กระทั่งใบหน้าของบิดายามนี้บุตรชายคนรองยังคงมองมิออก ริมฝีปากกล้ายังคงเอ่ยเรื่องราวออกมามิหยุดหย่อน
“ท่านพ่อทำเช่นนี้จะมิเป็นการก่อความเดือดร้อนแก่ตระกูลหรือขอรับทั้ง ๆที่ท่านยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า สตรีนางนั้นคือบุตรสาวของน้องเล็กจริงๆ”
คุณชายใหญ่ที่สุดจะทนกับความตื้นเขินของน้องชายตนเองเอ่ยออกมาทุกราชวงศ์จจักมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตที่สามารถแสดงออกมาได้เช่นราชวงศ์จ้าวจะมีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสมาชิกของราชวงศ์คือหงส์สยายปีก
และเช่นเดียวกันตระกูลเซี่ยแม้จะมิใช่ราชวงศ์หากแต่เซี่ยได้รับสายโลหิตของเทพแห่งแคว้นมา เช่นนั้น สายโลหิตตระกูลเซี่ยจะมีสัญลักษณ์ของดาวห้าแฉกณ ตำแหน่งหลังต้นคอ และหากว่าเป็นธิดาเทพ สัญลักษณ์ดาวห้าแฉกสีโลหิตของสตรีผู้นั้นจะแสดงออกมากลางหน้าผากของนางดั่งดวงตาที่สามของเทพ
“ข้าอยากพักผ่อน พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เขาเรียกบุตรชายทั้งสองมาเพื่อรับรู้เรื่องราวเท่านั้นหาใช่ต้องอธิบายสิ่งใด
บุตรชายทั้งสองเมื่อได้ยินก็คิดจะเอ่ยคำค้านออกมา เพราะยังคงอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้หากแต่สีหน้าของบิดาที่เปิดเผยออกมานั้น
“แต่ว่าท่านพ่อ...ขอรับ”เซี่ยชิงหยูอ้าปากจะเอ่ยค้าน หากแต่สายตาที่ส่งมาเขาจึงเลือกที่จะกลืนคำพูดนั้นลงลำคอไปและสงบลงแต่โดยดี
เช่นเดียวกับพี่ใหญ่ของตนเอง
“ข้าลาขอรับท่านพ่อ”
‘เหริ่นหราน บิดาหวังว่าบุตรสาวของเจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านไปได้ เช่นเดียวกับเจ้า’ นายท่านเซี่ยรำพึงออกมาเบาๆ แล้วหลับตาลง
“ท่านตางั้นหรือข้าไปมีท่านตาทั้งแต่เมื่อใดกัน หากความทรงจำในร่างนี้มิผิดเพี้ยนไปไป๋ฮูหยินมิเคยเอ่ยถึงตระกูลเก่าของตนเองเลยมิใช่หรือไงกัน”
จดหมายฉบับน้อยถูกคลี่ออกอ่าน เมื่ออ่านจบสารที่ส่งก็มาได้สลายไปเหลือเพียงกลีบเหมยฮวาร่วงหล่นเพียงหนึ่งเท่านั้น
แคว้นต้าเฉียง
หลังจากที่ไป๋ฮวาโดนลักพาตัวไปแล้วเมื่อคาดการณ์เวลาที่ล่วงเลยมา ก็เหลือเพียงอีกไม่กี่ราตรีหมุนผ่านเท่านั้นเองที่จะใกล้เข้าสู่สงครามในรอบหลายร้อยปีนี้
“เช่นนั้นเราจะทำเช่นไรดีเล่า” จู่ ๆ เป่ยจินก็เอ่ยถามออกมาในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งเงียบๆ ในห้องรับรอง
หยางคงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเลิกคิ้วหันหน้าไปมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจและถามออกไป
“เรื่องคุณหนูไป๋ฮวาหรือขอรับ”
เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เป่ยจินไม่เพียงไม่เอ่ยถึงเรื่องของไป๋ฮซาทั้งยังทำราวกับว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเช่นการกลับไปเยี่ยมญาติต่างแคว้นเสียเช่นนั้น
ทำเอาหลายคนในที่นี้ต่างสับสนกับท่าทีของนางไปตามๆ กันเว้นก็เสียแต่จวินเทียนหลงผู้นั้นที่หาสนใจสิ่งใดไม่ แต่ทำตัวราวกับคนมีงานมีการให้วุ่นวายตลอดเวลา
ความจริงแล้วก็เป็นเช่นดั่งที่ทุกคนคิดจวินเทียนหลงนั้นหาสนใจสิ่งใดไม่ในตอนนี้ แม้กระทั่งชีวิตของไป๋ฮวา
หากแต่สิ่งที่เขากำลังสนใจในตอนนี้นั้นคือสิ่งที่มีเพียงเขาและจินหลงรับรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น
นั้นคือการหาหนทางล้างอักขระที่ต้องใช้โลหิตของผู้ที่อยู่ในการทำนาย
ความลับที่เขายังไม่ได้เอ่ยบอกเป่ยจิน
ว่าโลหิตต้องมาจากหัวใจของคนในคำทำนาย!
