ราชันเวทเทพองเมียว

    58 พรจากมหาเทพ และการต่อสู้ในสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณกับหนังสุนัขป่า (1)

            โอ้! ที่แท้เทพอามาเทราสุประทานพรให้คุณซาโต้นี่เอง มิน่าร่างถึงได้เป็นอย่างนั้น ไปสู่สุคติเถอะนะครับ

            ข้อสงสัยข้อหนึ่งหมดไป ทว่าอีกข้อกลับผุดขึ้นมา

            เมื่อไม่ใช่มหาเทพองค์นี้ ถ้าอย่างนั้นเป็นท่านไหนล่ะ

            “อืม ตามนิมิตที่น้องสาวตัวน้อยบอก ข้าพอรู้แล้วล่ะว่าเป็นมหาเทพท่านใด” 

            เซียนจิ้งจอกแดงเอ่ยขึ้น อยู่ ๆ คำเฉลยก็มาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

     

            ท่านสึคุโยมิ โนะ มิโคโตะ เทพแห่งดวงจันทร์

     

            “แค่ก แค่ก”

            ต้าหมินเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่จนติดคอ

            ในห้วงความคิดปรากฏข้อความเหล่านี้ขึ้นมา

     

            [พระจันทร์]

            เทพองค์ที่บทบาทค่อนข้างน้อยในปกรณัมของญี่ปุ่น จนผู้คนแทบลืมไปแล้วว่ามีเทพองค์นี้อยู่ 

            ยามผู้คนในดินแดนนี้นึกถึงเทพเจ้าของตน สามในสิบย่อมนึกถึงมหาเทพสุซาโนะโอะเป็นลำดับแรก เพราะเก่งกาจการต่อสู้ นอกจากนี้ยังเป็นเทพแห่งมหาสมุทร ประเทศแห่งนี้ที่ท้องทะเลล้อมรอบย่อมให้ความสำคัญกับพระองค์อยู่แล้ว “คามิคาเสะ” ลมพายุที่ว่ากันว่าพัดถล่มกองเรือของมองโกลจนยับเยินก็มาจากเทพองค์นี้

            ไรจิน ฟูจิน เทพแห่งสายฟ้าและสายลม สองในสิบคงนึกถึงสององค์นี้ ด้วยปรากฏภาพตามประตูของวัดวาอารามต่าง ๆ เทพแห่งการพิทักษ์ปกปักพระศาสนา 

            อีกห้าในสิบเป็นที่แน่นอนว่านึกถึงเทพแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด* เจ็ดองค์นี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถึงขนาดมีรูปตกแต่งในร้านค้า ตามบ้านและอาคารสำนักงาน หากถามคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน เผลอ ๆ ความนิยมเกินหน้ามหาเทพทั้งสามด้วยซ้ำ

            [จบเรื่องพระจันทร์]

             

            “ว่าแต่พลังของท่านคืออะไรครับ หรือจะเป็นน้ำขึ้นน้ำลง” เขาไม่รู้เลยว่าพลังแห่งดวงจันทร์คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

            “ข้าบอกคำใบ้ให้เอาไหม” ใบหน้าเซียนจิ้งจอกแดงตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

            “ชื่อของท่านยังไงล่ะ มีคำว่า โยมิ ไม่ใช่รึ?”

            โยมิ!?

            ทีแรกเขาคิดว่าพระนามสึคุโยมิ (月読 Tsukuyomi) มาจาก ตัวอักษรคันจิว่า 読み ที่แปลว่าการอ่าน ดูท่าภาษาญี่ปุ่นคงยังไม่แตกฉานพอ เมื่อได้ยินคำใบ้ สมองพลันนึกถึงเรื่องเล่าที่เคยได้ยินจากอาจารย์ชาวญี่ปุ่น ในวิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ท่านบอกว่าสึคุโยมิแปลว่าอ่านจันทรา หมายถึงดวงจันทร์ก็จริง แต่ก็พ้องเสียงกับคำว่า โยมิ (黄泉 Yomi) ที่แปลว่า ดินแดนเบื้องหลัง

            เป็นขั้วตรงกันข้ามกับอามาเทราสุ ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ผู้ปกครองยามกลางวัน ดังตำนานการถือกำเนิดของเทพทั้งสองที่ต่างกำเนิดจากน้ำในดวงตาของเทพพระบิดาอิซานางิ (Izanagi) คนแรกเกิดจากตาข้างซ้าย อีกคนเกิดจากตาข้างขวา 

            หมายความว่า สององค์นี้พลังเท่าเทียมกัน?

