สวรรค์นิรันดร์กาล

    ทำข้อตกลงกับเมิ่งฝู่

            ข่าวที่นิกายศากศพโจมตีกองกำลังของสามนิกายและตระกูลเซียนที่ขึ้นตรงต่อวังสวรรค์แผ่กระจายออกไปทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นสามนิกายที่ได้โอกาสเบี่ยงเบนความเกลียดชังของตระกูลเซียนต่างๆไปหานิกายศากศพก็ไม่รอช้าประกาศออกไปว่าจะเป็นคนสังหารนิกายศากศพเอง

            สุดท้ายการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นแน่นอนว่าสามนิกายไม่ได้มองนิกายซากศพอยู่ในสายตาและส่งกำลังเซียนเข้าไปต่อสู้เท่านั้นส่วนระดับจักรพรรดิเซียนยังคงประจำการอยู่ที่นิกาย

            “ช่วงเวลาแค่ปีสองปีทำไมนิกายศากศพถึงกล้าเปิดเผยตัวออกมาและโจมตีสามนิกาย” ซวนหยวนเสวี่ยที่ได้รับข่าวจำนวนมากกล่าวขึ้นอย่างไม่เข้าใจถ้าเป็นนางนางจะซ่อนตัวอย่างน้อย 100 ปีเพื่อสะสมกองกำลังให้พร้อมเสียก่อน

            “พวกนั้นรู้ว่าซ่อนตัวไปก็ไร้ความหมายเพราะเมื่อเวลาที่วังสวรรค์ส่งคนลงมาวังสวรรค์ก็จะตามหาพวกเขาจนเจอและกำจัดทิ้งเพื่อแย่งชิงมรดกของพวกเขาอย่างแน่นอน

            ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มคิดจะหาคนร่วมมือเพื่อต่อต้านวังสวรรค์และสำหรับพวกเขา พวกเราก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแม้พวกเราจะเคยเป็นศัตรูกันแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแค้นฝังลึกเหมือนกับสามนิกายและวังสวรรค์

            ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร ตราบใดที่ยังไม่สามารถจัดการกับวังสวรรค์และสามนิกายได้พวกเขาและพวกเราก็ยังไม่เป็นศัตรูกัน” ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วเจ้าคิดว่าจะขับไล่วังสวรรค์ออกไปได้จริงๆงั้นเหรอ”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว

            “ถ้าเราหาจิตวิญญาณโลกได้ก็จะสามารถทำได้แต่ปัญหาคือ จิตวิญญาณของโลกนั้นซ่อนตัวดีเกินไป” ฉางเฟิงกล่าว

            “ถ้าทำได้จริงพวกเราก็จะได้หลุดพ้นจากวังสวรรค์เสียที”

            “ไม่หรอกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว แม้จิตวิญญาณโลกจะสามารถช่วยปิดกั้นมิติรอบๆโลกของพวกเราได้ทำให้อีกฝ่ายใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมาที่นี่ไม่ได้แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะเดินทางด้วยอุปกรณ์บินมายังโลกนี้ไม่ได้นะ

            แล้วอีกอย่างเมื่อไหร่ที่เราขับไล่วังสวรรค์ออกไปเราและวังสวรรค์ก็จะตัดขาดกันทันที ตอนั้นแหละที่โลกต่างๆที่อยากจะครอบครองโลกของพวกเราจะเดินทางมา

            ซึ่งจุดนี้ต่างหากคือความยากลำบากที่แท้จริงพวกเราจะต้องเจอกับการต่อสู้นองเลือดนับครั้งไม่ถ้วนจนกว่าโลกนี้จะปรากฎระดับพระเจ้าขึ้นมาไม่อย่างงั้นพวกเราก็ต้องต่อสู้ปกป้องที่แห่งนี้เรื่อยๆ” ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วเราจะทำได้จริงๆงั้นเหรอ”

