“กูอีก้า! เราต้องรีบอพยพชาวเมืองเดี๋ยวนี้!”
เฟรีสตะโกนสุดเสียง บนสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาจับจ้องไปยังอวกาศอันมืดมิด
ห่างจากดาวอีโนโนก้าไปไม่ไกลนัก หินอวกาศขนาดมหึมากำลังพุ่งตรงมาด้วยความเร็วราวจรวด มันใหญ่กว่าอุกกาบาตก้อนแรกที่เคยถล่มดาวแบบเทียบกันไม่ติด ถ้าเปรียบก้อนแรกเป็นลูกกอล์ฟก้อนหลังก็คงเป็นภูเขา
‘อุกกาบาตก้อนแรกคงเป็นแค่เศษเล็กๆ ที่แตกออกมาจากมัน’ เฟรีสสันนิษฐาน
ที่จริงแล้ว หินยักษ์ก้อนนี้ไม่ได้มีเส้นทางมุ่งมาที่ดาวอีโนโนก้าตั้งแต่แรก แต่ดันถูกหินอวกาศก้อนอื่นพุ่งชนซะจนเปลี่ยนทิศ ผลจากแรงกระแทกส่งให้มันพุ่งตรงมายังดาวดวงนี้ราวกับโชคชะตาเล่นตลก
ระหว่างเดินทางข้ามกาแล็กซี่มานานแสนนาน รอยแตกจากแรงปะทะครั้งแรกสุดก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใกล้ดาวอีโนโนก้าและฝ่าดงขยะอวกาศนับไม่ถ้วน ในที่สุดมันก็แตกออก
กล่าวได้ว่าอุกกาบาตก้อนที่ตกลงมาเป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของหินยักษ์เท่านั้น ภัยพิบัติที่แท้จริงคือก้อนที่เฟรีสกำลังมองมันอยู่ต่างหาก
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีซ่อนอยู่ ถ้าไม่มีอุกกาบาตลูกแรก เฟรีสและชาวดีโนก้าก็คงยังไม่รู้ตัวและเตรียมอพยพไม่ทัน
เมื่อเห็นสถานการณ์ย่ำแย่ เฟรีสจึงรีบควบคุมยานกระเบนดำพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงสู่พื้นดาวทันที
พอถึงผิวดาว เขาก็พบว่ามหาสมุทรทั้งผืนกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว หลังจากถูกอุกกาบาตลูกแรกพุ่งชน ดาวดวงนี้ก็เริ่มหลุดจากวงโคจรของดาวฤกษ์ที่เปรียบดังดวงอาทิตย์และอากาศก็เย็นขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แบล็คสติง วิเคราะห์จุดที่น้ำแข็งบางที่สุด แล้วใช้รูปแบบลงจอด 20E1”
[รับทราบครับ บอส!]
แซดดดดด
วูบเดียว ยานกระเบนดำก็ยิงลำแสงพลังงานร้อนจัดเจาะชั้นน้ำแข็งออกเป็นช่อง ก่อนจะพุ่งลงใต้น้ำไปอย่างรวดเร็ว
ห้านาทีต่อมา ยานก็ลงจอดที่ทางเข้าหมู่บ้านของชาวตัวกลม
เมื่อมาถึง เฟรีสและกูอีก้าพบว่าชาวเมืองนับหมื่นกำลังช่วยกันรวบรวมแร่ไลโนเมียมมากองไว้กลางหมู่บ้าน พวกเขานั่งล้อมรอบมันราวกับกำลังผิงไฟ
“มาแล้ว!” ชาวดีโนก้าคนหนึ่งตะโกนดีใจเมื่อเห็นเฟรีสและกูอีก้าเดินเข้ามา
“ผู้ใหญ่บ้าน รวบรวมผู้รอดชีวิตและเสบียงตามที่ผมสั่งไว้หรือยัง?” เฟรีสไม่เสียเวลา เขารีบถามผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เผ่าตัวกลมสีขาวซีดทันที
“เรียบร้อยแล้ว” หัวหน้าเผ่าตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้หลับตาเลย
“ดี เริ่มทำการอพยพได้ หินยักษ์อีกลูกกำลังมา”
เมื่อรู้ว่ามีอุกกาบาตอีกลูก ผู้ใหญ่บ้านก็ถึงกับตัวสั่น แค่ลูกแรกก็เกือบทำทั้งเผ่าพันธุ์สูญสิ้นแล้ว นี่ยังมีอีกหรือ?
