กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 79 กองทัพที่ซ่อนตัวในผืนป่า

         เมืองเบอเนียร์นั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรเทียร์ออส  เมืองถูกตั้งขึ้นในจุดชัยภูมิที่ดีทั้งด้านการป้องกันข้าศึกและด้านการดำรงชีวิตของประชาชน  บริเวณรอบเขตของเมืองที่ถูกล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำและทะเลอันกว้างใหญ่มันกลายเป็นกำแพงธรรมชาติที่สามารถป้องกันศัตรูได้อย่างดี หากข้าศึกจะบุกเข้ามาโจมตีก็ต้องผ่านทางสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าเมืองเท่านั้น  แต่กว่าที่พวกมันจะพากันบุกมาถึงสะพานแห่งนั้นนั้น ทหารที่ประจำการอยู่บนหอสังเกตการหน้าเมืองก็คงจะพบเจอมันก่อนแล้วทำการชักสะพานขึ้นเสีย  หากข้าศึกจะพากันว่ายข้ามแม่น้ำมาก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก มีข่าวลือว่ากันว่าบริเวณน้ำลึกห่างไกลจากชายฝั่งมีสัตว์อสูรที่น่าหวาดกลัวอาศัยอยู่  แม้นั่นจะเป็นเพียงข่าวลือก็ตามแต่คงไม่มีใครอยากเสี่ยงกับมัน  หรือหากข้าศึกคิดจะเลือกจะบุกเข้ามาทางน้ำจริงๆก็คงต้องใช้เรือรบขนาดใหญ่ซึ่งคงจะต้องถูกสังเกตเห็นเสียก่อนและอาจจะถูกโจมตีจากทหารของเมืองเบอเนียร์จนจมลงสู่ก้นแม่น้ำหรือก้นทะเลไป

     

          การที่มีแม่น้ำที่ล้อมรอบอาณาเขตเมืองอยู่นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้เกือบตลอดปีโดยไม่เคยขาดแคลนแหล่งน้ำ  จะมีก็แต่หน้าหนาวที่แม่น้ำจะแข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็งเท่านั้นที่ค่อนข้างจะสร้างความลำบากให้กับเกษตรกรสักหน่อย  แต่เพียงการใช้กำลังเจาะชั้นน้ำแข็งหนาๆที่ด้านบนเสียหน่อยหรือไม่ก็ใช้เปลวไฟจากนักเวทอัคคีมาละลายน้ำแข็งเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้แล้ว

     

         แม้เมืองเบอเนียร์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือแผ่นดินที่อยู่คนละฝั่งฝากแม่น้ำกับเมืองเบอเนียร์กลับเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง พื้นที่แห่งนี้ถูกชาวเมืองเบอเนียร์ว่าป่าสีเทา  ชื่อของมันจากความรู้สึกของผืนป่าอันชวนเศร้าหมองราวกับสีเทาอันขมุกขมัว  ต้นไม้ที่ดูแห้งเหี่ยวจะมีใบสีเขียวอยู่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภูเขาหินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยก้อนหินผาปราศจากซึ่งความเขียวขจีใดๆ  พื้นดินเต็มไปด้วยกรวดทรายและความแห้งแล้ง  ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยใบอันเขียวชอุ่มนั้นมีให้เห็นได้อย่างบางตา เป็นเรื่องที่น่าแปลกเป็นอย่างมากที่แผ่นดินสองแห่งที่ถูกขวางกั้นด้วยแม่น้ำเพียงสายเดียวกับแตกต่างกันถึงเพียงนี้ 

     

         ป่าสีเทานั้นเป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความสนใจมากนัก  มันไม่ค่อยมีสัตว์อสูรหรือสัตว์ป่าให้ล่า  ไม่มีของป่าให้ตามหา ก็แน่สิดินแดนที่แห้งแล้งเช่นนี้จะมีสิ่งพวกนั้นอยู่ได้อย่างไร  แต่เคยมีผู้คนลือกันว่าตามภูเขาหินเหล่านั้นเต็มไปด้วยแร่อันมีค่า หลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่พยายามไปค้นหาสายแร่เหล่านั้น  แต่ทั้งหมดก็พบเจอเพียงก้อนหินแข็งทื่อที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น แต่จะว่าไปแล้วหากนำพวกมันมาสร้างอาคารหรือแกะสลักก็คงไม่เลวนัก แต่ก็คงไม่มีคนบ้าที่ไหนแบกก้อนหินมาจากป่าสีเทาเพื่อที่จะมาแกะสลักที่เมืองเบอเนียร์เป็นแน่    

