[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    29 สกิล

    “ให้ตายสิ นึกว่าจะแพ้เด็กแล้ว เกือบขายหน้าแล้วไหมล่ะ”


    พี่เลี้ยงปาดเหงื่อหลังจากเดินไปรวมกลุ่มกัน ตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรนอกจากมองดูกลุ่มของแอชเชอร์ที่ได้ทำการตัดสินเลือกหัวหน้ากลุ่มไปเรียบร้อยแล้ว


    “งั้นต่อไปฉันจะเป็นคนออกคำสั่ง”


    “ไม่ แกเอาเปรียบพวกเรา การให้พวกเราออกไปก่อนเป็นเพราะว่าแกต้องการรู้รูปแบบวิธีการต่อสู้ของพี่เลี้ยง” 


    ชายผมตั้งแสดงท่าทางไม่พอใจออกมา แอชเชอร์คิดแล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้เขาจึงให้เหตุผลหลายอย่าง ด้วยเหตุผลนี้มันจะต้องหุบปากอย่างแน่นอน คนอื่นๆก็ต้องหุบปากเช่นเดียวกัน เขาไม่มีเวลามาเล่นกับพวกมัน หากเหตุผลที่เขาจะให้ยังไม่สามารถทำให้พวกมันหุบปากได้เขาจะหันมาใช้กำลังแทน


    “เอาเปรียบ ฉันเนี๊ยนะเอาเปรียบ แกลองถามตัวเองหรือยังว่าเอาเปรียบฉันไหม การที่แกไปคนแรกไม่ใช่ว่าแกคิดเอาไว้แล้วเหรอว่าการเริ่มเป็นคนแรกจะทำให้แกได้คนที่มีพละกำลังเต็มเปี่ยม ไม่ใช่ว่าแกเหรอที่เอาเปรียบฉัน อีกอย่าง ฉันถามหน่อยเถอะว่า ทำไมหลังจากที่ทีมของแกเหลือ 4 คนแกถึงได้แสดงท่าทางถอดใจออกมาแบบนั้น ยิ่งคนของแกเหลือ 3 แกก็ยิ่งสั่งเหมือนกับอยากให้มันผ่านๆไป แกคิดว่ากำลังเล่นอยู่หรือไง หากพี่เลี้ยงเป็นมอนสเตอร์ไม่เท่ากับว่าแกทิ้งชีวิตพวกเขาเหรอ”


    ทุกคนที่จัดทีมออกไปปะทะกับครูฝึกล้วนทำเหมือนกัน เมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองจะแพ้การสั่งการก็เริ่มลดน้อยลงจนการสั่งของพวกเขาทำเพื่อให้มันผ่านๆไป ต่างจากแอชเชอร์ที่แสดงให้ทุกคนเห็น แม้ทีมของเขาจะมีจำนวนลดลงเขายังคงสั่งการเพื่อหาทางรอดให้กับทีม ทำให้ทีมของเขายื้อเวลาได้มากกว่า 15 นาที ทั้งๆที่หลายคนผ่านการต่อสู้กับพี่เลี้ยงมาก่อนหน้า จึงหมายความว่าการสั่งการของแอชเชอร์ให้ผลลัพธ์ที่ดีสุด


    “ฉันถามหน่อยแล้วกัน มีใครบ้างอยากไปร่วมทีมกับคนที่ทิ้งแผนเมื่อรู้ว่าแผนล้มเหลวบ้าง ” แอชเชอร์กวาดตามองไปรอบๆ ปรากฎว่าทุกคนส่ายหัว


    “เห็นไหม ไม่มี เพราะงั้นวางความหยิ่งผยองของตัวเองลงก่อน ฉันไม่ได้บอกว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มตลอดไป ฉันแค่อยากให้วันนี้มันผ่านไปได้ด้วยดีเพราะไม่รู้ว่าพี่เลี้ยงจะพาเราไปทำอะไรบ้าง เพราะงั้นหลังจากที่ฉันเป็นหัวหน้าจนทุกคนทำงานร่วมกันได้ เราจะเปลี่้ยนกันเป็นหัวหน้า ในค่ายฝึกพิเศษนี้ เราต้องอยู่ร่วมกันหลายเดือน สับเปลี่ยนกันวันละคนก็ยังได้ ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ใช้ความสามารถในการสั่งการ การมาค่ายฝึกของเราก็เพื่อฝึก ดังนั้นใจเย็นกันก่อน วันนี้เราต้องตั้งหลักให้ได้ จากนั้นใครจะทำอะไรก็ทำ”