พอตั้งสติได้ก็รีบว่ายน้ำไปสั่งการทันที เขาจะมัวอ่อนแอไม่ได้ อนาคตของชาวดีก้าขึ้นอยู่กับการอพยพครั้งนี้
หลังพูดกับผู้ใหญ่บ้านจบ เฟรีสก็พุ่งไปที่แพลเนทเกทและรีบกดสวิตช์เปิด
[ตื้ด… กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังตรวจสอบความพร้อมตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ 52/1.5 พลังงาน 100% ไฮเปอร์เราเตอร์….คอนเน็ค ไฮเปอร์ซิกแนล….สมบูรณ์ ปลายทาง....ดาวเอิร์ทเทร่า พิกัด EATH41EC3T ปริมาณรังสี….ปลอดภัย ระดับออกซิเจน…….ฯ]
“พอได้แล้วโว้ย! เปิดเลย!” เฟรีสตะคอกด้วยความหงุดหงิด
[ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ เนื่องจากคำสั่งของท่านผิดข้อบังคับมาตรฐานความปลอดตามประมวลกฎหมายประตูมิติแห่งสหพันธ์กาแลกซี่ มาตรา 5232 วรรค 13 วงเล็บ 12 ซึ่งกำหนดให้บุคคลต้อง.....]
กริ๊ก!
เฟรีสไม่ทนอีกต่อไป เขาปิดระบบอัตโนมัติและเปลี่ยนไปควบคุมแบบแมนนวลแทน ตอนสร้างมันเขาดันวางระบบการรักษาความความปลอดภัยไว้หลายชั้นเพื่อป้องกันพวกเด็กๆ ตัวกลมแอบมาป่วน คิดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์ฉุกละหุกแบบนี้
วู้มมม!
หลังจากเซ็ทคำสั่งสุดท้ายเสร็จ ประตูวงแหวนก็สว่างวาบไปด้วยแสงสีน้ำเงินเข้ม พอแสงจางลงภาพปลายทางก็ปรากฏขึ้น
“เริ่มอพยพได้!” เฟรีสตะโกนผ่านลำโพงในชุดสูท
ชาวดีโนก้าต่างฮือฮาด้วยความดีใจ ในที่สุดก็จะได้หนีไปจากนรกแห่งนี้สักที เด็กๆ พากัน หยุดร้องไห้ ผู้ที่ถอดใจไปแล้วต่างก็ลุกขึ้นช่วยขนเสบียง ไฟแห่งความหวังได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
“กูอีก้า นายข้ามไปก่อนเลย คอยดูแลคนที่ฝั่งโน้นด้วย” เฟรีสสั่งเพื่อนตัวกลม
"ผู้ใหญ่บ้าน จัดการแบ่งผู้อพยพออกเป็นกลุ่มๆ ให้คนที่แข็งแรงพาเด็กๆ และคนป่วยเข้าไปก่อน"
ห้าชั่วโมงต่อมา
ชาวดีโนก้ากว่า 20,000 ตน ก็ได้ข้ามไปยังอีกฝั่งเรียบร้อย ยังเหลืออีก 10,000 ตนที่ยังคงรออพยพ
จากคำบอกของกูอีก้า ชาวตัวกลมเคยมีประชากรถึงหนึ่งร้อยล้าน แต่ตอนนี้เหลือเพียงแค่ 30,000 ตน เมื่อครั้งที่อุกกาบาตลูกแรกตก เพียงชั่วพริบตาแรงระเบิดของมันก็ได้คร่าชีวิตชาวดีโนก้าไปถึง 70%
แต่นั่นยังไม่ใช่หายนะที่น่าสะพรึงที่สุด ภายหลังการพุ่งชน ไม่กี่นาทีต่อมามวลความร้อนจากสสารปริศนาในอุกกาบาตก็ได้ทำให้ผืนน้ำรอบๆ เดือด คลื่นความร้อนได้แผ่กระจายไปทั่วท้องทะเล และมันก็คร่าชีวิตชาวดีโนก้าไปอีกถึง 20%
หายนะยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น วันต่อมาดาวดวงนี้ก็ได้เบี่ยงออกจากวงโคจรสมบูรณ์ บรรยากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ น้ำในมหาสมุทรเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งไล่จากด้านบนลงมา
สัตว์ร้ายที่แต่เดิมเคยอาศัยหากินอยู่บริเวณผิวน้ำก็ลี้ภัยความหนาวลงมาลึกขึ้น พวกมันต่างพากันว่ายไปยังจุดที่อุ่นที่สุดตามสัญชาติญาณ
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักเป็นที่อยู่อาศัยของชาวดีโนก้า เพราะพวกเขามักผสมแร่ไลโนเมียมเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างด้วย
ชาวตัวกลมหลายคนที่รอดชีวิตจากสองระลอกแรกมาได้ กลับต้องมาตายลงเพราะถูกสัตว์ร้ายที่หิวโหยจู่โจมอย่างไร้ทางสู้
สุดท้ายก็เหลือผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายเพียง 30,000 ตน ซึ่งก็คือกลุ่มที่เฟรีสกำลังช่วยเหลืออยู่นั่นเอง
"นั่นมันอะไร!?"
ระหว่างที่กำลังช่วยชาวเมืองอพยพ เฟรีสก็เห็นเงาดำทะมึนแผ่ขยายจากด้านบนลงมา ผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ข้างๆ มองตามแล้วก็ถึงกับหน้าซีดตัวสั่น
“ดีโนการาก้า! มันคงตามความร้อนมา!” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ตะโกน สีหน้าแสดงความหวาดกลัวสุดขีด แร่ไลโนเมียมที่ชาวเมืองนำมากองไว้กลางหมู่บ้านได้ทำให้ผืนน้ำรอบอุ่นกว่าบริเวณอื่นหลายเท่า จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดสัตว์ร้ายเข้ามา
“ผลกีก้ายังเหลืออีกครึ่งที่ยังขนไม่หมด ถ้าไม่มีมัน พวกเราฝั่งนั้นแย่แน่” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยกับเฟรีสด้วยความกังวล
ถึงชาวดีโนก้าจะมีวิธีเร่งการเจริญเติบโตของต้นเรดไชน์ด้วยปุ๋ยชนิดพิเศษ (มันคืออุจจาระของพวกตัวกลม) แต่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน ผลเรดไชน์ที่เหลือจึงสำคัญที่สุด ถ้าหมดก่อนสามเดือนคงเกิดการล้มตายขึ้น
“ฝั่งนั้นมีเครื่องทำความร้อนแล้ว ขนแค่ผลกีก้าไป แร่ไลโนเมียมทิ้งไว้ที่นี่” เฟรีสรีบพูด ขณะจ้องมองดวงตาสีเหลืองนับพันที่เรืองแสงในความมืด
“ไม่ทันแล้ว! ผมจะยื้อมันไว้ พวกคุณรีบเร็วเข้า!” เฟรีสกัดฟันพูดพร้อมกับเปิดเกราะชุดสูท จากนั้นก็ว่ายน้ำพุ่งขึ้นไปเผชิญหน้ากับเงาดำทะมึนที่ใกล้เข้ามา
"นี่มัน!" เขาถึงกับอุทาน เมื่อเข้ามาใกล้ ในที่สุดก็เห็นตัวมันชัดๆ ร่างแบนกลมเหมือนจานยักษ์สีดำสนิท มันมีขนาดใหญ่กว่าทั้งหมู่บ้านเสียอีก ตลอดทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยดวงตานับพันๆ ดวง
