ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 24-2 (เล่ม 2): สนามรบที่มองไม่เห็น1

            เชี่ย!โหดสัสรัสเซีย

            ผมอุทานในใจเมื่อเห็นสภาพของชายเสื้อเขียวแม้ดวงตาจะยังเบิกโพลงอย่างมีสติ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อเหมือนก้อนหินร่างที่เป็นอัมพาตแน่นิ่งอยู่บนที่นั่งด้วยแววตาตื่นตระหนกสุดขีดเขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ดูเหมือนกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านบางส่วนของกล้ามเนื้อใบหน้าเขาจึงได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ

            ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงกึกกักคล้ายเครื่องกลเมื่อหันไปพบว่าร่างหนึ่งที่ยืนแนบชิดแนบเนียนไปกับผนังเริ่มขยับตัวเหมือนถูกปลุกให้ตื่นใบหน้าเหลี่ยมมุมของหุ่นอวตารเหลียวมองไปยังร่างที่นอนนิ่งบนพื้นแล้ววิ่งปรี่เข้าไปอย่างรวดเร็ว

            “ขอทุกท่านถอยห่างออกไปจากบริเวณนี้ด้วยครับ”หุ่นอวตารประกาศด้วยน้ำเสียงจังหวะการพูดมั่นใจว่าเป็นของมนุษย์ตำรวจที่สิงร่างและสั่งการจากระยะไกลในชั่วอึดใจก็มีตำรวจอีกนายวิ่งมาสมทบ ดูจากใบหน้าแล้วก็เป็นหุ่นยนต์เช่นกันผู้ชมต่างแหวกแถวหลีกทางให้พวกเขาทำงานได้อย่างสะดวก

            ร่างของชายผู้นั้นถูกตำรวจหุ่นยนต์หิ้วปีกซ้ายขวาไปชายเสื้อเขียวยังส่งเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ตลอดทางที่ถูกนำออกจากพื้นที่เวทีจนเงียบไปบรรยากาศจึงกลับสู่ความสงบอีกครั้งผมทึ่งที่พวกเขาควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไวอย่างเหลือเชื่อ

            สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือผู้ปราศรัยบนเวทีไม่ได้ให้ค่าชายผู้เคราะห์ร้ายผู้นี้ชายสูงวัยเพียงปรายตามองช่วงสั้น ๆ แล้วหันไปสนใจพูดเนื้อหาตนเองต่อตามกำหนดเวลาปล่อยให้ตำรวจจัดการโดยไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยสักคำราวกับว่าการจัดการกับผู้ก่อกวนในพื้นที่นี้พบเห็นได้เป็นเรื่องปกติภาพที่เห็นตรงข้ามกับในม็อบที่ผมเคยเผชิญลิบลับ แทนที่จะเหมารวมการปราบปรามกลับเจาะจงผู้ที่ก่อความไม่สงบเพียงคนเดียวผู้ที่ใช้อาวุธก็ไม่ใช่ตำรวจแต่กลับเป็นเหล่าผู้ชุมนุมเองเพียงเพื่อไม่ให้การแสดงเสรีภาพถูกก่อกวน

            “นี่แหละน่าโทษฐานของคนไร้มารยาท”สหายเปรยขึ้นมา ผมเพิ่งเคยเห็นการทำงานของเครื่องเอ็มซีเอสซีครั้งแรกภาพที่เห็นทำเอาขนลุกชัน กลัวว่าตัวเองจะโดนบ้างสักวัน

            “เราไปเวทีอื่นกันเถอะ”อิสราประกาศให้คนที่เหลือรับทราบ ผมชื่นชมในความตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่ของเธอเดาว่าที่เธอเลือกย้ายเวที เพราะไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก

             

            ก่อนถึงเวทีหมายเลข 23 มีป้ายทางแยกไปโรงอาหารอิสราเสนอให้แวะพักกินข้าวเที่ยงก่อนตอน 11.15 น. เพราะไม่อยากเจอคนพลุกพล่านตอนเที่ยงตรงเธอเคยบอกผมว่านักข่าวภาพสนามถ้าว่างเมื่อไหร่ต้องรีบทำให้อิ่มท้องเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ตอนนี้หิวจนไส้กิ่วเพราะเช้านี้ดันตื่นสายจึงเขมือบขนมปังแค่สองก้อนเป็นอาหารก่อนออกจากคอนโด สหายยักไหล่แล้วตามใจอิสรา