            “ใครจะรู้แต่ข้าคิดว่าถ้าพวกเราผ่านมันไปได้โลกของพวกเราจะแข็งแกร่งมากขึ้นและจะสามารถยืนหยัดในจักรวาลศักดิ์สิทธิ์ได้เสียที”

            ซวนหยวนเสวี่ยตกอยู่ในความคิดของตนเองนางลองนึกตามสิ่งที่ฉางเฟิงกล่าว มันต้องใช้เวลากี่ปีในการต่อสู้เพื่อที่จะทำให้โลกโกลาหลเติบโตและปรากฎตัวตนระดับพระเจ้าขึ้นมาได้

            “เรียนท่านปรมาจารย์ตระกูลหู่และเจี้ยนส่งคนมาแล้ว” เสียงของคนรับใช้ดังขึ้น

            “หาที่พักให้กับพวกเขา”ฉางเฟิงกล่าว

            “ยังมีอีกเรื่องมีชายที่ชื่อเมิ่งฝู่มาขอเข้าพบ”

            “โอ้ให้พวกเขาเข้ามา” ฉางเฟิงยกยิ้ม

            “พวกเขามากันจริงๆ”ซวนหยวนเสวี่ยก็ตกใจ

            ไม่นานเมิ่งฝู่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับมีเถาวัลย์ปีศาจเดินเข้ามาด้วยเห็นได้ชัดว่าเถาวัลย์ปีศาจตอนนี้ยังร่วมมือกับนิกายซากศพอยู่

            “ไม่ได้เจอกันนานเลยสหายฉางเฟิง”เมิ่งฝู่ยิ้ม

            ตอนนี้เมิ่งฝู่เองก็ทะลวงขั้นเซียนแล้วแม้จะเป็นเพียงขั้นที่1 แต่ก็สามารถควบคุมทหารศพระดับเซียนได้หลายตนเลยทีเดียว

            “การที่เจ้ามาหาข้าแบบนี้แสดงว่าคิดจะร่วมมือกับข้าสินะ”ฉางเฟิงกล่าว

            “คุยกับคนฉลาดมันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆไม่ผิด ศัตรูของศัตรูคือมิตร พวกเรานั้นรู้ตัวดีว่าพวกเจ้าไม่ยอมรับในเต๋าของพวกเราเพราะว่าในสายตาของพวกเจ้าพวกเราคือคนที่เล่นกับคนตาย

            แต่ถึงอย่างงั้นพวกข้าก็ไม่เคยทรยศโลกใบนี้เหมือนกับสามนิกายและพวกข้าเองก็ไม่อยากเป็นทาสของวังสวรรค์เช่นกัน” เมิ่งฝู่กล่าว

            “ข้าจะร่วมมือด้วยก็ได้แต่มีข้อแม้” ฉางเฟิงกล่าว

            “เชิญว่ามา”

            “หลังจากที่ขับไล่วังสวรรค์และทำลายสามนิกายได้พวกเจ้านิกายซากศพจะต้องออกไปจากโลกโกลาหล” ฉางเฟิงกล่าว

            “แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยงั้นเหรอ”เมิ่งฝู่ขมวดคิ้ว

            “ไม่เลยสำหรับพวกเจ้าโลกใบนี้มันเล็กเกินไปอยู่แล้วใช่หรือไม่ ตราบใดที่พวกเจ้ายังอยู่ที่นี่ไม่เพียงการเติบโตของพวกเจ้าจะช้าแถมพวกเจ้ายังต้องเป็นศัตรูกับข้าอีกด้วย”ฉางเฟิงยิ้ม

            “เฮ้อถึงกับรู้แผนการของพวกข้า สมแล้วจริงๆ เอาเถอะพวกข้าก็วางแผนเอาไว้แบบนั้นอยู่แล้วโลกที่ไม่สามารถทะลวงขั้นเทพได้ไม่เหมาะกับพวกข้าอีกต่อไปเพราะถ้าไม่ทะลวงขั้นเทพแล้วจะควบคุมทหารศพขั้นเทพได้อย่างไรดังนั้นพวกข้าวางแผนเอาไว้อยู่แล้ว แต่ติดตรงที่พวกข้าไม่มีใครเชี่ยวชาญเต๋ามิติ”เมิ่งฝู่กล่าว

