การกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์

    ไม่ทนไม้ทนมือเลย

            คนของสำนักเฟยหยางพากันขมวดคิ้วพวกเขาไม่มีข้อมูลของเจี้ยนโจวมากนักและยิ่งไม่เคยเห็นกระบี่ระดับวิญญาณของเจี้ยนโจวอีกด้วย

            “หวังเซียวอย่าประมาทเด็ดขาด”เหลียนเจิ้งแสดงสีหน้าจริงจัง

            “ข้าเองก็ไม่ได้โง่พอที่จะมองไม่ออกหรอกนะเจ้านี่ต่างจากสี่คนที่เหลือ” หวังเซียวนำกระบี่ของตนออกมาเช่นกันแต่กระบี่ของหวังเซียวยังไม่ถึงระดับวิญญาณเลยด้วยซ้ำ

            “เพื่อกู้หน้าให้กับสำนักข้าขอเอาจริงเลยแล้วกัน”เจี้ยนโจวตั้งท่าออกกระบี่เมื่อผู้ตัดสินให้สัญญาณกระบี่ในมือของเจี้ยนโจวก็แหวกว่ายออกไปปราณกระบี่เป็นสายพุ่งโจมตีหวังเซียว

            “ปราณกระบี่แข็งแกร่งมาก”หวังเซียวในฐานะผู้ฝึกกระบี่ย่อมมองออกว่าวิถีกระบี่ของเจี้ยนโจวแข็งแกร่งกว่าตนจึงไม่รอช้าปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาใช้พลังบ่มเพาะที่เหนือกว่าเล็กน้อยต่อสู้กับเจี้ยนโจว

            “ไม่เลวเลยจิตกระบี่ของเจี้ยนโจวเริ่มมีรูปร่างแล้ว”เมี่ยวจื่อเอ่ยชม

            “มีน้องเล็กคอยสอนเขาแน่นอนว่าเขาย่อมพัฒนาในช่วงเวลาสั้นๆ” ต้วนหนิงเอ๋อยืดอกด้วยความภาคภูมิ

            “อีกสองกระบวนท่าก็จบแล้ว”อู๋เซิ่งกล่าว

            “เป็นไปไม่ได้มั้งอีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะอันดับสามของสำนักเฟยหยางเลยนะ”เฟิงโหวกล่าว

            “เปรี้ยง”

            “ตูม!!!!!!!!!!”

            พริบตาสองกระบวนท่าก็สิ้นสุดร่างของหวังเซียวเต็มไปด้วยแผลจากลอยกระบี่ของเจี้ยนโจววิถีกระบี่ของเจี้ยนโจวทั้งรวดเร็วและเฉียบคมทุกการโจมตีจะเล็งไปที่จุดบอดของอีกฝ่าย

            “เป็นไปได้ยังไงข้าจะแพ้ได้ยังไง” หวังเซียวร้องคำรามออกมา

            “หากเจ้าไม่ยอมแพ้กระบี่ต่อไปจะไม่เมตตาแล้ว”เจี้ยนโจวเผยจิตสังหารออกมาจิตกระบี่ที่แข็งแกร่งทำให้จิตใจของหวังเซียวสั่นไหว

            “พอแค่นั้นแหละหวังเซียวยอมแพ้ซะ อีกฝ่ายเมตตาเจ้ามากแล้วไม่งั้นแขนของเจ้าคงขาดไปแล้ว” ผู้ตัดสินกล่าวเขาในฐานะระดับตัดวิญญาณย่อมมองออกถึงความจริงนี้

            “ดูเหมือนคนที่เหลือจะไม่หมูแล้ว”เหลียนขุ่ยกล่าว

            “ทำให้ดีที่สุดและหากเจอกับพวกนั้นอีกก็เล่นให้หนัก” เหลียนเจิ้งเผยแววตาเย็นชา

            หลังจากนั้นพวกต้วนหนิงเอ๋อหว่านเอ๋อและถงอี้ก็ผ่านเข้ารอบได้ไม่ยาก ยิ่งไม่ต้องห่วงฉินอู่เหยา

