ตอนที่สามสิบแปด นามธรรม abstraction
“ผู้ใดไม่มีขีดจำกัด ผู้นั้นย่อมทำได้ทุกอย่าง
ผู้ใดที่ทำได้ทุกอย่าง ผู้นั้นย่อมได้ครองแผ่นดิน
เมื่อบ้านแตกสาแหรกขาด จึงกำเนิดบุตรกตัญญู
เมื่อบ้านเมืองทุกเข็ญ จึงกำเนิดเหล่าตงฉิน”
เหลาจื้อ
“แผ่นดินที่ต้องการวีรบุรุษคือดินแดนที่ทุกข์ทม shithole country เท่านั้นที่ต้องการวีรบุรุษ ”
นักเล่นเกมส์โรลเพลย์
ผมเปรียบเทียบตนเองกับอัจฉริยะในประวัติศาสตร์และได้รับรู้ว่าตนเองสู้คนเหล่านั้นไม่ได้
มันมีบางอย่างที่แตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดา
ไม่ใช่เพียงแค่ความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่คือความเชื่อมั่นที่เหนือธรรมดาและการมองโลกที่ต่างไปจากคนธรรมดาของอัจฉริยะ
หากเขาคิดเหมือนคนธรรมดาพวกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา
มันคือสัจธรรมของชีวิต
ดังนั้นผมจะไม่คิดว่าจะแข่งกับพวกอัจฉริยะเลยแม้แต่น้อย
แต่เราจะเอาชนะอัจฉริยะนั้นได้อย่างไร?
คำตอบก็ทั้งง่ายและยาก
เอาอัจฉริยะจัดการกับอัจฉริยะ
แบบเดียวกับที่จักรพรรดิเฉียนหลงเพื่อจัดการกับยอดฝีมือของยุทธจักร ก็ต้องไปอัญเชิญยอดฝีมือของยุทธจักรมาจัดการกับยอดฝีมือที่เป็นศัตรู
แบบเดียวกับที่อู๋ซันกุ้ยพยายามจะเอายอดฝีมือยุทธจักรมาพัวพันแม่ชีแขนเดียว
หรือมุก” ฝ่ายมารได้รวบรวมยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นในยุทธภพเพื่อจัดการกับพระเอกนางเอก”นั่นเอง
ผมก็คิดคล้ายๆกันกับตัวร้ายพวกนั้นนั่นล่ะ
แค่ต่างไปนิดหน่อยในเรื่องวิธีการ
จะจัดการกับอัจฉริยะในแผ่นดิน
ผมก็ต้องเอาแนวคิดของอัจฉริยะในแผ่นดินมาปฏิบัติตาม
แนวความคิดคือสิ่งที่สำคัญมาก มันดูเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้และเลื่อนลอย
แต่คำกล่าวคำหนึ่ง แนวคิดแนวหนึ่งสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ของทั้งแผ่นดินได้
ไม่อย่างนั้น ซีไอเอคงไม่ทุ่มเทเรื่องการกำจัดคอมมิวนิสม์ในมหาวิทยาลัยและแวดวงการศึกษาหรือสายลับที่อยู่ในโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขาในช่วงสงครามเย็น
อาจจะทำให้คนรู้สึกแปลกๆสักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า อุดมการณ์นั้นสำคัญ
Dogma ความเชื่อพื้นฐานคือกลไกที่สังคมวางรากฐานเอาไว้บนแนวคิดความเชื่อเช่นนั้น
มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เหล่าแวดวงนักศึกษาเชื่อเรื่องคอมมิวนิสม์จริงๆในแง่ของการที่ให้ข้อมูลในช่วงสงครามเย็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์
ถ้าหากคนเชื่อแค่เรื่องเงินซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ โลกคงไม่ได้เป็นแบบนี้แล้ว
สิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริงโดยเฉพาะโลกแบบนี้
ที่ผมต้องทำใจให้เข้ากับสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้นจึงจะพอตีความได้ดีขึ้นบ้าง
หากจะตีความเคล็ดวิชาได้ดีแบบอี้จิง ก็ต้องคิดแบบอี้จิง
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัลฟ่าโกะ สมองกลในการก่อสร้าง การเรียนรู้นั้นเริ่มมาจากการให้ฝึกทำตามแบบของผู้เล่นโกะมืออาชีพ
ผมก็พยายามจะทำตามอย่างนั้นบ้างโดยค่อยๆสอบถามอี้จิง เก็บข้อมูลต่างๆ ว่เธอมีแนวความคิดอย่างไร
“ความรู้สึก” หรือ”สังหรณ์” ทางวิทยาศาสตร์คือการที่ร่างกายเราสรุปข้อมูลด้วยความรวดเร็วและการให้เหตุผล มาที่หลังเพื่ออธิบายความไม่สบายใจนั้น
มาในโลกนี้ “สังหรณ์” อาจจะหมายถึง การมองเห็นอนาคตจริงๆแบบที่หมอดูทำนายไว้
เรื่องทำนองนี้มักจะบอกว่า
“ทำไมต้องหลงเชื่อหมอดูด้วย คนโง่งมงาย”
ก็อาจจะจริง แต่หากมันเป็นศาสตร์ที่เป็นข้อเทจริงพิสูจน์ได้
ไบเบิ้ลคงจะจบอีกอย่างหากโนอาไม่เชื่อนิมิตที่พระเจ้าให้ว่าน้ำจะท่วมโลก
ในโลกแห่งความเป็นจริงผมก็อาจจะมองเช่นนั้น มีใครมาบอกว่าให้ทิ้งงานการทุกอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ และสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นมาและเก็บสัตว์ประเภทต่างๆอย่างละคู่
แค่พยายามจะรวบรวมคู่ยีราฟ คนก็คงหาว่าเราเป็นคนบ้าและโดนข้อหาครองครองสัตว์สงวน
แต่หากคำทำนายเป็นจริง วันล้างโลกมาถึงจริงๆ
เราจะตำหนิว่าพวกเขาบ้าหรือเปล่า?
