ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

    บทที่ 29

    บทที่ 29


    “คงเข้าใจแล้วนะ นี่ค่าจ้าง” อีอันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


    “ไม่สิ…คือว่า…บ้าเอ้ย…”


    มิเกลหายใจหอบถี่


    แค่เหรียญทองธรรมดาก็ถือเป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว แต่นี่คือเหรียญทองจักรวรรดิที่มีค่าเป็นสองเท่า และยังเป็นสกุลเงินหลักที่มีปริมาณทองคำสูงและไม่สามารถปลอมแปลงได้


    อีอันพูดในขณะที่มิเกลยังจ้องไปที่เหรียญทอง 


    “ทำไมเหรอ ไม่ถูกใจเหรียญนี่หรือไง”


    “มะ…ไม่ใช่ขอรับ!” มิเกลรีบกำมันไว้ทันที 


    ขณะเดียวกันอีอันก็ยิ้มมุมปาก 


    แล้วมิเกลก็มองไปทางอื่นอย่างเคอะเขินและพูดต่อว่า “มันมีมูลค่าสูงเกินกว่าจะจ้างข้าเป็นคนนำทาง”


    “มันเป็นค่าชีวิตเจ้า ก็ต้องประมาณนั้นแหละ”


    แม้ว่าจะเป็นคำตอบที่เย็นชา แต่มิเกลกลับทำหน้าหวาดกลัวบางอย่าง


    “นั่นหมายความว่ามันอันตรายมาก ไม่ก็ต้องเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อไปให้ถึงภายในเวลาที่กำหนดใช่ไหม?”


    “ไม่รู้สิ…” เสียงของอีอันเบาลง


    ในขณะที่มิเกลกำลังกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่


    “ถ้าไม่มั่นใจก็เอาคืนมา ถ้าเจ้าคืนตอนนี้ข้าจะรับเอาไว้” อีอันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ


    มิเกลแบมือออกด้วยสีหน้าที่สับสนในตัวเอง แสงสีทองดูสะดุดตา เสียงกระซิบด้านบวกยังคงดังอยู่ในหัวของเขา


    ใช่แล้ว อย่างมากก็แค่ 5 วันเอง ทหารรับจ้างและอัศวินก็มีความสามารถที่ยอดเยี่ยม แค่พาพวกเขาเข้าไปในป่าแค่นี้เอง อีกอย่าง นี่มันเหรียญทองจักรวรรดิเลยนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่พลาดโอกาสแบบนี้ ใช่ไหมล่ะ?


    “…ตกลง ข้าจะนำทางให้ท่านเป็นเวลา 5 วัน”


    และแล้วมิเกลก็ยัดเหรียญทองเข้าไปในอกเสื้อของเขา


    มีรอยยิ้มเกิดขึ้นที่มุมปากของอีอัน


    “เจ้าตัดสินใจได้ดี”


    เขามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ามิเกลจะยอมทำตามคำขอ อย่างที่เขาบอก เงินนี้เป็นเงินจำนวนมากเกินไปสำหรับการจ้างคนนำทาง ไหนจะยังเสียเพื่อนร่วมงานทั้งหมดและยังได้ค่าจ้าง


    นี่เป็นการหลอกล่อที่ไม่อาจปฏิเสธ แน่นอนว่ายังมีเหตุผลอื่นที่อีอันยื่นข้อเสนอที่ดีเช่นนี้ให้


    ‘กำลังต้องการใครสักคนมาช่วยแก้ปัญหานี้พอดีเลย’


    เขาวางแผนที่จะไปป่าสุสานกับเมฟตั้งแต่แรก มิเกลดูเหมาะกับบทบาทตัวประกันมากเมื่อถึงตอนนั้น แค่ได้กลิ่นเงินนิดหน่อยก็ไม่สามารถต้านทานสิ่งล่อใจได้เหมือนในตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะโยนหินถามทางไป


    นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะความเชื่อเรื่องโชคลาง อีกฝ่ายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบพอที่จะทำตามคำขอที่ไม่มีพยานแล้วฝังเพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิต ถือว่าได้โชคสองชั้น


    ‘ไม่จำเป็นต้องต่อล้อต่อเถียงกันเพราะได้ผลประโยชน์ทั้งคู่’


    อีอันกำลังคิดและยิ้มอยู่ จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาจึงหันไปมอง ฟิลลิปมองเขาด้วยสีหน้าไม่ชอบใจแปลก ๆ


    “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง?”