     

         แต่ผู้คนกลับไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังของภูเขาหินเหล่านั้นมีเส้นทางที่พาไปยังผืนป่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ผืนป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าต้นไม้นานาพรรณ แม้มันจะไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เหมือนกับผืนป่ารอบเมืองเบอเนียร์แต่หากเทียบกับต้นไม้ในป่าสีเทามันก็คงอุดมสมบูรณ์กว่าหลายเท่า  ท่ามกลางผืนป่าซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านหลังขุนเขาหินอันแห้งแล้งคงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าโอรันนักโทษแหกคุกที่ทหารทั่วเมืองเบอเนียร์ต่างเฝ้าตามหาอยู่นั้นจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่แห่งนี้ 

     

        แต่เรื่องที่โอรันและพรรคพวกหลบมาอยู่ท่ามกลางผืนป่าคงไม่น่าตกใจเท่ากับท่ามกลางผืนป่าแห่งนี้กลับมีค่ายทหารขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้น  มีกระโจมนับร้อยถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆทั่วเขตพื้นที่  กระโจมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากโครงไม้ซึ่งคลุมด้วยผืนผ้าหนาๆสีน้ำตาลเข้มที่ค่อนข้างจะกลมกลืนไปกลับผืนป่า ภายในค่ายเต็มไปด้วยทหารมากกว่าพันคนที่พร้อมจะเคลื่อนพลได้ทุกเมื่อ ทหารเหล่านี้ประกอบไปด้วยเผ่าดาร์คเอลฟ์ประมาณสามร้อยคน เผ่าลูกครึ่งอสูรสายพันธุ์ต่างๆอีกประมาณห้าร้อยคน  แต่ที่น่าแปลกใจคือมีทหารอีกประมาณหกร้อยคนเป็นเผ่ามนุษย์ ทั้งสามเผ่าพันธุ์ดูเหมือนไม่น่าจะรวมตัวกันเป็นกองทัพเดียวกันได้แต่ทั้งหมดก็กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าประหลาด แม้ความสัมพันธ์ของทหารแต่ละเผ่าจะดูไม่ค่อยดีนักก็ตาม 

     

        รอบๆค่ายทหารมีผู้ที่คอยรับหน้าที่ตรวจตราความผิดปกติต่างๆอยู่เสมอ หากมีผู้คนแปลกหน้าเล็ดลอดเข้ามาหากไม่จับตัวเอาไว้ก็มีเพียงสังหารเท่านั้น  ที่บริเวณหลังค่ายมีลานฝึกซ้อมขนาดใหญ่ที่เหล่าทหารแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างแยกกันไปฝึกตามความถนัดของตัวเอง 

     

         ดาร์คเอลฟ์ผู้หนึ่งร่ายเวทอันดูดำมืดออกมาก่อนจะใช้มันโจมตีไปยังร่างของสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา มันเป็นสัตว์อสูรที่ถูกจับมาไว้เพื่อให้ทหารได้ฝึกซ้อมต่อสู้  ร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นค่อยๆหมดแรงลงก่อนที่ร่างกายของมันจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับไฟแผดเผาอยู่ภายในร่างของมัน มีทหารเผ่ามนุษย์บางคนลอบมองไปที่สัตว์อสูรตัวนั้นอย่างขนลุกขนพอง  ดวงตาของสัตว์อสูรตัวนั้นถลนออกมาจากเบ้าก่อนที่จะมีโลหิตสีดำไหลออกมาแล้วมันก็สิ้นใจตายในที่สุด

     

         แปะๆๆ

     

        เสียงปรบมือดังมาจากด้านหลังของดาร์คเอลฟ์ผู้นั้น 

     

         “ ทำได้ไม่เลว สมแล้วที่เป็นเจ้า  ..นาดัส “

     

         เจ้าของเสียงปรบมือผู้นั้นคือโอรันนั่นเอง  เขาแอบเดินมาดูการฝึกซ้อมของดาร์คเอลฟ์ผู้นี้ได้สักครู่แล้ว  ดาร์คเอลฟ์ผู้นี้คือหนึ่งในลูกน้องที่โอรันไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด  มันมีชื่อว่านาดัสเป็นหนึ่งในทหารระดับหัวหน้าของกองทัพทหารเหล่านี้ พลังของมันนั้นเป็นถึงระดับนักรบขั้นที่สี่  นับได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งไม่น้อย

     

