เดิมทีเสียวเสวี่ยตั้งใจจะอยู่ดูงิ้วเป็เพื่อนพ่อสักพักแล้วค่อยกลับ ตัวเธอไม่ได้ชอบการดูงิ้วนัก แต่รู้ดีว่าพ่อชอบ
ทุกปีในหมู่บ้านจะมีคณะงิ้วเร่มาเปิดการแสดงให้ชาวบ้านดูฟรี บางครั้งก็สลับกับหนังกลางแปลงบ้าง แต่ระยะหลังๆ ความถี่ก็น้อยลงไปทุกที
แต่เพราะการปะทะคารมกับแม่ตัวแสบและน้องสาวตัวร้ายโดยไม่คาดฝัน ทำเอาเสียวเสวี่ยหมดอารมณ์สนุก หลินกั๋วผิงเองก็สังเกตเห็นว่าลูกสาวเริ่มซึมๆ เขาจึงพลอยหมดอารมณ์ดูงิ้วไปด้วย
สองพ่อลูกเดินออกจากตลาดตรงไปยังจุดจอดจักรยาน ทันใดนั้นหลินกั๋วผิงก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอาวิทยุไปซ่อม เขาบอกให้ลูกสาวยืนรอเฝ้ารถจักรยาน ส่วนตัวเองหิ้ววิทยุวิ่งกลับเข้าไปในตลาดอีกรอบ ไม่นานนัก เขาก็กลับออกมาพร้อมกับวิทยุที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อย
กว่าสองพ่อลูกจะปั่นจักรยานกลับถึงบ้าน พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว
เสียวเสวี่ยกับหลินกั๋วผิงช่วยกันขนของที่ซื้อมาจากตลาดเข้าบ้าน
เสียวเสวี่ยจงใจเอาพวกขนม ลูกอม และผลไม้ไปซ่อนไว้ในตู้เก็บของในห้องนอน แล้วล็อกกุญแจแ่า เธอรู้ดีว่าขืนวางของพวกนี้ล่อตาล่อใจไว้ข้างนอก ไม่รู้ว่าจะเสร็จโจร เอ้ย เสร็จใครบ้าง เพราะถ้าครอบครัว ป้าสะใภ้ใหญ่ รู้ข่าวว่าพวกเขาเพิ่งกลับจากตลาดในตัวอำเภอ รับรองว่าเก้าในสิบส่วน จะต้องรีบแจ้นมา เยี่ยมเยียน ถึงที่แน่ๆ และถ้าไม่ได้หยิบฉวยอะไรติดไม้ติดมือกลับไปสักหน่อย ก็คงนอนไม่หลับกระสับกระส่ายเหมือนขาดอะไรไป
หลินกั๋วผิงเสียบปลั๊กวิทยุเข้ากับเต้ารับ ทันทีที่เปิดเครื่อง เสียงผู้ประกาศข่าวภาษาจีนกลางสำเนียงมาตรฐานก็ดังเจื้อยแจ้วออกมา วิทยุรุ่นนี้ใช้งานได้สองระบบ ทั้งเสียบไฟบ้านและใส่ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่สองก้อน รับสัญญาณได้ครบถ้วน ทั้งสถานีส่วนกลาง สถานีมณฑล และสถานีท้องถิ่น พอมีเสียงวิทยุมาช่วยคลายเหงา บรรยากาศในบ้านก็ดูครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา
เสียวเสวี่ยเพิ่งจะซุกซ่อนเสบียงเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเ้าเตี๋ยนเตี่ยน เห่ากรรโชกดังลั่น แสดงว่าต้องมี คนแปลกหน้า บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตแน่ๆ
แม้เตี๋ยนเตี่ยนจะเพิ่งย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ได้แค่สองวันกว่าๆ แต่มันก็ทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้านได้อย่างดีเยี่ยม ใครเดินผ่านหน้าบ้านเป็ต้องโดนมันเห่าใส่ทุกราย
เสียวเสวี่ยชะโงกหน้าออกไปดูที่ประตู ก็เห็นแขกผู้มาเยือนจริงๆ สำหรับเ้าเตี๋ยนเตี่ยน พวกเขาคือคนแปลกหน้า แต่สำหรับเสียวเสวี่ย ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย และเธอก็แอบยิ้มกริ่มในใจ โชคดีนะเนี่ยที่ซ่อนของกินไว้หมดแล้ว!