            พวกเราเดินผ่านโซนร้านค้า สวนกับเด็กสองคนที่เลียไอติมในมือผ่านเวทีหมายเลข 21และ 22จากไกล ๆ มีคนร่วมชุมนุมอยู่มาก และส่งเสียงเชียร์เป็นระยะ จากนั้นเดินผ่านโซนที่พักสวัสดิการ เป็นเหมือนห้องแถวชั้นเดียวที่เรียงต่อๆ เป็นสิบ ๆ หลังได้ยังมีลิฟต์ลงไปชั้นใต้ดินได้อีกสามชั้นเพื่อให้เพียงพอกับผู้ที่เดินทางมาไกลเพื่อมาร่วมชุมนุมโดยเฉพาะเทียบกับยุคผมแล้วแตกต่างกันมาก ผมเคยขอขวดน้ำดื่มจากผู้ร่วมอุดมการณ์คนอื่นและเข้าเกือบได้นอนเต้นหนึ่งคืนในการชุมนุมครั้งหนึ่ง ทีแรกผมเห็นบ้านพักสวัสดิการนี้แล้วรู้สึกสิ้นเปลืองงงว่าทำไมคนเหล่านี้ต้องเดินทางมาต่างจังหวัดทั้งที่ในตำบลของตนเองก็มีลานประชาธิปไตยเหมือนกันแต่มารู้ภายหลังว่าเริ่มสร้างไว้นานแล้วตั้งแต่ตอนที่เอฟอีเอไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับทุกวันนี้

            พวกเราสามคนเลือกโต๊ะที่ว่างซึ่งมีราวหนึ่งในสี่ของพื้นที่โชคดีที่โต๊ะเป็นวงกลมผมกับสหายเลยไม่ต้องแย่งกันนั่งข้างอิสราแต่ละคนจับจองเลือกมุมหนึ่งรูปสามเหลี่ยม ผมกดสั่งอาหารจากหน้าจอบนผิวโต๊ะอิสรากดผ่านสมาร์ตโฟนสีฟ้าของเธอ คงไม่เคยชินกับการสั่งผ่านเอวีเอสอีตรงข้ามกับสหายซึ่งกดปุ่มที่ตำแหน่งอุปกรณ์ครอบหูของตนเองดูเชิดหน้าอวดความทันสมัยเต็มที่หลังจากสั่งอาหารเสร็จพวกเราสามคนยังคงเงียบขัดกับบรรยากาศจอแจรอบตัวอิสราเขียนข่าวขยุกขยิกในสมุด สหายก้มหน้าดูพื้นผิวโต๊ะ แล้วกวัดแกว่งมือไปมาน่าจะกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับภาพเสมือนที่สร้างจากเอวีเอสอีของตนเองผมทำทีมองดูจอทีวีแบนราบบนผนังฆ่าเวลาจอภาพแบบเดียวกันตั้งเรียงกันห้าตัวให้เลือกดูได้ตามอัธยาศัยมีทั้งการถ่ายทอดสดจากเวทีสำคัญที่เป็นไฮไลต์รายการข่าวทั่วไปและการติดตามภารกิจนักการเมือง แบบที่ผมเห็นในจอภาพหน้าอาคารรัฐสภาผู้ชมจำเป็นต้องใช้หูฟังเพื่อไม่ให้เสียงตีกันผมไม่ได้เอาหูฟังมาด้วยจึงใช้วิธีการลิงก์กับแอปเอฟอีเอในมือถือของตนเองแล้วกดปุ่มเปลี่ยนเสียงเป็นซับไตเติลอัตโนมัติบนหน้าจอที่ผมดูกำลังเสนอข่าวเกาะติดข้างสนามการแข่งขันอีสปอร์ต ส่วนอันถัดไปถ่ายทอดสดเหตุการณ์บนเวทีหมายเลข23 ที่เป็นเป้าหมายของพวกเราในภาคบ่ายผู้ปราศรัยบนเวทีกำลังพูดถึงเรื่องสวัสดิการ

