วันที่สาม ตาสองข้างของเยี่ยนเต๋อหลินเต็มไปด้วยเส้นเืสีแดงก่ำ ทำให้เขาดูละม้ายสัตว์ร้ายที่น่ากลัวพร้ะปบและกัดผู้อื่นได้ตลอดเวลา ทว่าในเวลาเดียวกันก็หวาดกลัวว่าจะถูกคนอื่นตีจนตายเช่นกัน ในมือของเขามีแท่งเหล็กในขณะที่อีกข้างหนึ่งมีไม้ค้ำช่วยพยุงเดิน เท้ายังคงก้าวเดินไปมาอยู่ภายในลานกว้าง เขาใช้สายตาจ้องมองทุกคนด้วยความระแวดระวังและพินิจพิเคราะห์ เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ช่วยให้เขารู้สึกเบาใจ ใช่...เบาใจ เขาต้องตามหาตัวคนทำให้เจอจึงจะเบาใจ
เมื่อคืนมีผีมาเคาะประตูห้องเขาอีกแล้ว!
ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่ผี แต่เป็มนุษย์ต่างหากเล่า! มีคนกำลังกลั่นแกล้งเขา! หากเขาทราบว่าใครที่แกล้งเป็ผี เขาจะทุบหัวมันให้เละและขยี้สมองให้แหลก!
เมื่อคืนตอนที่เขาเปิดประตู เขาเตรียมก่นด่าชุดใหญ่ ทว่าเมื่ออ้าปากกลับพบว่ามีเืหลายหยดกระเซ็นเข้ามาในปากของเขา! รสชาติสนิมเหม็นกลิ่นคาวคล้ายกับหงอนกระเรียนแดง[1] ก็มิปาน อันตรายประหนึ่ง้าพรากชีวิตของเขา เขาใช้มือเช็ดเืที่หยดลงบนหน้าผากของตนเอง หวาดผวาใเสียจนล้มลงไปกองที่พื้น ซ้ำยังโขกศีรษะกับพื้นไม่หยุดเพื่อยอมรับความผิด ทุกอย่างเป็ความผิดของเขา เป็ความผิดของเขาเพียงคนเดียว เขาไม่ควรเลย...ไม่ควรเลย...
เยี่ยนเต๋อหลินรู้สึกหนาวเหน็บ แม้ว่าในเวลานี้จะมีแสงแดดแผดเผา ทุกคนสวมใส่ด้วยเสื้อบางชั้นเดียว ทว่าเขากลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่กัดเซาะลงไปในกระดูก เขารู้สึกว่าทุกคนกำลังจ้องมองและแอบพูดคุยเกี่ยวกับเขา เขาอยากแอบฟังบทสนทนาของคนเ่าั้ แต่กลับไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้ เขารู้สึกปวดศีรษะจนอยากกลับไปพักผ่อนที่ห้องสักประเดี๋ยว ทว่ากลับไม่กล้านอนอยู่ในห้องเพียงลำพังเพราะเกรงว่าสิ่งสกปรกเ่าั้จะมาหาเขา ใช่ เขา้าแสงแดด ้าแสงแดดเยอะ ๆ แค่นี้สิ่งสกปรกเ่าั้ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขาแล้ว!
