วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง เย่เฉินสวมชุดคลุมสีดำขึ้นไปยังภูเขาวิญญาณสำนักเหิงเยว่
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามุ่งตรงไปถึงภูเขาด้านหลัง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ขาดทำทรงผมให้ยุ่งเหยิง ทาใบหน้าด้วยโคลน สุดท้ายก็ซ่อนตัวไปในพงหญ้าหนาทึบ
“ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”ในขณะที่เฝ้าดูศิษย์สำนักเหิงเยว่ เย่เฉินก็ตัดสินใจเช่นนี้อยู่ในใจ
เขาเป็นผู้มีความคิดรอบคอบและมักจะวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
แต่เรื่องใดก็ตามย่อมไม่มีกำแพงตัน หากพบเจอก็ยอมรับมันใครจะไปล่วงรู้ว่าเมื่อไรจะเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่คาดฝันขึ้นเช่นนั้นก็เหมือนกับเป็นการพาตนเองมารนหาที่ตาย
ในขณะที่ท้องฟ้าสว่างเต็มที่เงาร่างของผู้คนที่ภูเขาด้านหลังสำนักเหิงเยว่ก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น
เพียงแต่เย่เฉินได้พบกับเหตุการณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือศิษย์ยอดเขาตี้หยางที่มาเก็บสมุนไพรวิญญาณในวันนี้ไม่มีใครมาคนเดียวเลยทุกคนล้วนแต่มากันเป็นกลุ่ม บ้างก็มากันกลุ่มละสามคนบ้างก็มากลุ่มละห้าคน
“มาเก็บสมุนไพรวิญญาณยังต้องมาเป็นกลุ่ม”เย่เฉินยิ้มเยาะอยู่กลางพงหญ้า
ดูเหมือนว่าศิษย์ของยอดเขาตี้หยางจะเริ่มฉลาดขึ้นเพราะกลัวว่าจะมีคนมาแอบทุบตีจากด้านหลังพวกเขาจึงได้มาเก็บสมุนไพรวิญญาณกันเป็นกลุ่ม
เมื่อนึกถึงจุดนี้เย่เฉินก็เริ่มจะรู้สึกสับสน
แม้ว่าเขาจะยอมรับในระดับการฝึกตนและความแข็งแกร่งของพลังที่มีในตอนนี้ไม่เกรงกลัวต่อศิษย์ยอดเขาตี้หยาง และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมากันเป็นกลุ่มสามถึงห้าคนเขาก็มั่นใจว่าเขาสามารถจัดการได้ทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตามที่นี่ก็ไม่ใช่หุบเขา หากไม่สามารถเอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้ตั้งแต่ครั้งแรกจะต้องเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นอย่างแน่นอนและอาจเป็นการเรียกผู้คนให้เข้ามาเพิ่มมากขึ้นและสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
เอ๊ะ?
ในขณะที่กำลังคิดไปมาอย่างสับสนเย่เฉินก็ได้มองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยเงาหนึ่งที่อยู่ระยะไกล
เงาร่างนั้นมีดวงตาสีแดงก่ำสีหน้าโกรธแค้นจนน่าตกใจ ราวกับว่าทุกคนเป็นหนี้เขาอยู่ร้อยหินวิญญาณเมื่อเพ่งมองอย่างละเอียด คาดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นจ้าวหลง?
“ยังจะกล้าออกมาคนเดียวอีกกล้าเกินไปแล้ว!” เย่เฉินส่งเสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็นอยู่กลางพงหญ้าและหยิบแท่งเหล็กสีดำออกมาจากถุงเก็บของ
เพียงแต่ในขณะที่เย่เฉินกำลังจะขยับตัวนั้น เขาก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อพบว่าจ้าวหลงก็ได้ดึงแท่งเหล็กสีดำออกมาจากถุงเก็บของเช่นกัน
เย่เฉินจึงหยุดนิ่งไม่ไหวติงและได้ถอยหลังกลับไป
เมื่อมองไปยังการเคลื่อนไหวของจ้าวหลงแล้วเขาก็พบว่าจ้าวหลงกำลังถือแท่งเหล็กสีดำและเดินไปด้านหลังของศิษย์ยอดเขาเทียนหยางจากนั้นก็ฟาดแท่งเหล็กลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ศิษย์ยอดเขาเทียนหยางล้มคว่ำลงไปตรงนั้นทันที
เอ่อ...!