“เปล่าเจ้าค่ะ มิใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเรื่องที่เจ้าฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงมิยอมกลับเข้าวังหลวง ทั้งยังหอบราชกิจทั้งหลายมานั่งทำที่ร้านของเราเช่นนี้”คิ้วเรียวบางขมวดแน่นยามเอ่ยชื่อและหันไปมองยังจุดตำตาของนาง
ภายในห้องรับรองมุมหนึ่งของร้านคาเฟยหลิงเต็มไปด้วยกองราชกิจมากมายที่โดนหอบหิ้วมาจากวังหลังเพื่อให้ฮ่องเต้แคว้นจิ้นได้มีเวลาดูแลบ้านเมืองและหัวใจของตนเอง
“ข้าเบื่อขี้หน้าเจ้าค่ะ”ไม่เข้าใจหมอนั้นจริงๆ มายุ่งวุ่นวายกับห้องรับรองของข้าทำไมกัน ห้องอื่นก็มีตั้งมากตั้งมาย
พูดจบก็สะบัดหน้าหนี ไปยังจวินเทียนหลง
ส่วนทางด้านหยางคงนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเมื่อคุณหนูของตนเองมิได้เดือดเนื้อร้อนใจกับอันใดนัก
ถึงอย่างไรก็ตามคุณหนูของเขาถึงจะดูเช่นนี้ หากแต่ก็สามารถพึ่งพาได้เสมอ แต่ตอนไหนนั้น
ก็คงต้องแล้วแต่อารมณ์และสิ่งแลกเปลี่ยน!
“โถ่คุณหนูข้าก็คิดว่าท่านจะทำอันใดเสียอีก” เส้นโลหิตตรงขมับของหยางคงเต้นดังตุบตุบในความจริงจังของคุณหนูตนเอง
“ทำอันใดกันเจ้าค่ะพี่หยาง”สายตาที่บรรจบอยู่ตรงใบหน้าของคู่หมายเปลี่ยนทิศทางมายังคนสนิททันที
“ก็เรื่องของฮวาเออร์อย่างไรเล่าขอรับคุณหนูหรือท่านคิดจะปล่อยนางไปทั้ง ๆ ที่เป็นเช่นนี้”อันที่จริงเขาเองก็มิได้เดือดร้อนอันใดมากนักกับเรื่องที่คนหายตัวไปเช่นนี้
“ข้าดูเป็นคนโหดร้ายเพียงนั้นเลยหรือเจ้าค่ะ”นัยน์ตาใสกระจ่างของจินเออร์หันกลับมามมองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง
นางจะดูเป็นคนโหดร้ายเช่นนั้นในสายตาของจวินเทียนหลงมิได้หรอกนะหึ!
“โถ่ คุณหนูข้าเปล่าหมายความว่าเช่นนั้นนะขอรับ ข้าเพียงน้อยเพียงเป็นห่วงนางอีกทั้งในตอนนี้นางยยังได้ชื่อว่าเป็นคนของตระกูลจ้าวมิใช่หรือ” หยางคงพยายามอธิบายให้เจ้านายของตนเองเข้าใจ
“เหลือเพียงสิบห้าราตรีเท่านั้นไม่ว่าอย่างไร ทั้งหยงซีฮ่องเต้หรือฝั่งเรา ก็ต้องไปเจอกันที่ป่าม่านหมอก”จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา เมื่อเห็นสายตาของต้าเฟยเฉิงหันไปมองคนรักของตนเองอย่างสงสัยเช่นเดียวกัน
เมื่อคนที่เงียบมานานสองนานเอ่ยปากขึ้นมาเป่ยจินก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่า แม้การกระทำของอีกฝ่ายจะคล้ายมิใส่ใจนางมากนักแต่อย่างไรทุกการกระทำก็อยู่ในสายตาของเขาเสมอ
“เจ้าหมายความว่า ให้เรารอเช่นนั้นหรือ”ต้าเฟยเฉิงที่ได้ยินเช่นนั้น จึงเงยหน้าขึ้นจากราชกิจที่กำลังอ่านอยู่ทันที
เขาเองก็รออยู่เหมือนกันกำลังรอว่าเมื่อใด จวินเทียนหลงและจ้าวจินเออร์จะเอ่ยช่วยเหลือฮวาเออร์เสียที
ที่เขามานั่งที่นี่ ก็เพื่อรอเรื่องนี้เพราะเขามิสามารถกดดันทั้งสองได้
“เรื่องนั้น เราก็รอมิได้” จวินเทียนหลงยังคงเอ่ยออกมา
“อีกสามวันเราจะเดินทางไปยังแคว้นจิ้นเพื่อช่วยเหลือนางท่านมิต้องเป็นห่วง” เป่ยจินเอ่ยออกมาเพื่อคลายความสงสัยให้แก่ทุกคน
นางได้ส่งพลังไปยังแหวนประจำตระกูลแล้วปรากฏว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพปกติ ฮวาเออร์ยังคงปลอดภัยดีและดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวบางอย่างที่รอเวลาให้ฮวาเออร์จัดการเช่นกัน
นางจึงยังคงรออยู่ที่นี่ ปัญหาของผู้ใดผู้นั้นย่อมต้องจัดการเอง
“ขอบคุณเจ้ามากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง”
“อืมส่วนท่านมิใช่ว่าตอนนี้เสนาบดีซูเริ่มเคลื่อนไหวแล้วมิใช่หรือ”
เป่ยจินเอ่ยออกมา ทำให้ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เปลี่ยนสีหน้าไปทันที ศึกในก็ใกล้เข้ามา ศึกภายนอกก็มิอาจเลี่ยง