“พลังของมันน่าทึ่งมาก! ฉันในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าสงป้าเทียนที่อยู่ในระดับเดียวกันหลายเท่า”
เซี่ยปิงหยิบหินที่พื้นขึ้นมาแล้วลองบีบดู ปรากฏว่ามันแตกอย่างง่ายดาย หลังจากทำต่อสองสามครั้ง มันก็กลายเป็นเศษหินไหลลอดออกมาจากหว่างนิ้ว
นอกจากนี้แล้ว เขายังรู้สึกว่ากายเนื้อมีความแข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัว ซึ่งเป็นผลจากการฝึกวิชาหยางบริสุทธิ์กับโอสถทองคำ ลักษณะผิวภายนอกของเซี่ยปิงคล้ายถูกเคลือบด้วยปราณสีทองและแข็งราวกับเพชร
อาจกล่าวได้ว่า ขอบเขตระดับนักสู้เป็นขอบเขตแห่งการขัดเกลาร่างกาย ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น
“ในที่สุดเราก็ขึ้นชื่อว่าเป็นนักสู้ขั้นห้า และด้วยผลลัพธ์นี้ แม้จะอยู่โรงเรียนก็ยังนับว่าโดดเด่นไม่น้อย”
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สงป้าใช้พลังของนักสู้ขั้นห้าครอบงำผู้คนในโรงเรียน ส่วนโจวไท่อันที่อยู่ในระดับนักสู้ขั้นหก ถูกยกให้เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ติดอยู่ในสิบอันดับแรกของโรงเรียน
หากให้ประเมินความแข็งแกร่งของตัวเขาในตอนนี้ เขาสามารถบดขยี้นักสู้ขั้นสี่ด้วยหมัดเดียว เอาชนะนักสู้ขั้นห้าได้อย่างไม่เปลืองแรง แม้แต่นักสู้ขั้นหกก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
ท่ามกลางกลุ่มคนจากองค์กรใต้ดินที่ไล่ล่าเขามีนักสู้ขั้นหกเพียงไม่กี่คน ดังนั้น หากเขาสามารถกำจัดพวกมันได้ การเดินทางกลับเมืองเทียนสุ่ยจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป
“แต่มันก็ค่อนข้างเสี่ยง ตราบใดที่อีกฝ่ายมีปืนเลเซอร์อยู่กับตัว ฉันอาจรับมือกับคนๆ เดียวได้ไม่ยาก แต่ถ้ามันยกโขยงกันมาทั้งกลุ่ม ชีวิตฉันคงบันเทิงน่าดู” เซี่ยปิงใคร่ครวญอย่างรอบคอบ แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น แต่เขาไม่ควรลำพองตนจนเกินไป
“ใช่แล้ว! ฉันมีตำราลับเนตรสวรรค์อยู่กับตัวไม่ใช่หรือไง ถ้าสามารถเรียนรู้ทักษะลับเล่มนี้ได้ ความแข็งแกร่งของฉันอาจเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายส่วน”
เมื่อคิดได้ดังนี้ เซี่ยปิงหยิบตำราลับขึ้นมาเปิดอ่านอย่างระมัดระวัง
“ทักษะลับนี้เป็นทักษะการฝึกลมหายใจเพื่อสู่ขอบเขตแห่งจิต ระเบิดจุดฝังเข็มไป๋ฮุ่ยเพื่อสร้างพลังจิตวิญญาณลึกลับ ฟังดูน่าสนใจ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า”
เซี่ยปิงนั่งหลับตาลง และเริ่มกำหนดลมหายใจตามที่ระบุในตำราลับ เขาหายใจลึกสามครั้ง หายใจสั้นหนึ่งครั้ง หน้าอกขยับขึ้นลงสอดผสานกับจังหวะลมหายใจ ทันใดนั้น อากาศที่อยู่โดยรอบเกิดความผันผวนคลุมเครือ
ภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาพบว่าโลกทั้งใบนั้นเปลี่ยนไป ราวกับว่าตัวเขาได้เข้าสู่ฌานลึก จิตวิญญาณผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสวรรค์และโลก
ขณะที่อยู่ในโลกแห่งฌาน พลังจิตวิญญาณของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว ก่อร่างเป็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ สร้างความผันผวนในชั้นอากาศอย่างรุนแรง
เมื่อพลังจิตวิญญาณทวีขึ้นไปถึงจุดสูงสุด มีรอยแตกเล็กๆ เกิดขึ้นในส่วนลึกของจุดฝังเข็มไป๋ฮุ่ย และทันทีที่รอยแตกนั้นปรากฏ หมอกสีเทาได้ไหลผ่านเข้าไปในห้วงจิต เซี่ยปิงรู้สึกเหมือนมีพลังลึกลับบางอย่างถือกำเนิดขึ้นจากส่วนลึกภายในร่างกายของเขา
“มันคือพลังจิตวิญญาณในตำนานอย่างนั้นเหรอ” เซียะปิงหลับตาลง พลังลึกลับเริ่มแผ่ขยายออกไปช้าๆ ราวกับโลกทั้งใบเต็มไปด้วยสีสันสดใส
ภายในรัศมียี่สิบเมตร ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน ฝุ่นหิน เศษกระดาษ มดที่เดินยุงที่บินอยู่ หรือทิศทางของน้ำที่หยดลงมาจากระยะไกล เขาสามารถรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน ราวกับมีดวงตาของสวรรค์