เยี่ยนเต๋อหลินวิ่งเข้าไปในห้อง รื้อหาของบางอย่างที่ตนเองยังเหลืออยู่ ดวงตาสีแดงคู่นั้นถลึงมองก่อนจะฉีกยิ้มแปลกประหลาด จากนั้นจึงใช้ไม้ค้ำพยุงร่างของตนเองออกมาจากประตูใหญ่เพื่อไปยังโรงบ่อนอีกคราหนึ่ง
ยาวจิ่วเอ่ย “เยี่ยนเต๋อหลินกำลังจะเป็บ้าแล้ว”
หูเหยียนไม่ตอบอะไร เพียงแต่่นี้นางเองก็หายตัวไปใน่กลางดึก 1-2 ชั่วยามเช่นกัน
ในวันที่สี่ เ้าของจวนเดินทางมาถึงที่นี่พร้อมกับแจ้งให้เยี่ยนเต๋อหลินรีบอุดช่องว่างบนกำแพงและเก็บข้าวของไสหัวออกไปจากที่นี่! คนที่อยู่ในคณะละครตระกูลเยี่ยนถึงขั้นหงายหลัง โหวกเหวกโวยวายกันอยู่ครู่ใหญ่ ทุกคน้าให้เยี่ยนเต๋อหลินจัดการเื่นี้ แต่เขากลับหายไปตลอดทั้งคืนและไม่กลับมา เห็นได้ชัดว่าเขาย้ายไปนอนที่โรงบ่อนแล้ว ทุกคนพากันคิดว่าตนเองคงได้แต่รอโดยเปล่าประโยชน์ ทว่ากลับไม่มีใครคาดคิดว่าเยี่ยนเต๋อหลินจะกลับมา!
เสื้อผ้าของเขาสกปรกมอมแมม หลังค่อมขณะใช้ไม้ค้ำพยุงร่างของตนเองราวกับเป็คนชราที่ใกล้สิ้นอายุขัย เขาเดินโซเซข้ามธรณีประตูเข้ามาด้านในคณะละคร
ทันทีที่เงยหน้า ทุกคนต่างพากันใจนถึงขั้นลมหายใจเย็นวาบ
มารดาเถอะ...นี่...นี่คือเยี่ยนเต๋อหลินเ้าคณะละครตระกูลเยี่ยนรึ?
ใบหน้าของเขาฟกช้ำดำเขียว ิัปูดนูนเสียจนผิดรูป ดู ๆ ไปละม้ายกับฟักทองลูกใหญ่ที่ดูผิดแผกจากปกติ ฟันหน้าของเขาหายไปทำให้ดูโดดเด่นเป็อย่างยิ่ง ถึงกระนั้นคนธรรมดาทั่วไปก็ไม่สามารถเห็นใบหน้าเดิมที่แท้จริงของฟักทองลูกนี้
มีบางคนอยากหัวเราะแต่กลับต้องกลั้นขำ ทำให้ใบหน้าและลำคอแดงก่ำ ยาวจิ่วหัวเราะจนท้องแข็ง ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกจรรโลงใจ เสียงหัวเราะของเขาเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก ราวกับหัวเราะให้ตัวเอง หรืออาจจะหัวเราะให้กับบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว
เยี่ยนเต๋อหลินไม่ได้ปรี่ตัวเข้ามาทุบตีเขา ทว่ากลับเดินหายกลับเข้าไปในห้องเพียงลำพังด้วยท่าทางหมองหม่น
เมื่อคืนเขาคิดว่าจะไปหลบอยู่ที่โรงบ่อน แค่นี้ก็คงไม่เป็ไรแล้ว ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเื่
ไม่รู้ว่าเวลาใดจู่ ๆ บนร่างของเขาก็เกิดเปลวเพลิงลุกท่วมตัว เปลวเพลิงสีฟ้านั้นราวกับว่าเป็...ไฟผี! ใช่ ไฟผี!