ผู้มาเยือนก็คือลูกสองคนของลุงใหญ่ หรือก็คือ หลินหงเหมย และ หลินหงจวิน ลูกพี่ลูกน้องของเธอนั่นเอง
เด็กทั้งสองคนแต่งตัวมอซอ เสื้อตัวนอกลายดอกของหลินหงเหมยเก่าคร่ำครึจนสีซีดจางแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็สีอะไร ส่วนเสื้อนวมกันหนาวที่หลินหงจวินใส่อยู่ ก็เป็มรดกตกทอดที่หลินหงเหมยใส่ไม่ได้แล้ว
การที่น้องชายต้องใส่เสื้อผ้าเก่าต่อจากพี่สาวไม่ใช่เื่แปลกในยุคสมัยนั้น แม้จะก้าวเข้าสู่ยุค 90 แล้ว แต่ในชนบทห่างไกล ข้าวของเครื่องใช้ยังคงขาดแคลน ประกอบกับความคุ้นชินกับความยากลำบาก ชาวบ้านจึงมัธยัสถ์เป็นิสัย
“เสียวเสวี่ย! ฉันได้ยินอาสามบอกว่าเธอกับอารองไปตลาดใหญ่ในตัวอำเภอมาเหรอ? จริงหรือเปล่า!?” เสียงแหลมปรี๊ดของหลินหงเหมยถอดแบบมาจากแม่ของเธอเปี๊ยบ ถ้าส่งไปประกวดสุนทรพจน์ รับรองว่าไม่ต้องพึ่งไมโครโฟน คนนั่งหลังสุดยังหูอื้อ
เสียวเสวี่ยปรายตามองหลินหงเหมยแวบหนึ่ง แล้วตอบเสียงเรียบ “อือ จริง”
“พี่เสียวเสวี่ย! พี่กับอารองไปตลาดซื้ออะไรอร่อยๆ มาบ้างล่ะ? เอาออกมาให้พวกเราชิมหน่อยสิ!” หลินหงจวินโพล่งขึ้นมาอย่างหน้าไม่อาย ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
เสียวเสวี่ยแค่นเสียง “เหอะ” ในลำคอ กะแล้วเชียว สองพี่น้องคู่นี้โผล่มาทีไร ไม่เคยมีเื่ดี “ฉันว่าพวกเธอสองคนจมูกไวจริงนะ ถึงกับตามกลิ่นมากันได้เลยหรือไง?
หลินหงเหมยทำหน้าไม่พอใจ “นี่! พวกเราไม่ใช่หมาสักหน่อยนะ! อ้าว จริงสิเสียวเสวี่ย บ้านเธอมีหมาั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย?”
“เพิ่งเก็บมาจากบนเขาเมื่อวานนี้เอง มันชื่อเตี๋ยนเตี่ยน”
“เหอะ! ยังจะอุตส่าห์ตั้งชื่อให้หมาอีก? นี่คิดจะเลี้ยงหมาให้เหมือนเลี้ยงคนเลยหรือไง?” หลินหงเหมยเบะปากมองเหยียด รู้สึกว่าเป็เื่ไร้สาระสิ้นดี ตั้งชื่อให้หมาเนี่ยนะ? ในหมู่บ้านมีคนเลี้ยงหมาตั้งเยอะแยะ ใครเขาบ้ามานั่งตั้งชื่อให้มันกัน?
เสียวเสวี่ยมองเ้าเตี๋ยนเตี่ยนของเธอด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าหลินหงเหมย “ฉันว่าหมาน่ะ รู้ความกว่าคนบางคนเยอะเลยนะ อย่างน้อยหมามันก็ไม่เที่ยวไปแบมือขอของคนอื่นกินพร่ำเพรื่อ แค่นี้มันก็ฉลาดกว่าคนแล้ว ฉันตั้งใจจะเลี้ยงเตี๋ยนเตี่ยนให้ดีเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ั้แ่นี้ไป มันคือพี่น้องของฉัน ถ้าฉันมีข้าวกิน ฉันก็จะไม่ยอมให้เตี๋ยนเตี่ยนต้องอด”
หลินหงเหมย “...”
“อารองครับ! อารอง อารองกับพี่เสียวเสวี่ยไปตลาดซื้ออะไรอร่อยๆ มาฝากพวกผมบ้างครับ?” หลินหงจวินเห็นว่าขอจากเสียวเสวี่ยไม่ได้ผล เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปหาหลินกั๋วผิง ซึ่งกำลังง่วนกับการจุดเตาไฟให้ความอบอุ่น
หลินกั๋วผิงเป็คนใจอ่อนและรักหลานๆ มาก พอหลานชายคนโตเอ่ยปากขอ เขาก็รีบบอกให้ลูกสาวไปหยิบขนมมาแบ่งให้พี่น้องกิน
เสียวเสวี่ยไม่อยากให้เลยสักนิด แต่ขัดคำสั่งพ่อไม่ได้ เธอจึงไปหยิบขนมออกมา แต่ไม่ใช่ของดีที่เพิ่งซื้อมาวันนี้หรอกนะ เธอเลือกเอาขนมเก่าที่หลิวกุ้ยหลานเคยเอามาทิ้งไว้ให้ แบ่งให้หลินหงเหมยกับหลินหงจวินไปคนละนิดละหน่อย “พี่หงเหมย เธอกับหงจวินกินของอร่อยบ้านฉันไปตั้งเยอะแล้ว เธอไม่มีอะไรอร่อยๆ ติดมือมาแบ่งฉันบ้างเหรอ? ฉันก็น้องสาวเธอนะ”
ในเมื่อพวกเธอยังกล้าแบมือขอของกินจากฉันหน้าด้านๆ แล้วทำไมฉันจะย้อนถามบ้างไม่ได้?