            ไม่ใช่ ปัญหาไม่ใช่เรื่องนี้ 

            ปัญหาก็คือ

            เชี่ยยยยยย!

            อย่าบอกนะว่า... เด็กชายต้าหมินเริ่มเหงื่อตก หากสิ่งที่เขาคิดเป็นความจริง พลังจากพรนี้ถือเป็นคำสาปก็ได้ และเป็นคำสาปที่น่ากลัวเสียด้วย

            นี่คือเหตุผลที่ยันต์เบญจธาตุกลายเป็นยันต์ร้อยภูต

            ยังไม่ทันที่เด็กชายจะพูดสิ่งซึ่งคิดอยู่ในใจ เซียนจิ้งจอกแดงกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน

            “โยมิคือชื่อเรียกยมโลก ดินแดนแห่งความตาย โลกซึ่งอยู่เบื้องหลังของชีวิต

            มหาเทพสึคุโยมิคือ ผู้คุมโลกหลังความตายและเป็นผู้ปกครองแดนดินยามค่ำคืน คู่กับมหาเทพอามาเทราสุซึ่งปกครองสรรพชีวิตและแดนดินยามกลางวัน”

            เปรี้ยงงงงง!

            นั่นไง ถูกตามที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นเคยพูดไว้เสียด้วย

            ผมเป็นคนกลัวผีนะครับ

            ขณะที่เด็กชายต้าหมินกำลังไม่แน่ใจกับอารมณ์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็น ยินดี ดีใจ ตกใจ ยำเกรง หวาดกลัว เขาพลันสังเกตว่าน้ำเสียงของเซียนจิ้งจอกแดงยิ่งพูดเสียงยิ่งเปลี่ยนเป็นสั่นเครือ แม้ไม่มากแต่ก็พอจับสังเกตได้ คล้ายกับว่ายิ่งเอ่ยเรื่องราวของมหาเทพองค์นี้นานเท่าไร ก็ยิ่งขุดความหวาดกลัวที่มีอยู่ในใจเธอออกมาเท่านั้น

            อา… แสดงว่าพลังของดวงจันทร์ไม่ขี้เหร่เสียทีเดียว คงพอดีใจได้บ้างล่ะนะ ที่ได้ ‘พร’ จากเทพองค์นี้

            เด็กชายกำมือแน่น แววตาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้น 

            “ข้านี่แย่จริง พออายุมากชอบหลงชอบลืม เอ้า! นี่ตำราที่อาจารย์เจ้าฝากไว้ ในนี้บันทึกศาสตร์ทุกอย่างของวิถีองเมียว บอกวิธีที่จะฝ่าทะลุขั้นทารกไปสู่ขั้นต่อไป ไม่เพียงเท่านั้นหากเจ้ามุ่งมั่นพอยังมีโอกาสบรรลุเป็นเซียนเช่นเดียวกับข้า ตำรานี้มีเพียงผู้สืบทอดเท่านั้นถึงอ่านได้ ข้าลองเปิดเล่น ๆ แล้ว มีแต่กระดาษเปล่า”

            เซียนจิ้งจอกแดงทำทีเปิดให้ดู ตำราเป็นปกสีน้ำเงินกระดำกระด่าง สันมีรอยขาด ขอบตำรามีสีเหลืองและรอยเปื้อนเหมือนว่าอยู่มาเป็นร้อย ๆ ปี เธอลองพลิกให้เขาดู ภายในมีแต่กระดาษเปล่าไม่มีข้อความใดเลย 

            “อ้อ ท่านทาดายูกิฝากบอกอีกว่า ‘ขั้นตอนในการฝึกทำได้เพียงเจริญเติบโตไปทีละขั้น ไม่มีทางลัด ปล่อยใจไปตามวิถีและหนทางจะเปิดขึ้นเอง’ ท่านพูดแค่นี้ล่ะ ความหมายคืออะไรเจ้าต้องไปตีความเอง”