เย่เฉินอ้าปากค้างตกตะลึงนิ่งอยู่ตรงนั้น
“ยอดเขาเทียนหยางของพวกเจ้าแอบทำร้ายยอดเขาตี้หยางของข้ายอดเขาเทียนหยางของพวกเจ้าแอบทำร้ายยอดเขาตี้หยางของข้า” เย่เฉินถึงกับตกตะลึง จ้าวหลงใช้แท่งเหล็กฟาดลงไปอีกครั้งจากนั้นก็กระแทกลงไปอย่างรุนแรงบนตัวของศิษย์ยอดเขาเทียนหยางที่สลบไปแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้มุมปากของเย่เฉินก็กระตุกขึ้นอย่างอดไม่ได้
เอาล่ะ! เรื่องการถูกซุ่มตีอย่างไม่รู้ตัวทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นนั้นเก๋อหงแห่งยอดเขาตี้หยาง ได้โยนความผิดทุกอย่างให้กับยอดเขาเทียนหยาง
เมื่อได้เห็นภาพฉากนี้เย่เฉินที่อยู่กลางพงหญ้า ก็อดไม่ได้ที่จะลูบคิ้วของเขา
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเป้าหมายของเขาคือยอดเขาตี้หยางแต่นึกไม่ถึงเลยว่ายอดเขาตี้หยางจะคิดว่ายอดเขาเทียนหยางเป็นผู้ลงมือ
ทันใดนั้นเองสีหน้าของเย่เฉินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเพราะเหตุใดศิษย์ของยอดเขาตี้หยางจึงจับกลุ่มมาภูเขาด้านหลังด้วยกันพวกเขาไม่ได้มาเพื่อเก็บสมุนไพรวิญญาณ แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาเพื่อดักทุบตี
โอ๊ย...!
เป็นไปตามที่คิดไว้ไม่นานนักก็มีเสียงกรีดร้องเหมือนหมูถูกเชือดดังขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
โอ๊ย...!
มีเสียงดังขึ้นอีกครั้งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
โอ๊ย...!
เสียงกรีดร้องทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็ดังตามขึ้นมา
โอ๊ย...!
จากนั้นเสียงกรีดร้องอันชวนขนลุกก็ดังขึ้นอีกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ในไม่ช้าก็มีเสียงอื้ออึงดังขึ้น ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางจากทุกทิศทางต่างวิ่งมารวมตัวกันที่นี่ โดยทุกคนต่างถือแท่งเหล็กสีดำเอาไว้ในมือ
“ข้าทุบพวกยอดเขาเทียนหยางไปสองคน”
“ข้าทุบพวกยอดเขาเหรินหยางไปสามคน”
“ข้าทุบพวกยอดเขาเทียนหยางหนึ่งคนยอดเขาเหรินหยางสองคน”
เหล่าศิษย์ยอดเขาตี้หยางต่างนำผลงานของตนเองมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว บ้างก็สีหน้าสดชื่น บ้างก็สีหน้าตื่นเต้น
“ถอนตัว!” เมื่อจ้าวหลงโบกมือเหล่าศิษย์ยอดเขาตี้หยางก็พากันถอนตัวออกจากภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่
หลังจากทุกคนจากไปเย่เฉินก็กระโดดออกจากพงหญ้า เขี่ยหูพลางไอแห้งๆ “เรื่องนี้จะมาตำหนิข้าไม่ได้”
พูดจบเขาก็สวมเสื้อคลุมสีดำ จากนั้นก็เดินออกจากภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่ที่นี่เป็นสถานที่อันวุ่นวายเต็มไปด้วยความขัดแย้งเขาไม่สามารถอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว
เขารู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่ภูเขาด้านหลังสำนักเหิงเยว่แห่งนี้จะไม่มีความสงบอีกต่อไป
คนของยอดเขาตี้หยางจะต้องคิดว่าคนที่แอบทำร้ายพวกเขาคือคนของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาเทียนหยาง
ส่วนคนของยอดเขาเหรินหยางก็อาจจะคิดว่าพวกบ้าที่ลงมือทำเป็นพวกยอดเขาเทียนหยาง
และคนของยอดเขาเทียนหยางก็อาจจะคิดว่าพวกบ้าที่ลงมือทำเป็นพวกยอดเขาเหรินหยาง
พวกนอกสำนักของยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามมีการเขม่นซึ่งกันและกันอีกทั้งยังต่อสู้กันทั้งต่อหน้าและลับหลังมาโดยตลอดจึงมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกันอย่างไม่ต้องสงสัย
ในตอนนี้ไม่ว่าใครจะเป็นคนเริ่มซุ่มโจมตีก่อน มันก็คงจะบอกได้อย่างชัดเจนในตอนนี้
โธ่!