หลินหงเหมยรีบยัดคุกกี้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะตอบ “ฉันจะมีของอร่อยอะไรล่ะ? ถ้าพ่อแม่ฉันใจดีเหมือนอารองก็ดีสิ อีกอย่าง อาสามก็รักแต่เธอ มีอะไรดีๆ ก็ประเคนให้แต่เธอคนเดียว ฉันกับหงจวินก็เป็หลานเขาเหมือนกันนะ แถมหงจวินยังเป็ หลานชายคนเดียว ที่สืบสกุลของบ้านเราด้วย ของอร่อยๆ ก็สมควรจะแบ่งให้เขาเยอะๆ สิ จริงไหมล่ะ?”
เสียวเสวี่ยถึงกับควันออกหู “หงจวินเป็หลานชายคนเดียวของบ้าน พวกเธอ ไม่ใช่บ้าน เรา! ฉัน พ่อ แล้วก็อาสาม เป็ครอบครัวเดียวกัน ส่วนพวกเธอสองพี่น้องกับลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่ ก็เป็อีกครอบครัวหนึ่ง แยกบ้านกันแล้ว! เธอมัวแต่เห็นว่าอาสามรักฉัน มีของอร่อยของเล่นดีๆ ก็ให้ฉัน แล้วเธอเคยเห็นไหมว่าฉันซักเสื้อผ้า ดูแลปรนนิบัติอาสามยังไงบ้าง? ั้แ่คุณย่าเสียไป อาสามก็ต้องมากินข้าวที่บ้านฉันทุกมื้อ เธอเคยสนใจบ้างไหม?”
หลินหงเหมย “...”
“เสียวเสวี่ย วันนี้เธอเป็บ้าอะไรไป? ทำไมถึงปากคอเราะร้ายขึ้นขนาดนี้?” หลินหงเหมยจำได้ว่าเมื่อก่อนเสียวเสวี่ยเป็เด็กหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย แต่ตอนนี้ นอกจากจะเถียงคำไม่ตกฟากแล้ว แววตายังดูก้าวร้าว ไม่เกรงใจใคร เหมือนเม่นตัวน้อยที่พองขนขู่จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
เสียวเสวี่ยฉีกยิ้มเ็า “จริงๆ แล้วฉันก็ปากเก่งแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ แค่เมื่อก่อนเธอไม่เคยสังเกตเอง”
หลินหงเหมย “...”
คุกกี้บนโต๊ะถูกหลินหงจวินกวาดเรียบจนเกลี้ยงจาน ส่วนหลินหงเหมยมัวแต่ยืนเถียงกับเสียวเสวี่ยจนอดกิน
หลินหงเหมยเบะปากอย่างขัดใจ แล้วกระตุกแขนเสื้อน้องชายยิกๆ หลินหงจวินรู้หน้าที่ทันที เขาเงยหน้าทำตาแป๋วใส่เสียวเสวี่ย “พี่ครับ ผมรู้นะว่าในลิ้นชักพี่ยังมีขนมเหลืออยู่ พี่เอาออกมาแบ่งอีกหน่อยสิครับ เก็บไว้พี่คนเดียวก็กินไม่หมดหรอก เดี๋ยวจะเสียของเปล่าๆ”
ความหน้าด้านหน้าทนของสองพี่น้องคู่นี้ เสียวเสวี่ยเคยเจอมาจนชินชาแล้ว เมื่อก่อนเธออาจจะไม่คิดอะไรมาก เพราะเห็นว่าเป็พี่น้อง จึงยอมแบ่งปันให้ด้วยความเต็มใจ แต่ตอนนี้ อย่าหวังแอ้มเสียให้ยาก!
ในชาติก่อน ตอนที่เธออายุสามสิบและได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด พ่อของเธอก็หายสาบสูญไปหลายปีแล้ว อาสามก็ตรอมใจและทำงานหนักจนตายไปเมื่อห้าปีก่อนหน้า เธอได้ยินชาวบ้านซุบซิบกันว่า หลังจากที่พ่อออกตามหาเธอแล้วไม่กลับมานานครึ่งปี ครอบครัวของลุงใหญ่ ไอ้พวกปลิงดูดเืพวกนี้ก็เข้ามายึดครองที่ดินและบ้านช่องของพ่อเธอไปจนหมดสิ้น!