            แต่ที่น่าตกตะลึงคือคนของสำนักอสูรอย่างซางหยินและจี้เต้าคนหนึ่งมีปักษาอสนีระดับวิญญาณขั้นกลางและอีกคนมีมังกรปฐพีระดับวิญญาณขั้นกลางทั้งคู่ที่เป็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาต่างแสดงพลังอำนาจออกมาทำให้ผู้คนพากันตกใจกับพลังของทั้งสอง

            “มังกรปฐพีนั่นมีพลังป้องกันที่น่ากลัวเกินไปเกรงว่าแม้จะเป็นพวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้”จั่วฟางกล่าว

            “ไม่เพียงแค่นั้นตัวจี้เต้าเองก็มีการฝึกฝนที่ยอดเยี่ยมเขาไม่ได้พึ่งเพียงมังกรปฐพีเท่านั้นแต่ยังใช้ความสามารถของตัวเองต่อสู้ได้อีกด้วย”เมี่ยวจื่อกล่าว

            “ส่วนซางหยินคนนั้นปักษาอสนีทั้งเร็วและมีพลังในการโจมตีที่รุนแรงยากจะรับมือทั้งนั้น ในการต่อสู้แบบเจอกันหมดจะต้องเจอกับการร่วมมือของคนเหล่านั้นจะต้องลำบากแน่”ฉินอู่เหยากล่าว

            แม้แต่คนของสำนักเฟยหยางยังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมาศิษย์ของพวกเขาล้วนแต่ถูกอีกฝ่ายเล่นงานจนหมดตอนนี้คนทั้ง14 คนที่เข้ารอบมีคนของหุบเขาเฟยเซียงถึง 5 คนแล้วซึ่งเหนือความคาดหมายสำหรับหลายๆคนมาก และสำหรับอีก 5 คนมาจากสำนักอสูรและอีก 4คนจากสำนักเฟยเซียง

            “คู่สุดท้ายอู๋เซิ่ง จากหุบเขาเฟยเซียง เจอกับ ซิวหว่าน จากสำนักเฟยหยาง”

            เมื่อผู้ตัดสินกล่าวเสร็จอู๋เซิ่งและซิวหว่านก็ขึ้นไปบนสนามประลองอู๋เซิ่งในตอนนี้เหมือนกับคุณชายน้อยทั้งการแต่งตัวและท่าทาง

            “ระดับก่อกำเนิดขั้นสูงทำไมหุบเขาเฟยเซียงถึงให้คนที่อ่อนแอแบบนี้เป็นตัวแทนละ”

            “แบบนี้มันจะไปสนุกอะไรสำนักเฟยหยางชนะแน่แล้ว”

            “ได้ยินว่าเขาเป็นศิษย์สืบทอดของประมุขเมี่ยวไม่ใช่รึทำไมประมุขเมี่ยวถึงเลือกเขาแทนที่จะเลือกฉินอู่เหยา”

            หลายคนมองอู๋เซิ่งด้วยความดูถูกบางคนไม่เขาใจและกังขา แต่สำหรับบางคนพวกเขาอยากรู้อยากเห็น

            “นี่หนะเหรอศิษย์ของเซียน ขอดูหน่อยเถอะว่าจะแน่สักแค่ไหน” จี้เต้าที่นั่งอยู่ยกยิ้มขึ้น

            “อย่าประเมินอีกฝ่ายต่ำไปละจากข้อมูลที่ท่านพ่อข้าบอกมาเขาไม่ธรรมดาในระดับเดียวกันเขาไร้เทียมทาน” ซางหยินกล่าว

            “มันคงจะเกินจริงไปหน่อยนะข้าไม่เชื่อหรอกว่าในระดับเดียวกันข้าจะแพ้เขาถึงอย่างไรทั้งข้าและเจ้าก็มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งร่วมต่อสู้ด้วย”จี้เต้ามั่นใจเต็มเปี่ยม