            นี่มันเกมแบตเทิลเอิร์ธนี่หว่า

            ผมอ่านคำบรรยายบนมือถือสลับกับจ้องจอภาพบนผนังผมรู้จักภาพที่ปรากฏดีเพราะเล่นเกมนี้เป็นประจำมาตั้งแต่ธรณีจ้างปั๊มเลเวลจนเลิกจ้างแล้วก็ยังเล่นต่อแต่ผมยังห่างชั้นกับเหล่าผู้เล่นตัวแทนประเทศหลายขุม จังหวะการหลบกระสุนและการบุกโจมตีโดยใช้ดาบ ของตัวละครพวกเขารวดเร็วปานสายฟ้าแลบผู้สื่อข่าวในทีวีปิดท้ายว่าทีมวิหกลำแสงของนวไทยเอาชนะทีมเป้ยลุ่นของประเทศจีนผ่านเข้ารอบสุดท้ายซึ่งจะจัดขึ้นอีกในสัปดาห์ข้างหน้า

            ตอนที่ได้ยินว่าชนะผู้ชมแทบทุกคนที่กำลังดูข่าวนี้ส่งเสียงเชียร์เฮลั่น พร้อมกับยกเครื่องดื่มให้กันก่อนจะหันไปวิพากวิจารณ์พูดกับคู่สนทนาของตนเอง แสดงว่าคนยุคนี้ชื่นชอบอีสปอร์ตกันมากขึ้นแตกต่างจากยุคผมอย่างเห็นได้ชัด

            “วันหลัง ชา สอนเราเล่นเกมนี้บ้างนะเห็นเขาฮิตกัน เราจะได้ดูรู้เรื่อง” อิสราวางปากกา เงยหน้าคุยกับผมชั่วคราวคงถูกปลุกเพราะเสียงเชียร์ของผู้ชม

            “จะดีเหรอ มันเป็นเกมแนวยิงกันนะ”ผมเตือนเธอด้วยความหวังดี พลางนึกถึงภาพที่ผมเคยใช้ดาบฟันศัตรูขาดเป็นสองท่อนเกมที่มีความรุนแรงไม่เหมาะกับคนที่ดูใสซื่ออย่างเธอ

            “ไม่เป็นไรหรอกน่าสนุกดีปกติเราเล่นเกมไม่ค่อยเก่ง เลยเบื่อง่าย ถ้าเล่นเก่งขึ้นอาจจะชอบก็ได้นะ”อิสราเอ่ยเธอเคยเล่าให้ผมฟังตอนปั่นจักรยานเมื่อวันก่อนว่าเคยเล่นเกมกับหลานคนโตแล้วโดนถล่มเละแพ้ราบคาบทุกตาจนหลานสาบส่ง ไม่อยากเล่นกับเธออีกเพราะง่ายเกินไป ผมเห็นสหายเหลียวมองเธอสลับกับผมจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ถอยลงมาดูเชิงก่อนพออิสราก้มลงขีดเขียนก็กลับสู่ภาวะเงียบดังเดิม  

            ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงแหลม ๆเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากด้านหลัง จึงหันไปดูเลยเห็นว่าประชาชนที่เพิ่งเข้ามานั่งใหม่เป็นกลุ่มสาวสวยมีหกคนซึ่งแต่งชุดคอสเพลย์เป็นชุดนักเรียนแบบญี่ปุ่นแต่ละคนหน้าตาดี กำลังนินทาใครบางคนที่อาจเป็นเพื่อนของเธออย่างสนุกปากหัวเราะคิกคักไปด้วยหากมองแต่ภายนอกไม่ได้ฟังเนื้อหาที่พูดก็จะเห็นถึงความสดใสน่ารักของสาว ๆ เหล่านี้ผมสังเกตสีหน้าของสหาย ถึงมองผ่านเลนใสของเอวีเอสอีที่มีรูปร่างเหมือนแว่นตาเขาไม่ชำเลืองดูผู้หญิงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ยังจดจ่ออยู่กับอาหารที่กินตรงหน้าไม่กรอกตาลอกแลก ราวกับว่าเขาวาดดวงตาปลอมแปะไว้บนแว่น

