ” จิ๋งหลานคีบอาหารให้กับลูกชายคนเล็กที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่หยุด “สีหน้าไม่ค่อยดีเลย ไปหาหมอหน่อยไหมลูก?”
เมื่อผ่านเหตุการณ์ที่แสนทรมานเมื่อตอนบ่ายมาได้ เฉินอันหลานจึงยังไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่ในเมื่อเป็นอาหารที่มารดาตักให้ เฉินอันหลานจึงฝืนใจคีบเข้าปาก ช้า ๆ ทีละคำ
“ช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาวน่ะครับ เลยเป็นหวัดนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ”
“เป็นหวัดก็ไม่ได้นะ ให้หมอมาดูหน่อยไหม เอาแบบนี้ละกัน หลังกินข้าวเสร็จเดี๋ยวแม่โทรศัพท์ไปให้คุณหมอหวังมาที่บ้าน ให้เขาตรวจลูกหน่อยละกันนะ”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกครับ”
“ร่างกายมันเป็นเรื่องใหญ่นะลูก จะมากลัวยุ่งยากอะไรกัน”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ค่อนข้างแย่ของเฉินอันหลาน และท่าทางที่กินข้าวไม่ค่อยจะลง ลู่ฮหวายก็รีบเอ่ยปากพูดแทนอีกฝ่าย
“เป็นหวัดก็ต้องกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง กินผักให้มากขึ้น... จริงสิครับคุณลุง คุณป้า ไม่ต้องให้คุณหมอหวังมาหรอกครับ ผมก็เป็นหมอเหมือนกัน เป็นหวัด เรื่องเล็กครับ เดี๋ยวผมรักษาให้เอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของแขกหนุ่ม จิ๋งหลานก็หยุดคะยั้นคะยอเฉินอันหลานแล้วพยักหน้า อีกทั้งยังยอมให้ลู่ฮหวายรับหน้าที่เป็นคนดูแลเฉินอันหลานแทน
เฉินอันหลานกวาดตามองไปทางลู่ฮหวายแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง ทานอาหารในจานต่อไป
เฉินหยินชิงเห็นเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารทั้งหมด เขามองไปทางลู่ฮหวาย ก่อนจะหันไปมองสีหน้าพ่อกับแม่ของตัวเอง และได้เห็นใบหน้าของเฉินเจิ้นถิง ที่ดูเหมือนใบหน้าของคนเป็นพ่อตาที่กำลังพินิจพิจารณาลูกเขยด้วยความพึงพอใจ คุณชายรองตระกูลเฉินขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เขาหันกลับไปมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เฉินหยิ่นหลินไม่ได้มองตอบกลับมาแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง ๆ ไม่มีการส่งเสียงใด ๆ ออกมา นอกจากก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้าเท่านั้น
เมื่อมื้อค่ำจบลงแล้ว เฉินเจิ้นถิงก็เรียกเฉินอันหลานเข้ามาหาในห้องสมุดเป็นการส่วนตัว
“หยิ่นหลิน คุณลุงเรียกอันหลานเข้าไปคุยอะไรกันอะ?”
“ไม่มีอะไร คุยกันเรื่องทั่วไปเท่านั้น”
“แต่สีหน้าของคุณลุงไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลยนะ”
“ไม่มีอะไร คงจะด่าไม่กี่คำเท่านั้น” เฉินหยินชิงเดินออกมาจากห้องรับแขก หลังจากที่ชำเลืองไปมองทางเฉินหยิ่นหลินแล้วก็นำถ้วยชาที่ถือมาด้วยยื่นไปตรงหน้าลู่ฮหวาย “ฉันได้ยินมาว่านายกลับมาตั้งหลายวันแล้ว แต่ทำไมเพิ่งจะมาทานข้าวที่บ้านเราเอาวันนี้?”
ลู่ฮหวายยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับรับถ้วยชานั้นมาแล้วพูดว่า
“ก็ฉันไม่ค่อยอยากรบกวนพวกนายเท่าไหร่นี่นา”
“ไม่อยากรบกวน หรือเป็นเพราะว่าฉันกับพี่ใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านกันแน่?”
“หยินชิง”
เฉินหยิ่นหลินเอ่ยปากห้ามปรามน้องชาย
เฉินหยินชิงเลิกคิ้วสูง ก่อนจะชำเลืองมองไปทางลู่ฮหวายด้วยสายตาเย็นชา
“พวกเราเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ มีเรื่องอะไรไม่ดีก็ต้องพูดต่อหน้า จริงไหม ลู่ฮหวาย?”