มีเพียงใต้ท้องตรงกลางเท่านั้นที่ไม่มีตา นั่นก็เพราะว่ามันคือปากขนาดยักษ์นั่นเอง ภายในเต็มไปด้วยเขี้ยวคมกริบชวนน่าสะพรึง เฟรีสยังเห็นซากชาวตัวกลมหลายตนติดอยู่ในนั้นด้วย
“เปิดโหมดต่อสู้” เขาสั่งชุดสูท ปืนพลังงานผุดขึ้นบนไหล่และแขนทั้งสองข้าง
แซดดด
เมื่ออาวุธพร้อม ปืนทั้งหมดก็ถูกยิงออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะเล็ง
ฉัวะ
ลำแสงสีแดงหลายเส้นเจาะกลางตัวเจ้าสัตว์ร้ายเข้าอย่างจังจนเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ เลือดสีม่วงกระจายทั่วท้องน้ำ
เจ้าจานยักษ์ดูเหมือนชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็แค่นั้น ไม่กี่วินาทีต่อมาบริเวณแผลของมันก็มีฟองสีเหลืองผุดขึ้น เนื้อที่แหว่งเป็นรูเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ด้วยความรวดเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
เพียงไม่ถึงสามสิบวินาทีมันก็กลับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น….นอกจากอาการที่ดูเหมือนจะโกรธจัด ซึ่งดูได้จากตาของมันที่เปลี่ยนจากเหลืองซีดเป็นแดงเข้ม
“มันเป็นตัวบ้าอะไรฟะ” เฟรีสสบถ เขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่ฟื้นฟูตัวเร็วขนาดนี้มาก่อน
‘ปืนของฉันดูเหมือนจะเบาไป คงต้องใช้เจ้าแบล็คสติง’ เขาคิด ถ้าเป็นไปได้เฟรีสก็ไม่อยากนำยานกระเบนดำมาต่อสู้มากนัก เพราะมันเป็นแค่ยานสำรวจแบบเฉพาะกิจไม่ใช่ยานรบ อาวุธทุกชนิดของมันจะดึงพลังงานหลักจากบริเวณท้ายยานมาใช้
ต่างกับยานรบแบบเต็มขั้นที่อาวุธส่วนใหญ่จะมีแบตเตอรี่และคลังแสงแยกออกมา อธิบายง่ายๆ คือในสถานการณ์ปัจจุบันจะยิงปืนใหญ่ของยานได้แค่สองครั้งเท่านั้น ถ้ามากไปกว่านี้พลังงานก็จะหมดลง และเฟรีสก็ต้องทิ้งมันไว้ที่นี่พร้อมๆ กับดวงดาวที่กำลังจะตาย
หากรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์บ้าๆ นี้ เขาก็คงแกะเครื่องต้านแรงโน้มถ่วงของสถาบันมาติดให้เจ้ายานนี่ไปแล้ว เพราะอย่างน้อยตอนเทคออฟขึ้นก็ไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก
ยานกระเบนดำถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเดินทางระยะยาวบนอวกาศ ถ้าขึ้นไปบนนั้นได้เรื่องปัญหาพลังงานก็จะหมดไป เนื่องจากมันสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก "สสารมืด" ที่มีอยู่มากมายบนอวกาศได้โดยตรง
“แบล็คสติง โหมดต่อสู้ เดี๋ยวนี้!”
[รับทราบ! โหมดต่อสู้พร้อม ปืนใหญ่อนุภาค standby!]
“ลอยขึ้น 30 เมตร ทำมุม 39 องศา ล็อกเป้า EU01 แล้วยิง!”