            แปลกแฮะทำไมมันดูนิ่งผิดปกติ ไม่เหล่สาว

            ผมไม่เชื่อว่าเขาจะฝึกฝนมาให้จิตใจนิ่งได้เหมือนพระสงฆ์ยังไงชายผู้นี้ก็เป็นพีเอ็มแน่ ๆ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าการมีเมียหลายคนเป็นเรื่องปกติในบริษัทผมได้ยินเรื่องที่ว่าสหายชอบหาเรื่องงานไปคุยกับผู้หญิงหลายคนหลักฐานคือยิ่งสาวสวยเท่าไหร่ยิ่งคุยนาน

            ทันใดนั้นผมก็ระลึกได้ถึงคำพูดที่ธรณีเคยบอกไว้ตอนเห็นโฆษณาอันหนึ่งในทีวี ใช้ชื่อว่าแว่นตาเอเอสเอช (ASH: Anti-Sexual harassment)คนในทีวีอธิบายว่าหากผู้สวมใส่จ้องสิ่งใดเกินสามวินาทีภาพที่แสดงต่อคนภายนอกจะเห็นเหมือนเรากรอกตามองทางอื่นเพื่อป้องกันการคุกคามโดยสายตาเขาบอกว่าศึกษามาแล้วว่าช่วยลดปัญหาการฟ้องร้องการคุกคามทางเพศรูปแบบนี้ได้ถึง 90%ผมได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอารู้สึกเหมือนเป็นหน้ากากซ่อนสายตาที่ชั่วร้ายมากกว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยขจัดปัญหาสังคม   

            “อย่าบอกนะว่านายก็ใช้แว่นตาเอเอสเอชอะไรนี่ด้วย”  ในตอนนั้นผมถามเขาแทรกขึ้นมา เท่าที่ลองนึกดูผมไม่เคยเห็นสีหน้าของธรณีที่บ่งบอกถึงความชื่นชอบรักใคร่กับใครเลย ราวกับว่าเป็นคนตายด้าน

            “พูดเป็นเล่น จะใช้ไปทำไม มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าเรื่องพรรณนี้ให้คิดตั้งเยอะ” เพื่อนตอบอย่างหนักแน่น ผมเชื่อสนิทใจดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมาผมมั่นใจว่าเขาไม่ได้ชอบผู้ชายแน่ ๆก่อนจะมาโลกนี้ผมมีเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่งเป็นเกย์มันจะมีบุคลิกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ แต่ถ้าสัมผัสก็จะรู้ธรณีไม่ได้มีบุคลิกแบบนั้น เขาแค่คนบ้างานคนหนึ่งบางทีเขาอาจจะรอจนประสบความสำเร็จแล้วค่อยมีคู่ชีวิตก็ได้ถ้าไม่แก่จนขึ้นคานเสียก่อน 

            { ในตอนนั้นผมแย้งไปว่ามันเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุเพราะสิ่งสำคัญคือเสริมสร้างการตระหนักรู้และควบคุมตนเองแต่ธรณีบอกว่าการพยายามแก้ปัญหาเชิงระบบไปด้วยก็ไม่ผิดอะไรเขายกตัวอย่างการแก้ปัญหาการคุกคามทางเพศในเชิงระบบมาสามสี่อย่างนอกจากแว่นตาดังกล่าวอย่างแรกคือใช้เอไอในเอวีเอสอีช่วยเตือนว่าคำพูดว่ามีแนวโน้มคุกคามจะทำตอนที่ลั่นวาจาไปแล้ว หรือตั้งแต่คิดก็ได้หากเป็นรุ่นที่อ่านคลื่นสมองได้สองใช้เอไอการคัดกรองสื่อออนไลน์ โดยแจ้งเตือนข้อความที่เสี่ยงจะผิดก่อนส่ง

            วิธีสุดท้ายคือใช้โพรเซมิกส์เซนเซอร์ (Proxemics sensor) จะแจ้งเตือนหากมีการเข้าใกล้เกินกว่าความยินยอมที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าธรณีลองยกตัวอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจง่าย สมมุติว่าผมตั้งค่าแอปในเอวีเอสอีที่ผมสวมอยู่อนุญาตให้สหายเข้าใกล้ได้แค่โซนสังคมหากเขาเข้าใกล้เกินกว่านี้ผมก็จะได้รับการแจ้งเตือนว่าเขากำลังละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของผมระบบจะรู้ว่าคนที่เข้ามาใกล้ชื่อสหายได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เอไออ่านใบหน้าจากพิกัดที่อยู่ของสมาร์ตโฟนอีกฝ่าย หรือถ้าอีกฝ่ายมีโพรเซมิกส์เซนเซอร์เหมือนกันยิ่งสะดวกเพราะจะแจ้งเตือนสหายไปพร้อม ๆ กับผม ผู้ขายแนะนำว่าควรผูกกับบัญชีของเอ็นทีเอฟ เพื่อแสดงระดับความยินยอมไว้ล่วงหน้าให้อีกฝ่ายเห็นได้ไม่ได้จำเป็นต้องอนุญาตเท่ากัน แต่ส่วนใหญ่ทั้งสองฝ่ายมักจูนให้ตรงกันเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ส่วนจะเผยแพร่ต่อสาธารณะหรือไม่ขึ้นกับข้อตกลงทั้งสองฝ่ายแต่หากสมมุติว่าสหายไม่ได้มีแอปหรือเล่นโซเชียลมีเดีย เขาก็จะถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผมซึ่งจะแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้เกินกว่าโซนสาธารณะ

            ธรณีเล่าว่าแต่เดิมระยะที่ตั้งค่าตั้งต้นในโพรเซมิกส์เซนเซอร์จะอ้างอิงตามการศึกษาในปี1963 ของเอ็ดเวิร์ด ที. ฮอลล์[1] ซึ่งจะแบ่งเป็นสี่โซนคือคนใกล้ชิดหรือไม่ก็ยินยอมเพราะความจำเป็น คนรู้จักอย่างเพื่อนที่ทำงาน คนแปลกหน้า และคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเราแต่นักจิตวิทยาชาวอินเดียชื่อประโบธ ปาริข (Prabodh Parikh) นำมาดัดแปลงเพื่อการประยุกต์ในปี2062 แบ่งละเอียดขึ้นเป็นสิบระดับ และมีการยึดโยงกับกิจกรรมที่ทำต่อกันด้วยไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการถูกเนื้อต้องตัว ไม่ใช่แค่ดูระยะห่างเพียงอย่างเดียว สิบระดับนั้นไล่ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระดับโจรผู้ร้ายนั่นคือไม่ยินยอมเลย ไต่ระดับสูงขึ้นจนถึงความสัมพันธ์ระดับตนเองซึ่งก็คือยินยอมทุกอย่างแม้แต่คู่รักยังเป็นแค่ระดับที่เก้าทำให้สามารถประเมินกิจกรรมของอีกฝ่ายที่ทำต่อเราตามภาพที่เอวีเอสอีเห็นได้ด้วยแน่นอนว่าการตั้งค่าในแอปสามารถปรับได้เองตามความเหมาะสม }

            ผมฟังจนจบรู้สึกขัดแย้งในใจแต่ก็ขี้เกียจเถียงกับเพื่อน ยอมรับว่าเป็นไอเดียที่ดีแต่ไม่แน่ใจว่ามีการใช้จริงสักกี่คน ได้ผลหรือล้มเหลวสักแค่ไหนหรือบางทีมัวแต่หวาดระแวงกันจนคนอยู่เป็นโสดมากขึ้นก็เป็นได้แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือทำไมต้องมีกลวิธีสารพัดที่ธรณีบอกตั้งแต่แรกทำไมคนยุคนี้ถึงควบคุมสติตนเองไม่ให้กระทำผิดละเมิดคนอื่นไม่ได้เป็นเหมือนคนที่ไม่จริงใจพอ ผมไม่มีทางใช้เทคโนโลยีเหล่านี้แน่มั่นใจว่าตัวอิสราไม่มีทางสวมแว่นเอเอสเอชแน่เพราะเคยเห็นเธอจ้องหน้าผมเกินสามวินาทีถ้าสหายสวมแว่นตาบ้านี่จริง ผมไม่ปล่อยให้เขากลายเป็นคู่ชีวิตคนซื่อสัตย์อย่างอิสราเป็นอันขาด