คนที่อยู่ในโรงบ่อนต่างพากันหวาดกลัวเปลวเพลิง จึงใช้ไม้ไล่ทุบตีตะเพิดให้เขาออกไปไกล ๆ ไม้ตะบองและเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ทำให้เขาสลบไป เมื่อฟื้นคืนสติอีกคราก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้น คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างคิดว่าเขาเป็ขอทานเร่ร่อนขออาหาร จึงพากันมองเขาด้วยสายตารังเกียจ เขาเ็ปไปทั่วร่าง แต่ก็ทำได้แค่อดทนต่อความเ็ปนี้ จากนั้นจึงเดินเท้ากลับมาที่คณะละครอย่างยากลำบาก อย่างน้อยที่นี่ก็เป็บ้านของเขา
รองหัวหน้าคณะเรียกเยี่ยนเต๋อหลินไว้ จากนั้นแจ้งเื่ที่เ้าของจวนสั่งให้เขาไสหัวไปจากที่นี่
เยี่ยนเต๋อหลินอ้าปากเหมือน้าพูดอะไรบางอย่าง ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูด เขาก้มหน้าและเดินเข้าไปในห้อง ่กลางดึกเขาเปิดประตูและเดินออกมาพร้อมกับตะเกียงน้ำมัน เขานั่งอยู่หน้าประตูห้องพร้อมกับมีดหั่นผักหนึ่งเล่ม ดวงตาถลึงมองไปรอบ ๆ จนถึงเช้า
ยามไก่ทองขันแจ้งฟ้าสว่าง เขาส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด เสียงนั้นฟังดูคล้ายกับิญญาชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกขนลุกขนพอง
เยี่ยนเต๋อหลินควงมีดหั่นผักพร้ะคอกด้วยความตื่นเต้น “ออกมาสิ แน่จริงก็ออกมา! กลัวสินะ? ฮ่า ๆ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ ๆ...เ้ากลัวแล้วสินะ? หากกล้าออกมา ข้าจะสับเ้าให้ตาย! สับเ้าให้ตายไปเลย!”
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ทุกคนต่างหลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องขณะแอบมองเยี่ยนเต๋อหลินที่กำลังเป็บ้า
ครั้นเยี่ยนเต๋อหลินหัวเราะจนสาแก่ใจแล้ว เขาจึงทรุดตัวนั่งลงบนพื้น เขาพบว่ามีมดจำนวนมากกำลังเดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้า เขาขมวดคิ้วและเพ่งมองอย่างละเอียดอีกคราหนึ่ง เขาพบว่ามดเหล่านี้กำลังเรียงแถวกันจนกลายเป็ตัวอักษรสองพยางค์...... ‘เฟิ่งฮัว’!
เยี่ยนเต๋อหลินรู้หนังสือไม่มาก ทว่าเขารู้จักสองคำนี้
ลมหายใจพลันเย็นเยียบ มีดหั่นผักในมือซ้ายหล่นลงบนพื้นสับเข้าที่นิ้วเท้าของเขา ความรู้สึกเ็ปทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับร้องเสียงแหลม!
ในเวลาเดียวกัน ชวีหนานอีได้ส่งคนมาที่นี่เพื่อให้เยี่ยนเต๋อหลินเดินทางไปพบ
เยี่ยนเต๋อหลินถูกส่งตัวมาอยู่ตรงหน้าชวีหนานอีอีกคราหนึ่ง
ชวีหนานอีกวาดตามองปราดหนึ่ง เขาเอ่ยวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเพียงสองพยางค์ “อนาถ” จากนั้นจึงโบกมือเพื่อให้เยี่ยนเต๋อหลินกลับไป
เยี่ยนเต๋อหลินไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง เขานอนเหม่อลอยอยู่บนแคร่ไม้พร้อมกับหางตาที่กระตุก ท่าทางของเขาราวกับอยากจะร้องไห้
ตอนที่เขาถูกหามออกมาจึงบังเอิญได้ยินหลี่ต้าจ้วงพูดกับหยาอีคนอื่น ๆ ว่า “่นี้ใต้เท้าชวีอารมณ์ไม่สู้ดีนัก ท่านบอกว่าฝันเห็นเฟิ่งหัวร้องไห้ขอความเป็ธรรมจากท่าน ซ้ำยังพูดว่า...”