    “…ไม่มีอะไรขอรับ ข้าแค่ประทับใจกับการใช้เงินอย่างสบายใจของท่านเท่านั้นเองขอรับ”


    “อ้อ…”


    เดี๋ยวนี้เจ้านี่รู้จักประชดด้วยนะเนี่ย อีอันชื่มชมได้ครู่นึงก็ต้องขมวดคิ้ว


    “ใช่ เป็นการติในทางที่ดีเลยนะ ฟิลลิป” อีอันเม้มปากหันไปมองที่เมฟอีกครั้ง “เซอร์ ท่านติดหนี้ข้าหนึ่งเหรียญทอง”


    หลังจากนั้นดวงตาของฟิลลิปก็เบิกโพลงขึ้น


    “พวกเราติดหนี้นายท่านอย่างนั้นหรือ”


    “เพราะข้าจ่ายแทนนายท่านของเจ้าไปแล้วไง ไม่งั้นทำไมข้าต้องจ้างเขาล่ะ?”


    “ลูโซลาร์ช่วย…” ฟิลลิปกุมหน้าผากพูดต่อพลางถอนหายใจ “นายท่านนี่สุด ๆ แล้วเท่าที่ข้าเคยเห็นมา…”


    “พอได้แล้ว เขาพูดถูกฟิลลิป” เมฟพูดตัดบท เธอหันไปมองอีอันแล้วพูดต่อ “อีอัน ข้าจะจ่ายหนี้ให้หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นนะ”


    อีอันพยักหน้าขณะมองฟิลลิปที่หลับตาแน่น “เข้าใจแล้ว”


    สายตาของเมฟหันกลับไปหามิเกลอย่างเป็นธรรมชาติ


    “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ให้สมกับที่จ้างนะ มิเกล”


    “…แน่นอนอยู่แล้ว นายท่าน”


    มิเกลพยักหน้าตามน้ำเสียงที่เคร่งขรึมของเธอ


    ในระหว่างนั้น มิเกลเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นก็เพราะตระหนักว่าตอนนี้ไม่สามารถลังเลได้อีกต่อไปแล้ว เขากลอกตาไปมา ในที่สุดก็ทนไม่ได้และเอ่ยปากพูด


    “ตะ…แต่ว่า ทำไมถึงจะไปป่าสุสานล่ะ มีข่าวลือว่าที่นั่นเป็นป่าที่ถูกสาป หากเข้าไปก็จะไม่ได้ออกมาอีก”


    “นั่นแหละ เหตุผลที่จะไป” อีอันกัดชิ้นเนื้อแล้วพูดออกมา


    มิเกลพูดอย่างฝืนใจ “คิดว่ามีอะไรอยู่ในนั้นอย่างงั้นเหรอ…”


    “หวังว่าจะมีนักเวทดำอยู่นะ”


    หว่างคิ้วของมิเกลขมวดเข้าหากัน “นักเวทดำเหรอ? แต่ที่นี่เป็นย่านที่แทบจะไม่เห็นนักเวทเลย แล้วก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีพวกนักเวทซ่อนอยู่…”


    “เจ้าแค่ไม่เคยได้ยินข่าวลือ มีอยู่จริง ๆ”


    “ท่านแน่ใจได้ยังไง?”


    ไอ้นี่ สงสัยเยอะจัง


    อีอันรู้สึกไม่พอใจจึงหันไปมองเขา


    “เพราะฉันเคยเจอมันแล้ว”


    “เคยเจอ...ด้วยตัวเองงั้นเหรอ?”