            การได้คัมภีร์ยุทธ์มาไว้ในมือทำเขาดีใจอย่างยิ่ง จนลืมหาคำตอบของคำถามอื่นไปสิ้น พอเงยหน้าอีกทีเซียนจิ้งจอกแดงหายตัวไปแล้ว ส่วนตนกลับมาอยู่ในโรงครัวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ บางทีตนอาจไม่เคยก้าวออกจากที่นี่ตั้งแต่แรกก็เป็นได้

            “มนต์มายาของจิ้งจอกช่างน่าทึ่งจริง ๆ”

            ต้าหมินพึมพำเบา ๆ 

            ทันใดนั้นเองมีเสียงดังขึ้นข้างหู แจ้งข่าวร้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว

            “อ้อ เมื่อเข้าใจภารกิจกันแล้วก็มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง หนังสุนัขป่าของเจ้ามีวิญญาณแปลกปลอมซ่อนเร้น ดูท่าเจ้าคงยังไม่ได้อ่านตำราสร้างยันต์และประกอบชิกิงามิสินะ พลังของเทพคาริบะและนิอุทำได้เพียงสะกดอาการเอาไว้เท่านั้น ต้องให้เจ้านายอย่างเจ้าเป็นคนจัดการ 

            ข้าได้จัดเตรียมสมรภูมิแห่งจิตวิญญาณไว้แล้ว ขอเพียงชนะวิญญาณสุนัขป่านั่นได้ เจ้าก็จะเป็นเจ้านายของชิกิงามิอย่างแท้จริง คืนนี้เหมาะที่สุด ในเมื่อเจ้าได้รับพรของมหาเทพ ยามค่ำคืนคือโมงยามของเจ้าจงจัดการวิญญาณร้ายนั่นซะ”

            “สมรภูมิจิตวิญญาณหมายความว่าอย่างไรครับ” ต้าหมินโพล่งถามขึ้น

            “ท่านเทพคาริบะและนิอุจะช่วยดึงวิญญาณของทั้งสองฝ่ายออกมา เปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งได้ต่อสู้กันอย่างเท่าเทียม หากชนะเจ้าจะเป็นเจ้านายของมันอย่างสมบูรณ์ แต่หากเจ้าแพ้…”

            น้ำเสียงของเซียนจิ้งจอกแดงเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างยิ่ง

     

            เจ้าจะตาย

     

            โอ้! เวรแล้วไง

            ต้าหมินนำสองมือมากุมศีรษะอีกครั้ง

     

            *เทพแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เจ็ดเทพแห่งความสุข เทพบุรุษ 6 องค์และเทพสตรี 1 องค์ เทพกลุ่มนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกับเทพโป๊ยเซียนของจีน

            ว่ากันว่า พระภิกษุชื่อเท็นเค (Tenkei) เป็นผู้คัดเลือกเทพที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศมาถวายแด่โชกุนโตกุกาวา อิเอยะสุ (Tokugawa Ieyasu) เมื่อราวปี พ.ศ.2166 (ค.ศ. 1623) เหตุเพราะท่านได้แสดงปรัชญาว่าด้วย “หลักแห่งความผาสุกของมนุษย์โดยทั่วไปนั้นควรประกอบด้วย 7 สิ่ง ได้แก่ ความมีอายุยืน ความมีโชคดี ความนิยม ความไม่มีอคติ ความเอื้อเฟื้อ ความมีเกียรติ และความไม่พยาบาท 

            ซึ่งทั้ง 7 สิ่งนี้มีอยู่ในตัวของเทพเจ้าทั้ง 7 องค์ ได้แก่

            เทพไดโกกุ เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย

            เทพเอบิสุ เทพเจ้าแห่งการประมง ตัวแทนความอุดมสมบูรณ์แห่งท้องทะเล

            เทวีเบ็นเท็น เทพแห่งแผ่นดินริมฝั่งแม่น้ำ (ครองฉายานามนี้ร่วมกับเทพอีกองค์) สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และพืชผลเจริญงอกงาม

            เทพฟุคุโรคุจู เทพแห่งความสุข ทรัพย์สมบัติและความมีอายุยืน

            เทพจูโรจิน เทพแห่งการหมักสุรา สื่อถึงความสนุกสนาน

            เทพบิชามอน เทพแห่งทรัพย์สมบัติ ความดีและความสงบสุข

            เทพโฮเตอิ เทพแห่งความสุขและความรู้จักพอ 

    คล้ายกับเรื่องราชันเวทเทพองเมียว ที่คุณอ่าน