เยี่ยนเต๋อหลินตื่นเต้นมาก เขาอยากจะเงี่ยหูฟังบทสนทนาเ่าั้ ทว่ากลับถูกหามออกมาไกลแล้ว เขารู้สึกบีบหัวใจเป็อย่างยิ่ง จนแทบอยากจะปรี่ตัวไปตรงหน้าชวีหนานอีเพื่อถามว่าเฟิ่งฮัวพูดอะไร
ทว่าแท้จริงแล้วหลี่ต้าจ้วงไม่ได้กล่าวอะไรต่อจากนั้น เขาเพียงหันไปยิ้มให้กับหยาอีคนนั้นด้วยท่าทีมีลับลมคมใน
เยี่ยนเต๋อหลินนึกถึงสาเหตุที่ชวีหนานอีเรียกเขามาถามไถ่ถึงที่นี่ ทว่ากลับพูดเพียงสองพยางค์แล้วสั่งให้เขากลับไป หรือว่าชวีหนานอีจะรู้อะไรบางอย่าง? จิตใจของเยี่ยนเต๋อหลินเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ครั้นกลับมาถึงคณะละครก็ยิ่งรู้สึกสับสนงุนงงมากกว่าเดิม
เ้าของจวนยกมือตบบ่าเยี่ยนเต๋อหลินด้วยสีหน้าอึมครึม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เยี่ยนเต๋อหลิน!”
เยี่ยนเต๋อหลินที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ใจนสะบัดเท้าและแขนเป็พัลวัน เขาะโว่า “ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้ฆ่าเฟิ่งฮัว! ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้าจริง ๆ นะ...” เขาใบหน้าขาวซีดราวกับผี
วันที่ห้า ครั้นท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เยี่ยนเต๋อหลินสั่งให้ทุกคนช่วยกันจุดคบเพลิงทั่วทั้งจวน จากนั้นะโด้วยน้ำเสียงประหม่า “มาสิ ออกมาเลย ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเ้าจะทำให้ข้าใได้เยี่ยงไร!”
ในคืนนี้ไม่มีเสียงเคาะประตูให้ได้ยิน ทว่ากลับไม่รู้ว่าหนูแก่จำนวนนับร้อยถูกเรียกมาจากที่ใด พวกมันรวมตัวกันจนกลายเป็สีดำกลุ่มใหญ่ที่ปีนป่ายขึ้นไปบนคบเพลิงราวกับไม่้าชีวิต จากนั้นจึงใช้ร่างกายตัวเองจ่อไปที่เปลวเพลิงเพื่อดับมัน
คณะละครตระกูลเยี่ยนกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางนานแล้ว นับั้แ่เฟิ่งฮัวตาย เยี่ยนเต๋อหลินก็ป่าวประกาศว่าจะขายคณะละครแห่งนี้ ดังนั้นคนที่ไม่ได้เซ็นสัญญาจึงทิ้งคณะละครแห่งนี้ไปที่อื่น มีนักแสดงห้าคนที่เซ็นสัญญา ทั้งหมดถูกเยี่ยนเต๋อหลินขายให้กับจวนโหวหลานไปแล้ว ซ้ำยังได้ราคาไม่น้อย
ภายในจวนขนาดใหญ่แห่งนี้ เหลือเพียงเยี่ยนเต๋อหลิน ยาวจิ่ว แม่ครัวหลี่และคนขับรถม้าฉวนจื่อ รวมถึงหูเหยียนที่ไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้เห็น
ยามราตรี มีเสียงกรีดร้องของแม่ครัวหลี่ เสียงด่าทอของคนขับรถม้าฉวนจื่อ รวมถึงเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง หรืออาจจะเป็เสียงพูดจาไร้สาระของเยี่ยนเต๋อหลิน
ยาวจิ่วเห็นหนูแก่เ่าั้วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว ทว่ากลับไม่วิ่งเข้ามาในห้องของเขาแม้แต่ตัวเดียว ซ้ำยังพยายามออกห่าง ทำให้เขาประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง ต่อให้เขาไร้สมองก็พอจะเข้าใจบ้างแล้ว ยกตัวอย่างการที่หูเหยียนหายไปจากห้อง 1-2 ชั่วยามตอนกลางดึก หากกล่าวว่าสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนาง ต่อให้ทุบตีเขาให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ
.
.
.
[1] หงอนกระเรียนแดง สารตั้งต้นของสารประกอบสารหนู เป็ผลพลอยได้จากการถลุงแร่ทองแดงและตะกั่วโดยที่สารหนูจากแร่ทั้งสองจะอยู่ในรูปควัน และถูกจับด้วยความเย็นได้เป็ arsenic trioxide มีลักษณะเป็ผงสีขาว