บทที่ 53 เสด็จอาผู้อบอุ่น
“เสด็จอา ท่านออกจะสง่างามเช่นนี้ ต่อให้ข้าจะไม่รู้จักคนทั้งโลกข้าก็จำเสด็จอาได้เพคะ” อวิ๋นอินอินแสดงสีหน้าดีใจอย่างจริงใจ “ข้า ข้าเพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดเสด็จอาถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้…”
ทั้งยังช่วยซับเหงื่อให้ข้าด้วยตัวเองอีก…
เซวียนเหยียนฟู่ไม่ได้พูดอะไร สายตาเอาแต่จ้องไปยังมือเล็ก ๆที่จับมือเขาอยู่ หัวใจที่สงบนิ่งของชายหนุ่มก็ตูมตามขึ้นมาอีกครั้ง
อวิ๋นอินอินเองก็เห็นสายตานั้นเช่นกัน จบกัน จบกัน เสด็จอารักความสะอาดมาโดยตลอด มาตอนนี้กลับโดนมือข้าที่เต็มไปด้วยโคลนจับ สายตาที่เขาจับจ้องอยู่นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันนะ คงไม่ใช่ว่าอยากจะสับมือข้าให้ขาดหรอกนะ
อวิ๋นอินอินรีบปล่อยมือจากมือใหญ่ข้างนั้นแล้วหัวเราะแหะ ๆ จากนั้นก็หยิบผ้าที่อยู่ในมืออีกข้างของเซวียนเหยียนฟู่มา
“เสด็จอา ข้า ข้าจะเช็ดมือให้ท่าน รับรองว่าสะอาดแน่เพคะ”
แต่ยังไม่ทันที่ผ้าในมือนางจะสัมผัสถูกมือใหญ่ข้างนั้น มือทั้งคู่ของเด็กสาวพลันถูกคว้าไว้
“โอ๊ย! ข้าผิดไปแล้วเพคะเสด็จอา ข้าไม่สมควรทำให้มือของท่านเปื้อน ท่านอย่าได้ตัดมือข้าเลย!”
“มือสกปรกเช่นนี้ ตัดไปแล้วจะใช้การอะไรได้”
เซวียนเหยียนฟู่ยิ้มมุมปาก คว้ามือที่สกปรกของนาง วางลงในอ่างน้ำแล้วเช็ดถูอย่างเบามือ
ดวงตาของอวิ๋นอินอินเบิกกว้าง สีหน้าของนางนอกจากตกใจแล้วยังมีความประหลาดใจ เสด็จอาช่วยนางล้างมือด้วยตัวเอง? อบอุ่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ! อวิ๋นอินอินมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าอย่างพินิจ
“เสด็จอา… ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ข้าจะเป็นอะไรได้”
คิ้วคมดั่งกระบี่ แววตาลึกล้ำ จมูกอันสูงโด่ง ริมฝีปากที่บางแดง รูปคางคมชัด องค์ประกอบที่สวยงามทั้งห้า ประกอบรวมได้มาเป็นใบหน้าของปีศาจรูปงาม
ถูกแล้ว คนผู้นี้เป็นเสด็จอาที่เย่อหยิ่งเย็นชาคนนั้นไม่ผิดแน่
หลังจากทำความสะอาดมือเรียบร้อย เซวียนเหยียนฟู่ยังคงบิดผ้าขึ้นมาเช็ดมือให้นางต่อ แบบนี้… อวิ๋นอินอินสงสัยจริง ๆ ว่าวันนี้เสด็จอาต้องไปโดนอะไรมาแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ทำเรื่องผิดวิสัยเช่นนี้หรอก
“เสด็จอา ท่านประสบพบเจอเรื่องที่แก้ไขไม่ได้เรื่องใดอยู่หรือเพคะ?”
“แคว้นต้าอวิ๋นนี้ยังมีเรื่องที่ผู้สำเร็จราชการแก้ไขไม่ได้อยู่หรือ”
พอเช็ดมือจนแห้งดีแล้ว เซวียนเหยียนฟู่ถึงได้วางผ้าลงแล้วหันไปมองสาวน้อยน่ารักไร้เดียงสา เขาคิดอยู่ในใจว่า หากวันนี้หาเหตุผลมาทำให้นางเชื่อไม่ได้ เช่นนั้นต่อไปทุกครั้งที่เข้าใกล้นาง นางจะเอาแต่กลัวเขาเช่นนี้?