         “ ขออภัยด้วยนายท่านที่ข้าไม่ทันได้สังเกตว่านายท่านมาถึงจึงไม่ได้แสดงความเคารพ  ช่างน่าละอายนัก “

     

         เข่าข้างหนึ่งของนาดัสกระแทกลงกับพื้นในทันทีที่สังเกตเห็นการมาของโอรัน  มันก้มหัวทำความเคารพโอรันอย่างนอบน้อม  โอรันนั้นคือผู้ที่มันเคารพอย่างสุดหัวใจ หากไม่ได้ชายผู้นี้ช่วยชีวิตเอาไว้จากน้ำมือของมนุษย์เมื่อหลายปีก่อนมันคงกลายเป็นเพียงทาสที่ต้องรับใช้มนุษย์เท่านั้น แต่มันก็ไม่อาจจะเข้าใจเลยว่าเหตุใดโอรันจึงต้องสร้างกองทัพที่มีมนุษย์อันโสมมพวกนั้นขึ้นมาด้วย  หนำซ้ำโอรันยังไปร่วมมือกับมนุษย์ชั้นต่ำพวกนั้นอีก  สำหรับนาดัสแล้วมนุษย์ก็เป็นเพียงเผ่าพันธุ์ที่มีแต่ความโลภ  ทำทุกสิ่งได้เพื่อสนองความต้องการของตนเท่านั้นหากเป็นไปได้มันก็อยากจะสังหารพวกมนุษย์ลงให้หมดซะ

     

         “ ไม่ต้องมากพิธีไปหรอกนาดัส  ไปฝึกซ้อมต่อไปเถอะ  อีกไม่นานศึกใหญ่ก็คงจะมาถึงแล้ว หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดเจ้าคงได้ละเลงโลหิตของมนุษย์อย่างที่เจ้าตั้งใจ“

     

         โอรันพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ  คำพูดของเขาราวกับอ่านลึกลงไปได้ถึงจิตใจอันเคียดแค้นของนาดัส  เขารู้ดีถึงความชิงชังที่นาดัสมีต่อเผาพันธุ์มนุษย์  หลายปีก่อนนาดัสเป็นทาสที่ทำหน้าที่เพียงรับใช้มนุษย์เท่านั้น มนุษย์โสมมผู้นั้นใช้ประโยชน์จากการเชี่ยวชาญด้านศาสตร์มืดของดาร์คเอลฟ์ให้เขาปรุงยาพิษต่างๆขึ้นมาเพื่อนำไปจัดการกับศัตรูทางธุรกิจ  บังเอิญโอรันที่ผ่านไปพบเจอเข้าจึงได้ช่วยนาดัสเอาไว้  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโอรันก็อยู่ในตำแหน่งนายเหนือหัวของนาดัสตลอดมา 

     

         “ ขอบคุณนายท่าน“

     

         นาดัสเงยหน้าขึ้นมองโอรันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันกลับไปฝึกฝนเวทมนตร์ต่อ มันเข้าใจดีถึงความหมายของศึกใหญ่ที่โอรันกล่าวถึง  ศึกครั้งนี้สำคัญกว่าศึกที่ผ่านมา  มันจะต้องทำผลงานออกมาให้โอรันภูมิใจให้จงได้

     

         เฮมี่ที่เดินตามหลังโอรันมานั้นได้แต่มองด้วยความชื่นชมในความปราดเปรื่องของโอรัน เพียงแค่มองผ่านดวงตาของนาดัสก็สามารถเข้าใจถึงจิตใจของนาดัสแล้ว  การที่เธอได้มีโอกาสติดตามคอยรับใช้ชายผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก  สมแล้วที่เขาเป็นหนึ่งในหมู่ดาร์คเอลฟ์ด้วยกัน ทุกแผนการที่เขาวางเอาไว้ต่างดำเนินไปด้วยความแยบยล ทุกตัวหมากที่เดินบนกระดานของโอรันต่างเป็นไปเพื่อขับเคลื่อนแผนการอันยิ่งใหญ่ของเขาทั้งนั้น เฮมี่อดจินตนาการถึงอนาคตที่ยิ่งใหญ่ของชายผู้นี้ไม่ได้จริงๆ เขาคือชายที่จะนำพาให้เผ่าดาร์คเอลฟ์ขึ้นมายิ่งใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์ใดๆในอาณาจักรแห่งนี้ สักวันมันจะต้องเป็นคราวของดาร์คเอลฟ์ไม่ใช่มนุษย์โสมมพวกนั้น