ลู่ฮหวายยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็ชายตามองไปทางเฉินหยินชิง
“หยินชิงก็โตขนาดนี้แล้ว คำพูดยังฟังไม่เข้าหูเหมือนเดิมเลยนะ”
“งั้นนายก็บอกมาตรง ๆ สิ ว่านายมาเพื่ออะไร”
“ฉันเรียนจบจากอเมริกาแล้ว ก็ต้องกลับมาทำงานสิ”
“แค่นั้น?”
“แล้วก็เพื่อจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าด้วย”
เฉินหยินชิงยกยิ้มอย่างเย็นชา แล้วเดินกลับไปโดยไม่พูดอะไรอีก
“นิสัยของหยินชิงไม่เปลี่ยนสักนิดเลยเนอะ”
“อย่าไปสนใจเลย”
“จะว่าไป เขาก็ยังดูละเอียดอ่อนกว่าทุกคนเหมือนเดิมเลยนะ”
เมื่อเฉินหยิ่นหลินได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
※※※※※※※※※※
ภายในห้องสมุด
เฉินอันหลานยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะตัวหนึ่งในห้องสมุดนานหลายนาทีจนตอนนี้ขาเริ่มอ่อนแรงลงไปมากแล้ว แต่เฉินเจิ้นถิงก็ยังไม่เอ่ยปากบอกให้เขานั่งลงแต่อย่างใด เฉินอันหลานจึงได้แต่ยืนตัวตรงอยู่ที่เดิม ซึ่งมันเหมือนกับการทำโทษตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด เฉินอันหลานรู้ดีแก่ใจ ถ้าเขากล้าขยับแม้แต่นิดเดียว ผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายก็คงจะเปลี่ยนให้โทษนั้นหนักหนามากยิ่งขึ้น
หลังจากที่เวลาล่วงเลยไปสักพัก ในที่สุดเฉินเจิ้นถิงก็เอ่ยปากบอกให้บุตรชาย นั่งลง
“มีเรื่องอะไรสำคัญยิ่งกว่าการกลับมาทานข้าวที่บ้านเหรอ?”
“ผมมีประชุมด่วนที่สถานีตำรวจ...”
“ลาออกซะ!”
เฉินเจิ้นถิงออกคำสั่งอย่างตรงไปตรงมา
เฉินอันหลานทำได้เพียงแค่ขยำผ้าบริเวณขากางเกงเอาไว้แน่นพลางก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร
“ทำไม ไม่ยอมเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ”
“งั้นก็ดี งั้นก็โทรศัพท์ไปหาหัวหน้าของแกเดี๋ยวนี้ แล้วบอกลาออกต่อหน้าฉัน”
“ทำ!”
“ผมขอเวลาอีกสักสองปี”
จบคำขอนั้น ไม้เท้าของเฉินเจิ้นถิงก็ฟาดลงบนไหล่ของเฉินอันหลานอย่างแรง ส่งผลให้คนโดนฟาดถึงกับต้องห่อตัวลงด้วยความเจ็บปวด เขายังคงขยำขากางเกง ไว้แน่น เพียงชั่วพริบตาก็ยืดตัวขึ้นมา พร้อมกับมองไปข้างหน้าโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ
ไม้เท้าของเฉินเจิ้นถิงจึงฟาดลงมาอีกครั้ง และยังคงฟาดเข้าใส่ไหล่และแขนของเฉินอันหลานซ้ำ ๆ ทว่าเฉินอันหลานก็ยังคงยืนตัวตรงที่เดิม ไม่ได้ส่งเสียงร้องแสดงความเจ็บปวด สุดท้ายหลังจากที่เฉินเจิ้นถิงตีลูกชายจนเหนื่อยก็หยุดการทำโทษนั้นลง
เฉินเจิ้นถิงนั่งหอบอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับจ้องเขม็งไปทางเฉินอันหลานด้วยสายตาเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถาม
“ยังคิดจะต่อต้านอีกไหม?”
เฉินอันหลานกัดฟันแน่นแล้วตอบกลับอย่างดื้อดึง
“คิดครับ”
เฉินเจิ้นถิงยกไม้เท้าขึ้นมาเตรียมจะฟาดลงไปอีกหน แต่ทว่าก็หยุดชะงักกลางคันแล้ววางไม้เท้าลงก่อนจะพูดกับเฉินอันหลาน
“ฉันยอมให้แก่เล่น ๆ อีกสองปีก็ได้ แต่หลังจากสองปีนี้แล้วแกจะต้องแต่งงาน”
“พ่อครับ ผมยังไม่อยากแต่งงาน”
“ไม่อยากงั้นเหรอ งั้นก็ลาออกมันซะตอนนี้”
เฉินอันหลานได้แต่กำขากางเกงด้วยมือทั้งสองข้างแน่น
เมื่อเฉินเจิ้นถิงเห็นว่าเฉินอันหลานไม่คัดค้าน จึงได้พูดขึ้นต่อ
“เมื่อกี้แกก็ได้เจอกับลูกชายของคุณลุงลู่แล้ว เขาทั้งยังหนุ่ม ชาติตระกูลก็ดี ที่สำคัญเขาก็ดูแลแกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ด้วย”
“พ่อครับ ผมไม่ได้ชอบเขา”
“แล้วแกชอบใคร เด็กที่มาจากป่าจากเขาคนนั้นน่ะเหรอ?”