“นี่นะเหรอพลังจิตวิญญาณ มันน่าทึ่งมาก! ฉันทำสำเร็จจริงๆ เหรอเนี่ย” เซี่ยปิงประหลาดใจ ตอนแรกเขาแค่อยากลองดู แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะฝึกมันได้เร็วขนาดนี้
เขาย่อมรู้ว่าทักษะลับนี้มีค่าแค่ไหน หากอยู่ในขอบเขตพลังจิตวิญญาณของเขา แม้จะหลับตาก็ยังมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบกายได้ ไม่ต่างจากเทพผู้รอบรู้ที่ครอบงำอำนาจทุกประการ
มันอาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังจิตวิญญาณนั้นเป็นพลังที่น่ากลัว
“ความรู้สึกนี้….” เซี่ยปิงตอบสนองตามสัญชาตญาณ
เขาเหยียดแขนข้างขวาออกไปเบาๆ แมลงวันที่บินอยู่รอบๆ ถูกจับไว้ด้วยสองนิ้ว
จากนั้นเขาก็คลายนิ้วออกจากกัน ดูเหมือนแมลงวันจะกลัวมากจึงรีบบินหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ในตำนานกล่าวว่า ขอบเขตขั้นนักรบนั้นมีพลังการต่อสู้เหนือธรรมดา พวกเขาไม่เพียงแค่หลบปืนเลเซอหรือขีปนาวุธได้ แต่ความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทนั้นเกินขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว” เซี่ยปิงขมวดคิ้ว “ฉันเคยสงสัยว่าพวกเขาทำได้อย่างไร แต่ถ้ามีพลังจิตวิญญาณ มันก็อธิบายได้ทั้งหมด”
อย่างนี้เองสินะ บริษัทหมีดำถึงได้ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อนำมันกลับไป เพราะตำราลับเล่มนี้มีค่าเกินกว่าตำราลับธรรมดาทั่วไปจะเทียบได้
“ประเด็นคือ….ทักษะลับนี้ไม่ใช่ทุกคนที่ฝึกฝนได้”
เหตุผลที่เขาฝึกทักษะนี้สำเร็จ ล้วนเป็นเพราะพลังจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเกือบสิบเท่า
ทักษะลับนี้จึงเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าในหมู่คนที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่ง แต่มันจะไร้ค่าทันที ถ้าตกไปอยู่ในมือของคนทั่วไป
แม้จะบุคคลนั้นจะมีพรสวรรค์ฟ้าประทาน ฝึกสมาธิจนเข้าถึงขอบเขตแห่งจิตได้ แต่ไม่อาจระเบิดจุดฝังเข็มด้วยพลังจิตวิญญาณอันน้อยนิดนั่นได้ ต่างกับเซี่ยปิงที่สามารถทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่าย
“หืม….ดูเหมือนจะมีคนมา”
เซี่ยปิงใช้เวลาทั้งคืนไปกับการฝึกฝน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าด้านนอกเริ่มสว่างแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เขาจึงขยายจิตสัมผัสออกไปสำรวจ พลันสังเกตเห็นกลุ่มคนกำลังเดินมาที่โกดัง
แต่เขาไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะหลังจากหลอมรวมโอสถทองคำได้สำเร็จ พลังในร่างฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยม อีกอย่าง ตอนนี้เขาเป็นสู้ขั้นห้าที่สามารถใช้พลังจิตวิญญาณได้
ไม่ว่าใครจะมาเขาก็ไม่กลัว!
ทันใดนั้น ชายชุดดำเจ็ดถึงแปดคนเผยร่างอยู่ด้านนอกโกดัง ใกล้กันนั้นมีเด็กหนุ่มชุดขาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม
ชายหนุ่มชุดขาวแสดงสีหน้าเย่อหยิ่ง สายตาจ้องไปที่ชายร่างผอม “แน่ใจนะมีคนซ่อนอยู่ในโกดังนี้ ถ้าแกกล้าโกหกฉัน รู้ใช่ไหมผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
“นายน้อยเจิ้ง ผมมั่นใจว่ามีคนอยู่ที่นี่” ชายร่างผอมรีบตอบทันที “เมื่อวานนี้ ผมเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดทั้งคืน และได้ยินเสียงแปลกๆ ดังออกมาจากข้างในโกดังเป็นระยะๆ ต้องมีคนอยู่ข้างในนั้นแน่ๆ”
“เดิมทีที่นี่เป็นโกงดังร้างไม่มีใครอยู่ แต่เมื่อวานช่วงเย็นได้ยินเสียงคนจากด้านใน ผมจึงรีบกลับไปรายงาน ถ้าผมพูดโกหกนายน้อยแม้แต่ครึ่งคำ ขอให้ถูกฟ้าดินลงโทษ”
ชายร่างผอมกล่าวสาบาน
“ดีมาก ถ้าเราจับตัวไอ้บัดซบนั่นได้ แกจะได้รับผลประโยชน์มากมายจากฉัน” ชายหนุ่มชุดขาวแสดงถึงวิธีปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
“ขอบคุณนายน้อยเจิ้ง ฉัน….”
ชายร่างผอมตื้นตันใจ ทว่าไม่ทันได้กล่าวต่อ มีก้อนหินพุ่งออกมาจากหน้าต่างโกดังด้วยความเร็วราวกับกระสุนปืน
ปัง! ก้อนหินทะลุเข้าไปยังศีรษะของชายร่างผอมทันทีทันใด