[ทำการล็อกเป้าเสร็จสิ้น เริ่มการยิงใน 3…2…1]
หางของยานกระเบนดำเริ่มยืดออกและชี้ไปทางเจ้าจานยักษ์ ปลายหางบานออกราวกับดอกไม้ผลิบาน จากนั้นลำแสงสีแดงเข้มก็ถูกปล่อยออกมา
แซ่ด!
ลำแสงร้อนจัดราวกับดาบเลเซอร์พุ่งแหวกท้องน้ำออกเป็นช่องพุ่งตรงไปยังเจ้าสัตว์ยักษ์ที่กำลังว่ายมาใกล้
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ
ยานกระเบนตวัดหางซ้ำไปซ้ำมา ทุกครั้งที่ตวัดก็มีชิ้นเนื้อน้อยใหญ่กระเด็นออกมา พริบตาเดียวท้องน้ำที่เคยใสบริสุทธิ์ก็เต็มไปด้วยเลือดสีม่วงกับเศษอวัยวะของสัตว์ประหลาดยักษ์
“จบสักที!” เฟรีสถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้ว เขาก็ถึงกับช็อกเมื่อเห็นเศษเนื้อชิ้นหนึ่งเริ่มขยับและมีระยางเล็กๆ ยื่นออกมา ระยางยาวยืดเริ่มเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนอื่นๆ เข้าด้วยกัน
“ไม่จริงน่า!” เฟรีสอุทาน
‘อาจต้องทิ้งแบล็คสติง’ เขาคิดด้วยหัวใจที่เจ็บปวด เมื่อเห็นความทนทายาทอันน่าเหลือเชื่อของสัตว์ร้ายตรงหน้า เฟรีสก็คิดว่าการเข้าแพลเนทเกทหนีไปคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่นั่นก็เป็นตัวเลือกสุดท้าย
“ผู้ใหญ่บ้าน เรียบร้อยหรือยัง?” เขารีบวิทยุถาม ระหว่างที่เจ้าสัตว์ร้ายกำลังฟื้นฟูร่าง
“เสบียงข้ามไปหมดแล้ว แต่ยังเหลืออีก 3,000 คน!” หัวหน้าเผ่าตอบเสียงสั่น
ชาวดีโนก้าทุกตนต่างรู้ดีว่าดีไวการาก้านั้นน่าสะพรึงขนาดไหน แม้จะพบได้ยากมาก แต่ทุกครั้งที่เจอก็มักจะถูกกลืนจนหายไปทั้งหมู่บ้าน มันคือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารบนดาวดวงนี้
“ยิงไปก็เปล่าประโยชน์ คงต้องตั้งรับ” เฟรีสพึมพำ
“แบล็คสติง ลอยลำลงให้ใกล้แพลเนทเกทมากที่สุด ปล่อยหุ่นอเนกประสงค์ออกมา 3 ใน 4!”
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
หุ่นกลมๆ เด้งออกมาจากยาน
“แบ่งเป็นสองชุด ชุดแรกกางบาเรียรูปแบบโดมรอบแพลเนทเกท ชุดสองเตรียมรอคำสั่ง”
ไม่กี่วินาทีต่อมาหุ่นชุดแรกก็เข้าประจำตำแหน่ง ลำตัวกลมๆ ของพวกมันเปิดออกเป็นแฉก แสงสีฟ้าเข้มพุ่งออกมาจากตรงกลางเชื่อมต่อเข้ากับหุ่นข้างๆ จนกลายเป็นโดมโปร่งแสง
‘คงกันไว้ได้ไม่นาน’ เฟรีสคิด หุ่นเหล่านี้ต่างก็มีแบตเตอรี่จำกัด ถ้าบาเรียแตกก็ต้องใช้พลังงานซ่อมทำให้สิ้นเปลืองเข้าไปอีก กรณีถ้าหมดก็ต้องไปชาร์จใหม่จากแบล็คสติงซึ่งก็เหลือพลังงานไม่มากแล้ว
“ผู้ใหญ่บ้าน เร็วเข้า! ยื้อได้แค่อีก 10 นาที เท่านั้น”
สามนาทีต่อมา ดวงตาสีแดงนับร้อยดวงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง….มันโกรธจัดและเริ่มคลุ้มคลั่ง
ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา มันไม่เคยต้องหลั่งเลือดเลยสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรงที่ถูกสัตว์ตัวเล็กราวหนอนแมลงทำให้เจ็บปวดจนแทบขาดใจ
เจ้าสัตว์ยักษ์เริ่มคลุมโดมสีฟ้าใสด้วยร่างยักษ์ ภายในโดมถูกความมืดมิดกลืนกินจนกระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือ โชคดีที่ชาวดีโนก้ามองเห็นในที่มืดได้ ไม่อย่างนั้นการอพยพคงต้องยุติลง
กริ๊ก!