ดังนั้นผมพยายามจะเปิดใจให้กว้างและลองเลียนแบบแนวความคิดของอี้จิงดู
ทั้ง
“ความรู้สึก” “สังหรณ์” “ความเคยชิน”
ผมพยายามเก็บข้อมูลไว้ในตอนที่เธอตีความคัมภีร์เคล็ดวิชา
นิสัยและความเคยชินของเธอในการต่อสู้
นับว่าเปิดหูเปิดตาผมอย่างมาก
อยากทำได้อย่างอัจฉริยะ เราก็ต้องคิดไปในแนวทางเดียวกับอัจฉริยะ
แน่นอน ผมยังไม่สามารถมองได้ออกทั้งหมด แต่นั่นคือสิ่งที่ผมค่อยๆศึกษาไปอยู่
การตีความเคล็ดวิชา แนวคิดการต่อสู้
ที่ต้องอาศัยโจทย์ปัญหาในความเป็นจริงและตัวอย่างจำนวนมากในการเก็บข้อมูล แต่ก็ทำให้ผมได้ภาพคร่าวๆเกี่ยวกับ”แนวทาง”ของอัจฉริยะอย่างอี้จิง
ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็พอมีแนวทางที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม
ซึ่งผมก็ได้แนวคิดจากอี้จิงนั่นล่ะ ในการที่สามารถก้าวเข้าสู่คุรุยุทธได้
ว่าแนวทางของโลกนี้”นามธรรม” “พลังใจ” นั้นมีผลกระทบต่อโลกทางวัตถุจริงๆ
ว่าไปแล้วเรื่องนี้ผมก็สังเกตมาพอสมควรแล้ว แต่พึ่งเริ่มทำใจรับได้มากขึ้นก็ตอนที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านไปสู่คุรุยุทธนี่ล่ะ
ว่ามันไม่มีช่องว่างให้แก่ความลังเลสงสัยในการฝึกยุทธ
ผู้บ่มเพาะพลังมีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยหนทางของตนเองเท่านั้น
“นามธรรม”และอุดมการณ์มีผลในโลกนี้แบบเห็นเด่ชัดมากกว่าโลกปัจจุบัน
ด้วยสมองของผมที่พัฒนาขึ้นสังเกต”รูปแบบ” Pattern recognition ออกมาได้ว่า
หากหมัดเสือมีรูปแบบของปราณเสือ พฤติกรรมคล้ายเสือ
หมัดวานรพฤติกรรมแบบวานรอยู่นิ่งไม่เป็น
คนฝึกธาตุไฟอารมณ์ร้อนแรง
คนฝึกธาตุน้ำแข็งจิตใจเยียบเย็น
ก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เข้าใจเพราะต้องการได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน
แต่เมื่อพบกับ”รูปแบบ”และ”นามธรรม”ที่เกี่ยวข้องกัน
ผมก็เพียงแค่ปรับปรุงวิธีการแต่เป้าหมายยังเหมือนเดิม เมื่อมีข้อเท็จจริงและข้อสมมติฐานใหม่เข้ามา ก็แค่พยายามทดลองต่อไปเท่านั้นเอง
เอาสมมติฐานที่พิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง สังเกตข้อผิดพลาด ตั้งสมมติฐานใหม่ เวียนซ้ำเรื่อยๆ
ที่ผมสร้างเม็ดพลังจินตันได้ก็เพราะคิดแบบนี้นั่นเอง
ก่อนหน้านั้นใช้เวลาตั้งนานก็เพราะพยายามคิดในแบบนามธรรมให้มากขึ้นก็สำเร็จได้โดยง่ายดายกว่าที่คิด
คิดแบบในภาพนามธรรม ที่มีผลโดยรวมมากกว่าการคิดแบบแยกย่อยจุดเดียว
หรือว่านี่คือผลจากมสมองที่ฉลาดขึ้นของผมในการหาจุดเชื่อมโยงและความแตกต่างในความคิดระหว่างผมกับอี้จิงได้ในที่สุด
แต่เมื่อข้ามเขาลูกหนึ่งได้ก็ยังเหลือเขาอีกหลายลูกให้ปีนขึ้นไป มันคือหนทางที่ยาวไกลในการฝึกวิชา