    หลายคนที่เริ่มไม่พอใจก็เห็นด้วยกับแอชเชอร์ สิ่งที่เขาพูดน่าเชื่อถือ เหล่าคนที่กลัวว่าจะไม่ได้เป็นคนสั่งการเพราะมันเป็นความฝันของพวกเขาต่างยอมรับ เมื่อรู้ว่าโอกาสในการสั่งการของพวกเขายังคงมีอยู่มากเพราะทุกๆคนที่อยากเป็นหัวหน้าจะได้สับเปลี่ยนกันในแต่ละวัน


    ซึ่งวิธีการของแอชเชอร์นั้น มันเป็นการแข่งขันภายในกลุ่มของเขาด้วย จากเดิมมีการแข่งขันระหว่างกลุ่มว่าใครจะได้เนื้อจากทั้งหมด 3 กลุ่มที่พี่เลี้ยงจัดขึ้นมา วิธีการของแอชเชอร์ก็เป็นการแข่งขันระหว่างเหล่าคนที่อยากเป็นหัวหน้าในกลุ่มของเขาด้วยเช่นกัน จากคะแนนที่ประเมินจากพี่เลี้ยงในแต่ละวัน จะทำให้พวกเขานำมาคุยโวได้ว่าใครทำได้ดีกว่าในวันที่พวกเขาคุม ด้วยสิ่งนี้จะทำให้คนที่อยากเอาชนะพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้น


    “เอาล่ะ เรามาเริ่มกันใหม่”


    หลังจากให้ทุกคนพักสักเล็กน้อยแอชเชอร์ก็สวมบทบาทการเป็นครูฝึก แล้วสั่งการเพื่อนของเขาด้วยตัวเอง จนกระทั่งรูปแบบการฝึกของพวกเขาโดดเด่นขึ้นมาทันตาเห็นผิดจากครั้งก่อนลิบลับ เหล่าพี่เลี้ยงที่เห็นวิธีการสอนของแอชเชอร์พวกเขาต่างย่นคิ้วเพราะมันเหมือนกับคนที่ผ่านประสบการณ์มานาน ทั้งๆที่เขาพึ่งอายุ 15 ปีเท่านั้น


    “เยี่ยม เรากำลังจะเข้าขากันแล้ว ฉันจะสั่งอีก 3 ครั้ง จากนั้นจะเปลี่ยนให้พวกนายเป็นคนลองสั่งการ”


    แอชเชอร์เริ่มกระจายอำนายให้เพื่อนในกลุ่มลองสั่งการรูปแบบทีม จากนั้นการฝึกของพวกเขาเพื่อปรับพื้นฐานการทำงานเป็นทีมก็เริ่มดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหล่าพี่เลี้ยงต่างก็พากันอึ้งเมื่อทีมของแอชเชอร์ที่ดูห่วยแตกดูโดดเด่นจนอีก 2 ทีมที่นำมาก่อนถูกแซงหน้าไป


    “งั้นฉันขอลองบ้าง”


    “โอเค เราจะเปลี่ยนการสั่งการ จำเอาไว้อย่าโฟกัสไปที่คนสั่งเพียงคนเดียวเพราะการต่อสู้คนสั่งการอาจตายก่อน เราจำเป็นต้องหาคนสำรองเอาไว้สั่งการด้วย”


    จากเดิมมีคนสั่งการเพียงแค่ 1 พวกเขาก็เริ่มจำลองสถานการณ์คนสั่งการถูกฆ่าตาย ไม่เพียงเท่านั้นแอชเชอร์ยังได้จำลองสถานการณ์เพื่อนบาดเจ็บจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีกด้วย เพื่อให้พวกเขาเหลือชีวิตรอดกลับฐาน การฝึกของพวกเขาที่เกิดขึ้นนั้นทำเอาอีก 2 ทีมยืนอึ้งเพราะมันเกินกว่าที่นักเรียนจะฝึกกันเอง


    “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เรามีสิ่งที่ต้องทำหลังเที่ยง ส่วนอาหารพวกนายต้องอดเพราะสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ต้องตัดกระบวนการย่อยออกไป”


    พี่เลี้ยงเดินเข้ามาในสนามของนักเรียนที่กำลังฝึกซ้อมด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย การทำงานเป็นทีมของพวกเขานับว่าน่าพอใจมาก แต่การฝึกในค่ายต่อไปมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาก พี่เลี้ยงจึงให้พวกเขาฝึกเพื่อทำงานเป็นทีมร่วมกันได้เท่านั้นพอ เอาเวลาการฝึกไปฝึกจากการต่อสู้จริงจะให้ผลประโยชน์ที่มากกว่า


    “เอาล่ะ หลายคนสงสัยว่าฉันและพี่เลี้ยงจะพาไปทำอะไร จะพูดให้ฟังเลยก็ได้” ครูฝึกเบเยอร์กลับเข้ามาหาพวกแอชเชอร์หลังจากออกไปนั่งพักในร่มปล่อยให้พี่เลี้ยงดูแลพวกเขา