ปากขนาดยักษ์เปิดออก ฟันแหลมๆ นับไม่ถ้วนกัดบาเรียเข้าอย่างจัง
เคร๊ง!
บาเรียแตกออกในการขย้ำแค่ครั้งเดียว แม้จะกันน้ำและหลายๆ อย่างได้แต่มันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสู้
“กางบาเรียใหม่!” เฟรีสรีบตะโกนสั่ง บาเรียชั้นใหม่เกิดขึ้นแทบจะทันที แต่โดมก็เล็กลงเรื่อยๆ ด้วย
กริ๊ก เคร๊ง กริ๊ก เคร๊ง
เจ้าจานยักษ์กัดอีกครั้งและบาเรียก็แตกออกและก็มีบาเรียชั้นใหม่ขึ้นมา เป็นเช่นนี้สลับกันต่อเนื่องไปอีกหลายนาที
เฟรีสได้สั่งให้หุ่นทั้งสองชุดคอยปฏิบัติงานสลับกัน พอชุดแรกพลังงานหมด ชุดสองก็มาเสริม ส่วนชุดแรกก็กลับไปชาร์จที่ยานกระเบนใหม่
“ถ้าลดอีกสองขีดคงต้องทิ้งมันแล้ว” เฟรีสพึมพำเบาๆ ถ้าพลังงานของแบล็คสติงเหลือน้อยเกินไปก็จะไม่สามารถบินขึ้นสู่อวกาศได้ เมื่อถึงตอนนั้นเขาคงต้องหนีเข้าแพลเน็ทเกทและทิ้งมันไว้ที่นี่
สองนาทีต่อมา
"หมดแล้ว! ข้ามไปหมดแล้ว" จากระยะห่าง 5 เมตร ผู้ใหญ่บ้านตะโกนสุดเสียง
"เข้าไปเลย" เฟรีสตอบกลับทันควัน
เมื่อร่างผู้ใหญ่บ้านเข้าแพลเน็ทเกทไปแล้ว เฟรีสก็กวาดสายตามองแบล็คสติงที่ลอยลำนิ่งอยู่ใกล้ๆ เกจพลังงานของมันกระพริบเตือนถี่ยิบ ตอนนี้ทางรอดเดียวของเขาคือเข้าแพลนเนทเกทเท่านั้น
“ขอโทษนะเจ้ากระเบน…”
เฟรีสเอ่ยเสียงเศร้าและลูบมันเบาๆ จากนั้นก็กดปุ่มเปิดระบบขับเคลื่อนของชุดสูทพุ่งเข้าหาประตูทรงวงแหวน
เคร๊ง! แคร่ก!
แต่ทันใดนั้นเอง เนื่องจากขนาดโดมที่เล็กลงอย่างต่อเนื่อง เขี้ยวของเจ้าจานยักษ์จึงกัดไปโดนส่วนบนของแพลเน็ทเกท
วงแหวนแตกกระจาย ภาพปลายทางดับลง
“ไม่นะ!” เฟรีสตะโกนอย่างสิ้นหวัง