            “ข้าให้โอกาสเจ้ายอมแพ้ไปตอนนี้ไม่งั้นอย่าหาว่าข้ารังแกเจ้า”ซิวหว่านกล่าว

            “ข้าซาบซึ้งใจจริงแต่ว่าเจ้าจะสามาถทำได้จริงๆงั้นเหรอ ข้าคิดว่าเจ้าไม่น่าจะเข้ามาถึงตัวข้าด้วยซ้ำ”อู๋เซิ่งยกยิ้มและนำพัดเหล็กที่เขาใช้เวลาหลอมครึ่งเดือนออกมา

            บนตัวพัดเหล็กมีอักขระยันต์มากมายสลักเอาไว้ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีเพียงปรมาจารย์วาดยันต์เท่านั้นที่เข้าใจ

            “เด็กคนนี้มีของดีแบบนี้ได้ยังไง”ผู้อาวุโสคนหนึ่งตกใจเมื่อมองไปยังพัดในมือของอู๋เซิ่ง

            “จากอักขระที่วาดลงไปพลังของการโจมตีไม่ด้อยไปกว่าขั้นวิญญาณแน่ไม่แปลกใจเลยที่เขาสามารถเป็นตัวแทนได้ประมุขเมี่ยวมอบของล้ำค่าให้กับเขานี่เอง”

            “แต่แบบนี้เรียกว่าชนะด้วยพลังของตัวเองได้เหรอ”หลายคนไม่พอใจและคิดว่าเมี่ยวอิงเยว่มอบอุปกรณ์ให้กับอุ๋เซิ่ง

            “เป็นแค่ระดับก่อกำเนิดปากดีนักนะในเมื่อไม่เห็นถึงความเมตตาของข้าวันนี้ข้าจะหักแขนเจ้าสักข้าง”ซิวหว่านเคลื่อนไหวมาถึงตรงหน้าของอู๋เซิ่งและชกออกไป

            แต่พริบตาเดียวกันร่างของอู๋เซิ่งก็ถอยห่างออกมาไกลแล้วสิ่งที่ซิวหว่านชกออกไปนั้นคือภาพติดตาเท่านั้น

            “อสนี”อู๋เซิ่งกระตุ้นพลังของอักขระยันต์บนพักพริบตาอสนีสายหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากจุดที่อู๋เซิ่งเคยยืนอยู่

            “แย่แล้ว”ซิวหว่านม่ามารถหลบได้ทันได้แต่สร้างการป้องกันไว้แต่อสนีของอู๋เซิ่งไม่ธรรมดาไม่นานการป้องกันของซิวหว่านก็แตกออกอู๋เซิ่งไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พัก

            อัคคีเหมันต์ วายุ พลังธาตุต่างๆถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่องร่างของซิวหว่านตอนนี้เต็มไปด้วยบาดแผลที่น่ากลัว

            “หยุดแค่นั้น”ผู้ตัดสินรีบเข้าไปห้ามทันทีเพราะตอนนี้ซิวหว่านไม่มีกำลังจะเอ่ยยอมแพ้แล้ว

            “ผู้ชนะได้แก่อู่เซิ่ง”เมื่อตรวจสอบแล้วว่าซิวหว่านไม่ได้ตายแค่บาดเจ็บสาหัสจึงประกาศผลทันที

            “ไม่ทันไม้ทนมือเลย”อู๋เซิ่งเดินลงขณะเย้ยหยันออกมา

            คนของสำนักเฟยหยางพากันกัดฟันพวกเขามองอู๋เซิ่งด้วยความเกลียดชังเหลียนเจิ้งเองก็หรี่ตาลง

            “ดูเหมือนจำเป็นต้องหาทางกำจัดเจ้าอู๋เซิ่งคนนี้ทิ้งเสียแล้วไม่งั้นในอนาคตเจ้าเด็กนี่จะต้องเป็นเสี้ยนหนามต่อแผนการใหญ่ของพวกเราแน่”เหยียนเจิ้งคิด