“เจ้าเอาแต่เรียกเสด็จอา เสด็จอาทั้งวัน ข้าที่เป็นอาย่อมต้องดีต่อเจ้าเสียหน่อย”
“หา?” อวิ๋นอินอินกะพริบตาปริบ ๆ จนนางเข้าใจความหมายของประโยคนี้ เด็กสาวก็พลันหัวเราะขึ้นอย่างเก้อเขิน “แหะ ๆ จู่ ๆ เสด็จอาก็ดีต่อข้าเช่นนี้ ข้าก็ต้องประหม่าอยู่บ้าง แต่เสด็จอาโปรดวางพระทัยเพคะ ความสามารถในการปรับตัวของข้านั้นดีมาก คุ้นชินไม่กี่ครั้งก็ได้การแล้ว แหะ ๆ…”
พอมองเห็นรอยยิ้มเบ่งบานของนาง สายตาของเซวียนเหยียนฟู่ก็ค่อย ๆ อ่อนลง จากนั้นเขาค่อย ๆ กุมมือนางเอาไว้ พยุงนางลุกขึ้นยืน แล้วปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว เพราะทุกครั้งที่ถือโอกาสเข้าใกล้นางอย่างภิรมย์ใจ เขากลับต้องคอยอดกลั้นไว้ไม่ให้เผยความในใจออกไป
“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันนำชุดขององค์หญิงมาแล้วเพคะ”
หงรื่อถือประคองชุดไว้ ยืนพูดอยู่หน้าประตู
พอเซวียนเหยียนฟู่พยักหน้า หงรื่อก็รีบเข้ามาหาอวิ๋นอินอิน
อวิ๋นอินอินมีความสุขจนหัวเราะคิก ๆ ออกมา ไม่รู้ตัวสักนิดว่าบุรุษที่อยู่ข้าง ๆ คิดไม่ซื่อต่อตัวเอง เพียงแต่คิดอย่างไร้เดียงสาว่า ที่จู่ ๆ เขาก็มาทำดีกับนางนั้นเพียงเพราะว่าเขายอมรับนางจากก้นบึ้งของหัวใจแล้ว
ทุกสิ่งที่เสด็จอาทำล้วนเกิดจากความรักเอ็นดูของคนเป็นอาที่มีต่อหลานสาว
“ไปผลัดผ้าเถิด ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ศาลาสวนสน”
“เพคะ แล้วพบกันเพคะเสด็จอา”
อวิ๋นอินอินตอบรับอย่างเชื่อฟัง ยิ้มหวานเดินเข้าห้องไปพร้อมหงรื่อ
เซวียนเหยียนฟู่ยืนอยู่ที่เดิม มองดูแผ่นหลังนางด้วยสายตาอ่อนโยน รอจนประตูปิดลงก็ก้มหน้าลงมองมือที่นางเพิ่งจับไว้เมื่อครู่ แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
เพียงแต่พอหันหลังไป เขาก็กลับคืนเป็นท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการผู้แสนเย็นชา สง่างามหากแต่เยือกเย็นผู้นั้น
อวิ๋นอินอินเปลี่ยนชุดไปพลางร้องเพลงไปพลาง หงรื่อที่เห็นเช่นนั้นก็อดสงสัยไม่ได้
“เหตุใดจู่ ๆ องค์หญิงถึงได้อารมณ์ดีเช่นนี้ได้เล่าเพคะ?”
“โฮะ ๆ ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าความจริงแล้วเสด็จอาก็ดีต่อข้าอยู่เหมือนกัน”
อวิ๋นอินอินยกมือกุมใบหน้า มุมปากแทบจะบินขึ้นฟ้าไปอยู่แล้ว “แล้วข้าก็เพิ่งค้นพบว่า ความจริงแล้วเสด็จอาก็ไม่น่าดูน่ากลัวและเย่อหยิ่งเย็นชาถึงเพียงนั้น บางครั้ง เขายังดูใจดี อ่อนโยนอีกด้วย”
ใจดี? อ่อนโยน? องค์หญิงตรัสถึงท่านอ๋องอยู่หรือ?