            “เพราะแบบนั้นพวกเจ้าจึงต้องมาหาข้าไม่มีปัญหาข้าสามารถส่งพวกเจ้าออกไปได้ แต่ว่าการเดินทางต่อจากนั้นพวกเจ้าจะต้องทำด้วยตัวเอง”ฉางเฟิงกล่าว

            “ไม่มีปัญหาหรอกพวกเราสามารถเอาตัวรอดได้” เมิ่งฝู่กล่าว

            “แล้วพวกเจ้าต้องการอะไรอีกไหม”

            “ขอแค่พวกเจ้าไม่เข้ามายุ่งกับการต่อสู้ของพวกข้าไม่ว่าพวกข้าจะทำอะไรก็ตามก็พอแน่นอนถ้าพวกเจ้าจะโจมตีสามนิกายพวกข้าไม่ขัดแต่สาขาของสามนิกายพวกเราขอเป็นคนจัดการเอง”เมิ่งฝู่กล่าว

            “ได้แต่โทษว่าพวกนั้นโชคร้ายละนะ”ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วเจ้าละการที่เจ้ามาที่นี่ด้วย แปลว่ามีข้อเสนอที่จะตกลงกับข้าใช่หรือไม่” ฉางเฟิงหันไปทางเถาวัลย์ปีศาจ

            “ข้าต้องการแลกเปลี่ยนกับเจ้าจริงๆข้าไม่เหมือนกับคนพวกนี้ ข้าต้องการเม็ดยาเพื่อบ่มเพาะ แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาข้าจะจากไปพร้อมกับคนเหล่านี้”เถาวัลย์ปีศาจกล่าว

            “โอ้เจ้าต้องการเม็ดยาจากข้า แล้วนิกายซากศพให้กับเข้าไม่ได้งั้นหรือ” ฉางเฟิงกล่าว

            “ถึงจะน่าอายแต่นักปรุงยาของพวกเราเทียบกับเจ้าไม่ได้เลย” เมิ่งฝู่ยิ้มขมขื่น

            “แล้วเจ้าต้องการเม็ดยาอะไร”ฉางเฟิงสงสัย

            “เม็ดยาเสริมจิตปีศาจเม็ดยานี้เป็นเม็ดยาที่ช่วยเสริมดวงจิตและรักษาดวงจิตของเผ่าปีศาจและมันยังช่วยให้ข้ามีโอกาสทะลวงจักรพรรดิเซียนได้ง่ายขึ้น”เถาวัลย์ปีศาจกล่าว

            “แล้วข้าจะได้อะไรตอบแทน”ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วเจ้าต้องการอะไรละ”

            “เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าให้อะไรข้าได้บ้างข้าเลยบอกไม่ได้”ฉางเฟิงส่ายหน้า

            “เอาแบบนี้เป็นอย่างไรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางเราจะมอบตำหรับยาให้กับเจ้าเป็นการตอบแทน ข้ารับรองเลยว่าสูตรยานี้เจ้าจะต้องไม่เคยได้ยินแน่”เมิ่งฝู่กล่าว

            “โอ้แล้วมันคือสูตรยาอะไร” ฉางเฟิงกลายเป็นสนใจและจิบชาพร้อมกับคาดหวังในใจ

            “เม็ดยามหาเสน่ห์ของเผ่าปีศาจเม็ดยานี้ไม่ว่าหญิงสาวคนนั้นจะพลังสูงส่งแค่ใหนเมื่อเจอเข้าไปก็จะทำให้พวกนางลุ่มหลงเจ้าอย่างไม่มีทางต่อต้านได้”เมิ่งฝู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “พรวด!!!!!!!!!!”ฉางเฟิงที่กำลังคาดหวังถึงกับพ่นชาออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ  

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน