เป็นเวลาช่วงเย็นของวันที่เจ็ดของการสอบภาคปฏิบัติ โดยการทดสอบนั้นได้จบลงแล้ว และห้อง 1 ก็ยังคงครองตำแหน่งคะแนนสูงสุดไปได้อย่างที่คาดเอาไว้ พวกเขามีคะแนนรวมสูงกว่า 100 คะแนน นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ล้มหัวหน้าห้องของห้องอื่นไปมากมาย การทดสอบครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักเรียนห้องล่างๆ ตระหนักถึงความอ่อนแอของตนเอง แต่มันยังทำให้พวกเขาตระหนักถึงความต่างชั้นระหว่างห้องหัวกะทิกับพวกเขาอีกด้วย
“บึ้ม!”
เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเกิดลมกรรโชกอย่างรุนแรง ทำให้เหล่าผู้คุมสอบต่างต้องเคลื่อนไหวและเฝ้าระวังกันอย่างรวดเร็ว และพวกเขาพบว่าที่สนามสอบตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยสภาพพังทลายแม้แต่ภูเขาก็ยังถูกทำลายไปด้วย นี่คือผลของการปะทะกันเพียงครั้งเดียวระหว่างผู้มีระดับกึ่งเทวะ
“แผ่นดินไหวอย่างนั้นเหรอ รีบส่งคนไปพานักเรียนที่เหลืออยู่ในสนามทดสอบมาเร็วเข้า!”
ผู้คุมการทดสอบที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของผู้คุมทั้งหมดได้ออกคำสั่งกับคนอื่นๆ ซึ่งพวกเขาก็ได้เคลื่อนไหวในทันทีโดยใช้เวทมนตร์พื้นฐานอย่างเวทลอยตัวเพื่อมุ่งสู่สนามทดสอบ
กลุ่มผู้คุมสอบตรวจเช็กพื้นที่ ที่ถูกทำลายซึ่งมันเป็นพื้นที่กว่าหนึ่งในสามของเกาะซึ่งนับว่าเป็นภัยพิบัติอย่างแท้จริง
“รายงานมาว่ามีนักเรียนเหลืออยู่ในสนามทดสอบสองคน หนึ่งในนั้นเป็นนักเรียนจากห้องหัวกะทิ และอีกคนคือห้องสิบ…สัญญาณของเข็มกลัดวิญญาณของนักเรียนห้องสิบได้หายสาบสูญไปเป็นไปได้ว่าเขา…”
ผู้คุมสอบคนหนึ่งกล่าวขึ้นก่อนที่จะหยุดพร้อมกับปาดเหงื่อบนหน้าผาก หน้าที่ของพวกเขาคือรักษาความปลอดภัยให้แก่พวกนักเรียน ดังนั้นการที่นักเรียนตายในการทดสอบไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรพวกเขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และแบกรับความโกรธของผู้อำนวยการ
“ตามสัญญาณของนักเรียนห้องหัวกะทิไปและรีบนำนักเรียนคนนั้นขึ้นเรือ ส่วนนักเรียนอีกคนเราจะช่วยกันตามหาทีหลัง…”
ผู้คุมสอบต่างตกลงเห็นด้วยคำสิ่งที่คนหนึ่งในกลุ่มได้กล่าว และพวกเขาต่างมุ่งหน้าไปที่ใจกลางความเสียหายทันที ยิ่งพวกเขาตามหานักเรียนห้องหนึ่งมาใกล้เท่าไหร่ใบหน้าของพวกเขาก็ยิ่งซีดขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะกลายเป็นหวาดกลัว สภาพแวดล้อมนั้นต่อให้เป็นพวกเขามาอยู่ที่นี่พวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี มันดูแย่กว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก พื้นดินบางส่วนของเกาะถึงขนาดถูกแหวกออกเผยให้เห็นทะเลสาบที่อยู่ข้างใต้นั้น
“ตรงนั้น!”
คนหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยกันสอดส่องหาไปรอบๆ ได้ตะโกนขึ้น ทำให้คนอื่นๆ ต่างมองไปยังทิศทางที่เขาบอกและพบกับนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย…พวกเขาไม่แน่ใจนักว่าใช่นักเรียนชายจากโรงเรียนเขาหรือเปล่าเพราะเสื้อผ้าของนักเรียนคนนั้นขาดจนยากที่จะแยกออก แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ๆ พวกเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างดีใจ เพราะนักเรียนชายคนนั้นเป็นนักเรียนอย่างที่พวกเขาหวังเอาไว้จริง
สองคนนั้นคือเซน และหญิงสาวประหลาดนั่นเอง เฟิงหยุนและผู้อาวุโสของเขาได้จากไปแล้ว จากไปในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาออกห่างไปไกล แต่ยังหลบซ่อนอยู่และเฝ้าดูอยู่ในระยะที่ตัวตนของพวกผู้คุมสอบไม่มีวันจะรับรู้ได้
“นี่หญิงเพี้ยน หากเป็นอย่างที่ข้าคิดและตาเฒ่าคนนั้นบอก แสดงว่าดินแดนแห่งการทดสอบหรือดินแดนใต้พิภพครั้งนี้จะมีเพียงเจ้าสามารถเข้าไปได้ใช่หรือไม่?”
หญิงสาวเมื่อได้ยินเซนเรียกเธอว่าหญิงเพี้ยนเธอก็แสดงสีหน้าโกรธออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะรีบกล่าวออกมาทันที
“ข้าชื่อว่ามารีน อย่าเรียกข้าว่าหญิงเพี้ยนไม่อย่างนั้นข้าจะไม่มีวันบอกเจ้า!”
เซนพยักหน้า ก่อนที่จะกล่าวถามต่อโดยที่ไม่สนใจท่าทีของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย
“มารีน สรุปแล้วเป็นอย่างที่ข้ากล่าวใช่หรือไม่?”
“เห้อ…ดูเหมือนเจ้าจะไม่เคยคุยกับผู้หญิงมาก่อนเลยสินะ ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ เป็นแบบนั้นแหละ เพราะผู้อาวุโสและเฟิงหยุนพวกเขาได้ผ่านดินแดนการทดสอบมาจากทวีปอื่นมาแล้ว เขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปได้อีก ต่อให้มีอำนาจมากขนาดไหนแต่ต่อต้านกฎของพระเจ้าไม่ได้หรอก”
เซนตกตะลึงเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวในสิ่งที่หญิงสาวไม่ได้หวังว่าเขาจะกล่าวเลยสักนิดออกมา
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เคยคุยกับผู้หญิงมาก่อน…จริงๆ แล้วข้าเคยคุย แต่บทสนทนาก็ไม่ได้ยืดยาวมากนักอย่าน้อยก็สองสามประโยค”
“ข้าดูออกอยู่แล้ว รอบตัวเจ้าเหมือนกับมีออร่าแห่งความเวอร์จิ้นอยู่…ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะไม่รู้จักวิธีปฏิบัติตัวของผู้หญิง ฮิๆ”
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับทำสีหน้ากวนๆ เธอหวังว่าเซนนั้นจะแสดงความโกรธออกมา อย่างไรก็ตามเซนกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่นิดเดียว เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวกำลังล้อเขาอยู่
“เจ้านี่มันบื้อจริงๆ …”
มารีนเมื่อเห็นท่าทางของเซนเธอก็ส่ายหัว ในเวลานั้นเองผู้คุมสอบทั้งสิบก็ได้มาล้อมพวกเขาเอาไว้ เมื่อพวกเขาเห็นว่าทั้งสองคนนั้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บพวกเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ผู้คุ้มสอบคนหนึ่งเดินมาหาเซนก่อนที่จะกล่าวกับชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ
“เข็มกลัดวิญญาณของเจ้าดูเหมือนจะได้รับความเสียหาย ไม่รู้จะซ่อมได้หรือไม่ แต่ข้าหวังว่ามันจะไม่เป็นไรนะไม่อย่างนั้นสิ่งที่เจ้าทำมาในการทดสอบครั้งนี้จะเสียเปล่าทั้งหมด”
ผู้คุมสอบได้ขออุปกรณ์วิญญาณของเซนเพื่อนำไปซ่อมแซม เซนในตอนนี้เขาอยากพักผ่อนอย่างมากแม้ว่าเขาจะไม่ได้เหนื่อยล้าแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการต้องเผชิญหน้ากับคนที่เหนือกว่านั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกดดันไม่น้อย
“หากข้าสามารถเรียนรู้ศิลปะแห่งออร่าได้ ข้าคงจะสามารถเทียบเคียงกับเขาได้…หรืออาจจะเหนือกว่าเพราะข้ามีมุกสวรรค์อนันตกาลที่ฟื้นฟูและทำให้ร่างกายของข้าราวกับเป็นอมตะ…”
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะกล่าวเช่นนั้นแต่การฝึกใช้ออร่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว เซนนั้นไม่ได้หัวไวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเรื่องสิ่งลึกลับที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนอย่างเวทมนตร์ด้วยแล้วยิ่งเข้าไปใหญ่
“มารีน…”
เซนเรียกหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ในขณะที่ผู้คุมสอบนั้นได้ส่งสัญญาณให้เรือเหาะมารับพวกเขาข้างล่างนี้ และยังเหลือเวลาอีกสักพักก่อนที่ชายหนุ่มและหญิงสาวจะแยกย้ายกัน
“ว่าไปแล้ว ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลยสินะ…”
หญิงทำท่าทางเหมือนจะนึกบางอย่างออกขณะที่กล่าว อย่างไรก็ตามเซนไม่สนใจเรื่องนั้นสักนิดชายหนุ่มกล่าวว่า
“ช่างเถอะเรื่องชื่อ ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
“เจ้านี่มันบื้อจริงๆ ต้องให้ข้าสอนใช่ไหมว่าเจ้าควรจะชวนผู้หญิงที่เจ้าจะจีบคุยยังไง”
เซนแสดงงุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวสวนไปว่า
“แต่ข้าไม่ได้จะจีบเจ้าสักหน่อย อีกอย่างข้ามีเรื่องจะถาม…”
“ข้าจะไม่ตอบเจ้า ถ้าเจ้าไม่บอกชื่อกับข้าก่อน!”
หญิงสาวหันหน้าไปอีกด้านหนึ่ง เธอกำลังพยายามจะเมินเซน นั่นทำให้ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกและทำตามที่เธอบอก
“ข้าชื่อเซน แค่เซนเฉยๆ ทีนี้เจ้าจะตอบคำถามข้าได้หรือยัง?”
หญิงสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าพร้อมกับหันมาหาเซนและแสดงรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมา เมื่อเซนเห็นดังนั้นจึงกล่าวถามทันที
“สิ่งใดคือรากแห่งจิตวิญญาณที่เจ้าตามหากัน มันเป็นสมบัติอย่างนั้นเหรอ? แล้วมันทำอะไรได้”
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวเบื้องหน้าเขานั้นค่อนข้างจะสนทนาได้ด้วยง่าย จึงถามทันทีจากตอนแรกที่เก็บไว้รอไปถามอาจารย์ของเขา
“นึกว่าเจ้าจะถามเรื่องยากกว่านี้ซะอีก แต่เจ้ากลับถามคำถามง่ายๆ ข้าจะบอกเจ้าให้ก็ได้ แต่เจ้าต้องเลี้ยงเค้กข้าตกลงไหม?”