    “สิ่งที่พวกนายจะต้องทำต่อจากนี้ไปคือการรับเซรุ่มที่จะทำให้พวกนายได้รับสกิลจากการฝึกมากยิ่งขึ้น”


    หลายคนที่ได้ยินเรื่องเซรุ่มต่างดีใจ มันเป็นความฝันของพวกเขาจะปลดปล่อยลำแสงออกจากอาวุธ ไม่เพียงแค่เพื่อความเท่เท่านั้น มันยังเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับให้พวกเขารอดพ้นจากอันตรายได้อีกด้วย


    “แถวตรง ซ้ายหัน ตามเหล่าพี่เลี้ยงไป หน้าที่ต่อจากนี้จะเป็นนักวิจัยที่จะอธิบายให้พวกนายฟัง”


    นักเรียนทั้ง 54 คนเดินแถวตรงเป็นระเบียบตามหลังพี่เลี้ยงไปจนถึงหน้าตึกวิจัยของค่าย ทันใดนั้นเหล่านักวิจัยสวมชุดสีขาวก็ได้เดินออกมาต้อนรับพวกเขาทั้ง 54 คน


    “เข้ามาๆ เรามีหลายอย่างจะต้องตกลงกันก่อน”


    ท่าทางสบายๆแสดงออกมาจากนักวิจัย กลุ่มของแอชเชอร์ที่ถูกแยกจากพี่เลี้ยงเพราะต่อจากนี้ไปนักวิจัยจะเป็นคนดูแลต่างก็แสดงท่าทางสบายๆออกมา กระทั่งพวกเขาเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำหลากสีมากมายบรรจุอยู่ในหลอดแก้วหลากหลายขนาด มีทหารหลายคนกำลังช่วยนักวิจัยทดสอบหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะฟันดาบ ยิงธนู หรือจะเป็นวิ่งในท่าทางที่แปลกประหลด โดยคนเหล่านี้ถูกนักวิจัยแนะนำให้แอชเชอร์ได้รู้จักว่าพวกเขาเป็นเหล่าคนที่มาช่วยทดสอบสกิลใหม่ๆที่กำลังพัฒนา


    “เอาล่ะ เรามาทดสอบความรู้เรื่องสกิลกันหน่อย พวกนายรู้ไหมว่าสกิลตอนนี้มีอะไรบ้าง”


    นักวิจัยพากลุ่มของแอชเชอร์มายืนด้านหน้าจอขนาดใหญ่ที่เหมือนเตรียมอะไรบางอย่างเอาไว้เปิดให้พวกเขาดู


    “ครูฝึกของผมเคยบอกเอาไว้ว่าทางสหพันธ์ดาวเหนือตอนนี้สร้างสกิลขึ้นมาได้เพียงแค่ 5 สกิลเท่านั้น สกิลหลบหลีก สกิลลำแสงดาบ สกิลลำแสงมีด สกิลลำแสงหอก และสกิลลำแสงขวาน”


    “ถูกต้อง เป็นอย่างที่ครูฝึกพวกนายกล่าว แต่ฉันที่ยุ่งเกี่ยวกับการวิจัยสกิลต้องบอกว่ามันยังไม่หมดเท่านั้น เราได้ทำการสร้างสกิลขึ้นมามากกว่านี้แม้รูปแบบมันจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่แต่รูปแบบสกิลกลับมีลูกเล่นมากขึ้น ดูนี่ก่อนสิ”


    ทหาร 5 นายปรากฎบนจอภาพ พวกเขาต่างใช้อาวุธดาบเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพวกเขาปลดปล่อยสกิลลำแสงดาบออกไปนั้นกลับมีพลังทำลายที่ต่างกัน แม้มันจะเป็นลำแสงดาบพุ่งออกไปก็ตาม ลำแสงเหล่านั้นกลับมีสีที่ต่างกันออกไป


    “พวกนายเห็นลำแสงที่ต่างกันออกไปเหล่านี้ไหม มันถูกเรียกว่าธาตุ ตอนนี้พวกเราสามารถเพิ่มความสามารถของธาตุลงไปในสกิลได้แล้ว ซึ่งธาตุที่เราสามารถใส่เข้าไปในสกิลมีทั้งหมด 6 ธาตุด้วยกันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า น้ำแข็ง ในอนาคตธาตุอาจจะมากกว่านี้ ไม่เพียงเท่านั้นสกิลก็จะเยอะกว่านี้อีกด้วย หากมีคนช่วยทดลองมันก็ยิ่งจะรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม หวังว่าพวกนายจะมีใจอยากช่วยพวกเรานะ”