            “ท่านเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกเหรอ”จู่ ๆ สหายก็โพล่งถามผมขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

            “ทำไมท่านคิดแบบนั้น”ผมถามกลับไปอัตโนมัติ

            “เราถามท่านก่อนท่านยังไม่ได้ตอบเราเลย” สหายจ้องหน้าผม ยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากไม่รู้ว่าชายผู้นี้จะมาไม้ไหน แค่ชวนคุยหรือจ้องจับผิด ผมมองแง่ร้ายไว้ก่อนหากโกหกว่าเคย อาจจะโดนถามซอกแซกลึกลงเรื่อย ๆ

            “ใช่ เคยมาครั้งแรก ท่านมีอะไรรึเปล่า”คำตอบผมชวนหาเรื่องนิด ๆ

            “ก็แค่ถามดูเฉย ๆเห็นท่านเอาแต่ถ่ายรูปบรรยากาศรอบ ๆ เหมือนกับไม่เคยเห็นอย่างนั้นแหละตอนที่คนเสื้อเขียวโดนช็อต ท่านก็อุทานเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งที่เรื่องแบบนี้มีออกจะบ่อย” สหายหัวเราะเบา ๆ คงแกล้งผูกมิตร“เราแค่แปลกใจว่าทำไมคนทำงานในแผนกการเมืองโดยตรงอย่างท่านถึงเพิ่งเคยมา”

            “ประชาเพิ่งมาทำงานใหม่รึเปล่า”อิสราพูดแก้ตัวให้ ก่อนที่ผมจะทันโต้แย้งเสียด้วยซ้ำ

            “ผ่านมาสองเดือนเขาไม่เรียกว่าใหม่แล้วนะ”สหายตอบ แม้จะตีสีหน้าไม่มีพิษภัย แต่มันตั้งใจโจมตีผมต่อหน้าอิสราแน่

            “เราไม่ได้ทำงานลงพื้นที่สักหน่อยอีกอย่างไมตรีก็ไม่เห็นว่าไง ยังชมเลยว่าเราปรับตัวได้ดี” ผมเถียงกลับ

            “แต่ท่านก็ต้องยอมรับว่าถ้าท่านเคยเห็นของจริงย่อมทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือขึ้นไมตรีหรือ บก. คนอื่นเขาไม่ได้มีเวลาตรวจทานละเอียดยิบหรอก มีงานอื่นให้ทำอีกมากที่เราแนะนำก็เพราะหวังดี”

            “หวังดีกับเรา หรือกับบริษัท”ผมดักทางไว้ก่อน

            “ก็...ทั้งสองอย่าง” สหายยักไหล่ใบหน้าดูเจ้าเล่ห์ ผมไม่เชื่อคำพูดมันเลยสักนิดไม่มีทางที่ชายคนนี้จะหวังดีต่อผมแน่

            “เราว่า...พวกเราไปเอาอาหารกันเถอะเห็นได้ครบทุกคนแล้ว” อิสราพูดตัดบทแล้วชี้ให้ดูไฟสีเขียวที่อยู่ด้านท้ายอาหารแต่ละรายชื่อจากจอภาพบนโต๊ะ

            สหายกับผมต่างก็ลุกขึ้นแยกไปคนละทางถ้าเธอไม่นั่งอยู่ตรงนี้ผมอาจจะชกต่อยกับสหายไปแล้วและอาจจะจบลงด้วยการโดนช็อตจากเอ็มซีเอสซี 

     


    [1]Edward T. Hall