    “เพราะข้าได้ฆ่าพวกของมันไปแล้ว แถมยังได้ฆ่าร่างโคลนของมันอีกด้วย มันต้องอาฆาตแค้นอยู่แล้ว”


    ขณะที่สีหน้ามิเกลซีดลง อีอันก็พูดต่อ “แม้แต่คนขี่ม้าไร้หัวก็เป็นลูกสมุนของมัน เจ้าแค่ดวงซวยมาพัวพันกับเรื่องนี้”


    “…แล้วต่อไปก็จะมีการต่อสู้แบบนี้อีกเหรอ”


    อีอันยักไหล่


    “ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะพาพวกเราไปป่าสุสานได้เร็วแค่ไหน”


    “เอ่อ…” มิเกลอ้าปากค้าง


    “มันคือผู้ที่จะทำให้อาณาจักรเข้าสู่ความโกลาหล” เมฟพูดต่อขณะจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังตัวแข็งทื่อ “การตามหาและจัดการมันคือเป้าหมายในการเดินทางของพวกเรา”


    “พูดกันตามตรง ต้องจัดการให้เสร็จก่อนไปถึงปราสาท นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหน้าที่ของเจ้าถึงสำคัญ มิเกล” ฟิลลิปเอ่ยขึ้น


    รูม่านตาของมิเกลที่สั่นราวกับแผ่นดินไหวหันกลับไปมองคณะอีกครั้ง แม้จะไม่ถึงขั้นที่รู้สึกว่าเป็นความจริง อย่างน้อยก็เข้าใจดีว่าได้ก้าวเข้าสู่สิ่งที่อันตรายและสำคัญอย่างมากแล้ว


    “เวรแล้ว…โดนเข้าเต็ม ๆ”


    ในที่สุดมิเกลก็ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าความอยากอาหารลดลงหรือเปล่า เผลอแปปเดียวไม้เสียบอาหารก็ตกลงพื้นเสียแล้ว


    อีอันหัวเราะ


    “เจ้าถูกจ้างมาเป็นคนนำทาง ไม่ต้องห่วงเรื่องการต่อสู้ เจ้าแค่ทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ก็พอ” เขาโยนไม้เสียบอาหารเปล่าลงไปในเปลวไฟแล้วนอนลงบนพื้นและพูดต่อ “ถ้าทำตามนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”


    “…”


    คำพูดที่เปล่งออกมาเรียบนิ่ง แต่ก็ทำให้มิเกลตัวแข็งทื่อได้ทันที หากไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง จะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมาไกลถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะหนีหรือยกเลิกสัญญาได้


    “…เข้าใจแล้ว” มิเกลตอบพลางหยิบไม้เสียบขึ้นมาอีกครั้ง


    แม้จะไม่อยากอาหาร แต่ก็ต้องเติมพลังให้เพียงพอ เพื่อที่จะพาพวกเขาไปยังป่าสุสานได้เร็วขึ้นอย่างน้อยสักหนึ่งชั่วโมง ในความคิดของเขา นั่นเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะเอาชีวิตรอดได้หลังจากทำภารกิจเสร็จสิ้น ดังนั้นตั้งแต่วันรุ่งขึ้นมิเกลนักล่าสัตว์ได้ถือกำเนิดใหม่เป็นคนนำทาง


    “ไปกันเถอะ ข้าจะนำไปเอง!”


    เขาพูดออกมาอย่างจริงจัง



    ***



    ภายใต้ท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกดินที่มีเมฆครึ้มปกคลุม คณะเดินทางเริ่มเข้าสู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่เพาะปลูกชำเลืองมองพวกเขา ซึ่งปกติแล้วเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก บางคนถึงกับหยุดทำงานและจ้องมองมายังพวกเขา เพราะอัศวินที่อยู่ตรงกลางนั่นเอง ชุดเกราะที่เปล่งประกายนั้นหาชมได้ยาก


    “โอ๊ะ คนนั้น…?”


    บางคนจำชายฉกรรจ์มีหนวดที่เดินนำหน้าได้


    มิเกล ทหารรับจ้างที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า มีลูกน้องติดตาม เขาเป็นคนที่ขอเหล้าและเนื้อกิน แถมยังคุยโม้โอ้อวดกับผู้ใหญ่บ้าน


    แต่มิเกลในตอนนี้ห่างไกลจากสภาพของทหารรับจ้างผู้น่ากลัวที่ชาวบ้านจำได้


    “เรามาถึงก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เร็วกว่าที่เราคิดไว้หนึ่งชั่วโมง”


    อีกฝ่ายเป็นเพียงคนนำทางที่พูดมาก


    อีอันฟังเขาที่พูดโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจและหันไปมองรอบ ๆ ทิวทัศน์ของหมู่บ้านที่มีรั้วไม้กั้นอยู่เป็นหย่อม ๆ 

    คล้ายกับเรื่องผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี ที่คุณอ่าน