เย่เฉินลูบขมับของเขา“บาปกรรม!”
เขาสามารถจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้เมื่อศิษย์ของยอดเขาหลักทั้งสามไปเก็บสมุนไพรวิญญาณที่ภูเขาด้านหลังทุกคนก็คงจะถือแท่งเหล็กสีดำเอาไว้อย่างแน่นอน
เมื่อออกมาจากภูเขาด้านหลังของสำนักเหิงเยว่เย่เฉินก็มุ่งไปยังหอหมื่นสมบัติ
ขณะที่เข้าไปด้านในผางต้าไห่ที่กำลังศึกษาตำราโบราณอยู่ด้านหลังชั้นวางสินค้าได้เงยหน้าขึ้นมามองเย่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้าหนุ่ม กลางวันแสกๆ แบบนี้เจ้าใส่ชุดคลุมสีดำทำไมกัน”
เอ่อ...!
เย่เฉินหัวเราะขึ้นเบาๆเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเขาได้ฟื้นตัวจนหายดีแล้ว จึงได้สวมชุดคลุมสีดำเอาไว้แต่นั้นก็ไม่อาจจะหลบพ้นสายตาของผางต้าไห่ไปได้
“ถูกแส้อัคนีฟาดไปเป็นร้อยแส้ ทำไมจึงลุกจากเตียงมาเดินได้รวดเร็วปานนี้เจ้าหนุ่ม กระดูกเจ้าแข็งนักหรือ!” ผางต้าไห่วางตำราโบราณลงทำตาโตจ้องมามองเย่เฉิน ราวกับว่ากำลังจ้องจับผิดอะไรบางอย่าง
“ผู้อาวุโสท่านรู้เรื่องที่ข้าถูกแส้อัคนีด้วยหรือ?”
“เหลวไหลที่ด้านนอกนี่ มีใครบ้างที่ไม่รู้”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะไอแห้งๆ จากนั้นก็ยื่นถุงเก็บของใบหนึ่งให้เขา “ผู้อาวุโสดอกอวี้หลันหิมะ”
ผางต้าไห่รับถุงเก็บของนั้นและเหลือบมองเข้าไปด้านใน พบว่ามีหินวิญญาณมากถึงหกพันกว่าก้อนเขาจึงอดตกใจไม่ได้ที่ศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังคนหนึ่งจะมีหินวิญญาณจำนวนมากมายขนาดนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกยิ่งนัก
“เจ้าไปเอาหินวิญญาณมากมายขนาดนี้มาจากไหน”แม้ว่าผางต้าไห่จะไม่มีนิสัยที่ชอบถามซักไซ้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมา
“ได้รับมา”
“ได้รับมาหรือ? เจ้าจะได้รับมามากไปหน่อยไหม!”
“ข้าโชคดี”เย่เฉินลูบปลายจมูกตนเอง
“วันหลังก็บอกข้าด้วยข้าจะได้ไปรับบ้าง” ผางต้าไห่เหลือบมองเย่เฉิน และไม่ได้พูดอะไรอีกจากนั้นจึงยื่นถุงเก็บของในอ้อมแขนให้กับเย่เฉิน
หลังจากรับถุงเก็บของเย่เฉินก็รีบเก็บมันไว้ในอ้อมแขน แต่กลับไม่รีบออกไปจากที่นี่และหันมองไปยังผางต้าไห่พร้อมถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส หอคัมภีร์ ของสำนักเหิงเยว่เปิดให้สำหรับศิษย์ฝึกหัดไหม?”
“ทุกๆวันสุดท้ายของเดือนเพียงวันเดียวเท่านั้นที่เปิดให้สำหรับศิษย์ฝึกหัด”
“ถ้าอย่างนั้นก็สามวันต่อจากนี้ไปแล้วสิ”เย่เฉินกระซิบ แล้วหันออกจากหอหมื่นสมบัติ
หลังจากเย่เฉินเดินออกไปผางต้าไห่ก็ลูบเคราตนเอง ดวงตาอันแก่ชรานั้นฉายแววลึกซึ้ง “เจ้าเด็กคนนี้ช่างแปลกจริงๆ”