ของผมก็เรียบง่ายสร้างในรูปแบบของดวงอาทิตย์ ที่ครอบคลุมลัญลักษณ์ของธาตุหยางและการเติบโตต่างๆ
ได้ทั้งในรูปแบบของรูปธรรมและนามธรรม
การที่แต่ละคนเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับแก่นกลางหรือแนววิชาของตนเอง เป็นเรื่องที่ผมจะพยายามศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ผมเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดนักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนเป็นนักปลอมแปลงงานศิลปะ
ที่ต้องแสวงหาจุดมุ่งหมาย ของภาพวาดนั้นแล้วปลอมภาพงานศิลปะนั้นขึ้นมา
“ผมไม่ได้ปลอมแปลง แต่สร้างของจริงขึ้นมาอีกอันหนึ่ง” อสูรผมแดงที่ทำหน้าที่ปลอมภาพเขียนและงานศิลปะกล่าว
ไม่น่าเชื่อที่นักปลอมแปลงสองคน พูดจาคล้ายๆกันในเรื่องของการ”สร้างของจริงขึ้นมาอีกอันหนึ่ง”
เมื่อผมไม่ใช่อัจฉริยะ ผมก็ต้องปลอมตัวให้เหมือนอัจฉริยะไว้ก่อน
เมื่อไม่ใช่วีรบุรุษก็ต้องปลอมตัวให้เหมือนวีรบุรุษ
แก่นพลังของอี้จิงมีลักษณะนามธรรมเหมือนบ่อน้ำสำน้ำเงินไร้ก้นบึ้ง
สมองของผมไม่สามารถวัดค่าอะไรที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ ตอนแรกทำให้ความเข้าใจได้ยากแม้อี้จิงจะอธิบายเป็นคำพูดก็ตาม
แต่ตอนหลังผมเริ่มเปิดใจได้จากแนวคิดของเดคิซึงิที่บอกกับโนบิตะ
ว่าตอนแรกวิทยาศาสตร์ที่จริงคือการศึกษาธรรมชาติ
“นามธรรม” “รูปแบบ”ต่างๆคือ สิ่งที่นักปรัชญากรีก อธิบายถึงสิ่งต่างๆในโลกเช่นกัน
ไม่ใช่หลักที่แปลกใหม่แต่ประการใดในช่วงเริ่มต้นนของหลักการวิทยาศาสตร์
แค่เราย้อนกลับไปพื้นฐานดั้งเดิมและการถ่ายพลังช่วยจากอี้จิงที่บรรลุขั้นคุรุยุทธมาก่อน ก็ทำให้ผมสามารถสร้างดวงอาทิตย์
สัญลักษณ์ของธาตุหยาง แสงสว่าง ความดีและความงอกงามมาเป็น”รูปแบบ”ของเมฤดจินตันของผมได้ในที่สุด
จากแนวความคิดที่แน่นอนในการที่วัดได้ ที่ใช้มาตั้งแต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่
การฝึกบ่มเพาะพลังต้องย้อนกลับไปในรูปแบบของปรัชญาและนามธรรมมากขึ้น
โลกใบนี้เหมือนกับภาพสะท้อนในผนังถ้ำที่คนมีพลังมากพอสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่แน่นอนของโลกได้
กฎวิทยาศาสตร์ทั่วไปมีไว้เหมือนกับเป็นข้อแนะนำ ไม่ใช่กฎที่แน่นอนตายตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังเต๋าของคนฝึกยุทธในโลกนี้
แต่พลังนั้นมีข้อจำกัดอยู่ในแง่ของรูปแบบและนามธรรม form and abstract
หากนามธรรมละแนวคิดสามารถเปลี่ยนโลกทางวัตถุได้จริง
นักวิทยาศาสตร์ก็เพียงแค่ต้องศึกษาต่อไปว่ามันมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเท่านั้นเอง
ก่อนเข้าสู่คุรุยุทธ ศึกษาจากอี้จิงและทดลองวิทยาศาสตร์
หลังเข้าสู่คุรุยุทธ ศึกษาจากอี้จิงและทดลองวิทยาศาสตร์