    แอชเชอร์ถอนหายใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าการเปิดเผยข้อมูลสกิลให้พวกเขารู้นอกจากนักวิจัยต้องการให้พวกเขาเห็นความหลากหลายแล้ว ยังอยากให้กลุ่มของแอชเชอร์ช่วยเป็นหนูทดลองงานวิจัยให้ด้วย


    “ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” หนึ่งในนักเรียนยกมือถามด้วยความสงสัย หลังจากเขามองเห็นทหารกำลังง้างสายธนูอยู่ไม่ไกลออกไป


    “เอาเลย ถามมาเลยฉันจะตอบทุกอย่างที่นายสงสัย”


    “มีสกิลยิงปืนไหมครับ”


     “ยังไม่มี รู้ไหมทำไมถึงยังไม่มี” 


    ทุกคนเกิดความสงสัย หากมีสกิลยิงปืนจะทำให้พวกเขาโจมตีได้หนักหน่วงยิ่งขึ้น แต่พวกเขากลับเห็นนักวิจัยกำลังสร้างสกิลธนูทำให้พวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่มีสกิลยิงปืน หากปืนไม่สามารถฆ่ามอนสเตอร์ได้ ธนูจะไปทำได้อย่างไร หากจะอ้างว่าลูกธนูสร้างมาจากชิ้นส่วนของมอนสเตอร์จึงฆ่ามอนสเตอร์ได้ แล้วกระสุนปืนทำไมสร้างเหมือนลูกธนูไม่ได้


    “สาเหตุที่เราไม่สร้างสกิลยิงปืนก็เพราะว่า ปืน มันสู้ธนูไม่ได้ ปัจจุบันเรายังไม่สามารถสร้างพลังงานทดแทนดินปืนหรือพลังงานระเบิดที่ใช้ดันกระสุนออกจากรังเพลิงให้รุนแรงพอจะเจาะทะลวงผิวหนังของมอนสเตอร์  ถึงมันจะมีวิธีแต่การยิงก็ทำให้ชุดเกราะรับภาระหนัก ดังนั้นจึงเน้นไปที่การสร้างจรวดมากกว่า ส่วนธนูทำไมมันถึงสามารถยิงมอนสเตอร์ได้ ทางเราก็ยังหาข้อพิสูจน์นี้ไม่ได้เช่นกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น พวกเรารู้เพียงแค่ว่าเส้นเอ็นของมอนสเตอร์เมื่อนำมาทำสายธนู มันสามารถสร้างแรงมหาศาลจนสามารถส่งลูกธนูเจาะทะลวงผิวหนังมอนสเตอร์ได้”


    “หากอยากได้กระสุนที่รุนแรงต้องอาศัยการระเบิดที่หนักหน่วง จึงหันมาใช้ธนูที่มีพลังลึกลับสินะครับ”


    “ใช่แล้วล่ะ อีกไม่นานเกิน 5 - 6 เดือนจะมีสกิลธนูโผล่ออกมาให้ฝึกกันแน่นอน การต่อสู้กับมอนสเตอร์ประเภทบินได้คงจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป”


    แอชเชอร์ย่นคิ้วเล็กน้อย ดูท่าการพัฒนาของมนุษย์ในชีวิตนี้จะก้าวหน้ามากเกินไป จนเขากลัวว่าเหตุการณ์ร้ายที่กำลังจะเกิดในช่วงเขาอายุ 20 ปีมันจะหนักหน่วงกว่าเดิมขึ้นไปอีก ถึงอย่างนั้นเขาก็จะเรียนมันทุกอย่างที่อยู่ในนี้ จนกว่าเขาจะกลายเป็นสุดยอดของสุดยอดทหาร


    “เอาล่ะ พวกนายจะได้รับเซรุ่มคนละ 2 โดสไปก่อนเป็นอันดับแรก เซรุ่มที่จะได้คือเซรุ่มที่ทำให้ได้รับสกิลหลบหลีกและสกิลอาวุธหลัก พวกนายสามารถเลือกได้เลยว่าจะใช้ธาตุไหน แต่ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าธาตุที่พวกนายเลือกจะติดตัวไปตลอด หากเลือกไฟ สกิลต่อๆไปของพวกนายจะเป็นธาตุไฟ ไม่สามารถเปลี่ยนได้”


    “ขอโทษนะครับ ผมมีสกิลหลบหลีกแล้ว ขอเปลี่ยนไปเป็นสกิลลำแสงมีดและดาบได้ไหมครับ” แอชเชอร์ยกมือถามก่อนที่เขาจะฉีกยิ้มกว้างพลางเดินตามหลังนักวิจัยไปรับยาสำหรับสร้างสกิล


    “ตามใจนายเลยแล้วกัน”