“องค์หญิงของพวกเราดีเช่นนี้ ท่านอ๋องจะโปรดก็ควรแล้วเพคะ”
หงรื่อยิ้มแล้วยิ้มอีก จากนั้นก็เริ่มช่วยสางผมให้อวิ๋นอินอิน
เด็กสาวกระโดดโลดเต้นอย่างอารมณ์ดีไปที่ศาลาสวนสน หลังจากเข้าไปด้านในก็เห็นเซวียนเหยียนฟู่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร พอผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มา เวลานี้อวิ๋นอินอินยิ่งเห็นเซวียนเหยียนฟู่เป็นเหมือนอาของนางมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในใจทั้งรู้สึกทึ่งและยิ่งต้องการพึ่งพาเขามากขึ้นไปอีก
หากเซวียนเหยียนฟู่รู้ว่านางกำลังคิดอันใดอยู่ เขาคงได้กระอักเลือดเป็นแน่
“เสด็จอา…” อวิ๋นอินอินเดินไปที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้มหวาน “กำลังตรวจสอบการบ้านของข้าอยู่หรือเพคะ”
เสียงหวาน ๆ ของนางทำให้เซวียนเหยียนฟู่วางตำราในมือลง แล้วหันไปมอง เขาชี้มือไปที่เก้าอี้ข้าง ๆ โบกมือให้นางนั่งลง
“วันนี้ไปหาสนมเหมยมาหรือ?”
เมื่อนึกว่าเซวียนเหยียนฟู่จะตำหนิตนเอง รอยยิ้มบนใบหน้าอวิ๋นอินอินก็ค่อย ๆ จางลง แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ไปมาแล้วเพคะ”
“รู้ว่าคนร้ายเป็นใครแล้วใช่ไหม?”
“พอจะเดาได้บ้างแล้วเพคะ”
“จะไปฟ้องเสด็จพ่อของเจ้าหรือไม่?”
อวิ๋นอินอินพยักหน้างึก ๆ แล้วเบ้ปากพูด “สนมเหมยต้องรู้เรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นนางถึงเลือกที่จะพูดออกไปเช่นนั้น เสด็จพ่อท่านก็โปรดสนมเหมยมาก ย่อมไม่ใส่ใจเป็นแน่ ดังนั้นต่อให้ข้าทูลฟ้องไป สุดท้ายก็คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้”
เซวียนเหยียนฟู่พยักหน้า ไม่แปลกใจเลยที่นางจะเข้าใจอะไร ๆ ได้เร็วถึงเพียงนี้ อย่างไรเขาก็เห็นความฉลาดของนางมาแล้ว
“จะปล่อยไปแค่นี้หรือ?”
อวิ๋นอินอินกลอกตารอบหนึ่ง สุดท้ายก็แค่ยิ้มแล้วพยักหน้า เสด็จอาดีต่อนาง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมคล้อยตามนางไปเสียทุกเรื่อง ดังนั้นเรื่องที่สมควรปกปิดก็ปิดต่อไปก่อนดีกว่า
เซวียนเหยียนฟู่มองความคิดนี้ของนางออกแต่ก็ไม่เปิดเผยออกไป เพียงถามคำถามง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำราที่นางอ่านไปสองสามคำถาม อวิ๋นอินอินล้วนตอบได้หมดอย่างไหลลื่น แล้วยังแสดงความคิดเห็นที่ตนมีต่อตำราทั้งสองเล่มออกไปด้วย
“ดีมาก ดูท่าวันนี้เจ้าคงทุ่มเทไปไม่น้อย พูดมาเถิด อยากได้สิ่งใดเป็นรางวัล?”
อวิ๋นอินอินดูตื่นเต้นระคนประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องดี ๆเช่นนี้ได้
“เสด็จอา ข้าอยากได้อะไรท่านก็จะประทานสิ่งนั้นให้หรือเพคะ?”
เซวียนเหยียนฟู่พยักหน้า ในใจเองก็ใคร่รู้ว่านางจะเอ่ยปากขอสิ่งใด
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เสด็จอาท่านก็ประทานเงินให้ข้าจำนวนหนึ่งแล้วกันเพคะ” พออวิ๋นอินอินพูดจบ นางก็จับตาดูสีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่เงียบ ๆ และรอคอยคำตอบ
“เงิน?” เซวียนเหยียนฟู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังประหลาดใจ
“ไม่ได้หรือเพคะ?”
เห็นแววตาที่รอคอยคำตอบคู่นั้น เซวียนเหยียนฟู่ก็พยักหน้าเบา ๆ “ได้สิ”
พูดจบ เขาก็เปิดกล่องที่วางอยู่ข้าง ๆ แล้วหยิบตั๋วเงินขึ้นมาหนึ่งใบยื่นไปตรงหน้าอวิ๋นอินอิน
อวิ๋นอินอินยื่นมือออกไปรับ ก้มหน้าลงมองแล้วมุ่ยปากขึ้นด้วยความผิดหวัง
เซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองนางอย่างสงสัย “อย่างไร? น้อยไปอย่างนั้นหรือ?”