เฉินอันหลานก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร
เฉินเจิ้นถิงแค่นเสียงหึอย่างเย็นชา พร้อมกับจ้องหน้าเฉินอันหลานแล้วพูดขึ้น
“อย่าคิดว่าตอนที่แกอยู่คนเดียวข้างนอกนั่นในหลายปีมานี้ฉันจะไม่รู้ว่าแกทำอะไรบ้างนะ ตราบใดที่มันไม่กระทบกับชื่อเสียงของตระกูลเฉิน ฉันยังพอหลับหูหลับตาทำเป็นไม่เห็นไปได้บ้าง นี่ก็รวมทั้งเรื่องของแกกับไอ้เด็กบนเขานั่น แต่มาตอนนี้ก็ดี… เด็กนั่นตายไปแล้ว คราวนี้แกก็พักใจแล้วคบกับลู่ฮหวายซะ แต่งงานกับลู่ฮหวาย ยังไงก็ยุติธรรมกับแก”
“ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหม?”
“ชัดเจนแล้วครับ”
“ออกไปได้”
“ครับ พ่อ”
เฉินอันหลานยืนขึ้น แล้วโค้งตัวไปทางเฉินเจิ้นถิง จากนั้นก็หมุนตัวแล้ว เดินออกจากห้องสมุดไปทันที
***แจ้งข่าว Ebook #ยอดสายลับโอเมก้า***
E-book #ยอดสายลับโอเมก้า เล่ม 5 พร้อมวางขาย วันที่ 14/02/2566 เวลา 00.00 หรือเที่ยงคืนวันวาเลนไทน์คืนนี้ค่ะ
นักอ่านที่กำลังรออยู่เตรียมจับจองเป็นเจ้าของได้เลยจ้า
--- จิ้มซื้อ Ebook ได้ที่ >> Pinto ebook, ธัญวลัย, MEB ebook ฯลฯ ---
-------------------------------------------
ในที่สุดเรื่องราวของพ่อเจ้าประคุณทั้งสองก็มาถึงครึ่งหลังอย่างเต็มตัวแล้ว...อ่ะฮืออออ อันที่จริงเดี๊ยนก็ไม่ได้อยากสปอยนะฮะ แต่ขอบอกเลยว่าเล่มนี้มันเจ้มจ้น มันส์นัว ดุเดือดเลือดพล่าน เหมือนกินชาบูหม่าล่าแล้วชาลิ้นแต่ก็ยังไม่เข็ดต้องกินต่อ (อิฉันชอบเป็นการส่วนตัวถ้าดูอวยมากเกินไปต้องขออภัย) แบบที่อยากให้อ่าน อ่านเองด้วยนะ ห้ามให้เพื่อนเล่า ตามลุ้นเอง ตามเดากับเนื้อเรื่องกันเอาเอง ย้ำขอเตือนอย่าให้เพื่อนเล่านะงับ งื้อออออออออ i>.<i
แบนเนอร์มาในธีมสีชมพูหวานแหววต้อนรับวาเลนไทน์
------>> แบนเนอร์รับวาเลนไทน์จ่ะ ใครจะโสดก็โสดไป แต่น้องอันหลานของฉันมีคู่ วั๊ยยย... <<-------
ใครมีคู่จะอยู่หวาน ๆ กับแฟนก็ทำไป ใครจะสารภาพรักกับคนคุยที่ยังไม่ได้คบซักทีก็ลุยโลด
หรือจะโสดเปลี่ยนโหมดมาสอยน้องเฉิน-พี่ลานไปนอนอ่านแบบเชิด ๆ เพื่อรอวันของเราในอีก 2 วัน (หวยออก) ก็เริ่ดเลย
-- ฝากไว้ให้คิดว่า...รักใครก็รักได้แต่อย่าลืมรักตัวเองกันด้วยนะจ๊ะ --
ส่วนอิชั้นขอไปซื้อคิดแคทบอกรักให้ตัวเองแปป...จะได้แวะแผงล็อตเตอรี่ด้วยเลยยยย ((มุ่งมั่น @0@i))