จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 35 ปีศาจ ตอนที่ 1

    “พวกท่านต้องปิดบานด้านหน้าก่อน จากนั้นยื่นมือเข้าไปทางด้านหลังแล้วร่ายเวทแสง ปล่อยให้พลังค้างไว้ในนั้น ก่อนจะไปปรับบานเปิดปิดด้านหน้า…”

    นิโคลัสกำลังอธิบายวิธีใช้งานตะเกียงแสงให้เจ้าหน้าที่สื่อสารหกนายที่พ่อบ้านรอยพามาเมื่อช่วงเย็น

    โชคดีที่ตะเกียงแสงสามอันที่เขาสั่งทำเสร็จทันเวลา

    “เอกสารแผ่นนี้ ข้าเขียนรหัสที่ใช้ส่งสัญญาณคืนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว พวกท่านต้องศึกษามันให้ดี หากจำไม่ได้ก็เพียงจดรหัสที่ข้าส่ง แล้วนำไปเทียบกับเอกสารเพื่อดูว่าหมายถึงตำแหน่งใด ก่อนจะรายงานต่อไป”

    เขากล่าวพลางส่งแผ่นเอกสารสองแผ่นให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยกมือถามขึ้นทันที

     

    “เมื่อถึงจุดสังเกตการณ์ พวกข้าขอทดสอบการใช้งานก่อนได้หรือไม่?”

    นิโคลัสยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ

    “ดีเสียอีก พวกท่านจะได้ฝึกซ้อมไว้ ข้าจะกำหนด สัญญาณเรียก สำหรับการซ้อมแยกจากของจริงให้ด้วย”

    เขารับกระดาษคืนมา ก่อนจรดปากกาเขียนรหัสสัญญาณทักทาย แล้วส่งคืนให้

    “ในเอกสารยังมีรหัสสุดท้ายที่หมายถึง ‘สิ้นสุดปฏิบัติการ’ เมื่อเห็นรหัสนั้น ก็ไม่ต้องรอสัญญาณอีกต่อไป”

    “ขอรับ”

     

    นิโคลัสหันไปยังพ่อบ้านรอยซึ่งยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ

    “ท่านตา มีอะไรอยากเสริมไหม?”

    “เมื่อไปถึงตำแหน่งแล้ว อย่าลืมหันหน้าตะเกียงไปยังหอสังเกตการณ์เขตใต้ เมื่อฟ้ามืดสนิท จะเริ่มทดสอบสัญญาณกัน”

    “หากไม่มีอะไรเพิ่มเติม พวกเจ้าก็ออกเดินทางได้”

    เจ้าหน้าที่ทุกคนทำความเคารพก่อนรีบออกไปพร้อมตะเกียงแสงในมือ

    “เจ้าเตรียมของไว้พร้อมหรือยัง อาหาร น้ำดื่ม?”

    “ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ แล้วพวกท่านจะแบ่งกำลังกันอย่างไร?”

    “ข้าจะให้นิโคไลอยู่เป็นเพื่อนเจ้าบนหอสังเกตการณ์ เขตนั้นปลอดภัยเพราะเป็นสำนักงานรักษาเมือง ข้าติดต่อทางการไว้แล้ว จะมีคนคอยดูแลเจ้าอยู่ด้วย”

    “ข้ากับวิคเตอร์จะแยกทีมไปลาดตระเวนทางตะวันออกและตะวันตก”

    ชายชราเหลือบตามองเขาด้วยแววตาแน่วแน่

    “เจ้าห้ามลงจากหอเด็ดขาด นิโคไล ถ้านายน้อยขัดขืน เจ้าจัดการหยุดเขาได้เลย”

    “ขอรับ หัวหน้า”

    นิโคไลรับคำเสียงแข็ง ส่วนนายน้อยได้แต่ยิ้มเจื่อน ไม่อาจโต้แย้ง

    เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว การปฏิบัติการในคืนจันทร์เต็มดวงก็เริ่มต้นขึ้น

     

    “การได้มายืนบนนี้ยามอาทิตย์ตก ถือเป็นโชคดีของข้า เมืองนี้ช่างงดงามจริง ๆ”

    แสงสุดท้ายของวันฉาบท้องฟ้าด้วยสีทองอมส้ม ตึกสูงทอดเงายาว สีสันบนฟากฟ้าค่อย ๆ ถูกแทนด้วยม่านมืด

    ตะเกียงตามอาคารเริ่มเปล่งแสงทีละดวง คล้ายดาวดวงน้อยที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นบนผืนฟ้ายามค่ำคืน

    จิตใจของนิโคลัสเริ่มผ่อนคลายลง แต่สมองยังคงวางแผนรับเหตุฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา

     

    “นายน้อย ซิลฟี่กับฮอร์คยังไม่กลับมาหรือครับ?”

    “น่าจะต้องรอให้มืดก่อน พวกนกฮูกมักออกหากินกลางคืน”

    เขาส่งซิลฟี่และฮอร์คออกไปตามหาเหล่านกฮูกเพื่อเตรียมการรับส่งข่าวให้รวดเร็วขึ้น

    ตั้งใจให้สองตัวนี้เป็นม้าเร็วทางอากาศ หากพบสิ่งผิดปกติจะได้แจ้งเขาทันที

    ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงจนแสงสุดท้ายเลือนหาย ถนนสายหลักเริ่มว่างเปล่า ร้านรวงบางแห่งปิดประตูลง

    ความมีชีวิตชีวาของเมืองยามกลางวันถูกกลืนหายไปในความเงียบ

    ที่ยอดหอสังเกตการณ์ มีเพียงนิโคลัสกับนิโคไล ยืนประจำจุด เจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่เฝ้าชั้นถัดลงไปเพื่อรอรับสัญญาณจากเขา

     

    “นายน้อย! ทางตะวันตกส่งสัญญาณมาแล้ว!”

    นิโคไลชี้ไปทางทิศตะวันตก แสงกะพริบถี่ ๆ ปรากฏอยู่ลิบ ๆ

    “นิโคไล ร่ายเวทแสงใส่ตะเกียงเร็ว!”

    เมื่อได้รับคำสั่ง เขารีบสอดมือด้านหลังตะเกียงแล้วร่ายเวทแสงลงไปทันที

    ชายหนุ่มขยับมือ เปิด-ปิดบานตะเกียงด้านหน้า ส่งสัญญาณตอบรับกลับไป จากนั้นเขาส่งรหัสทดสอบตามที่กำหนดไว้

    เมื่อฝั่งตะวันตกตอบกลับอย่างไร้ปัญหา เขาจึงเริ่มทดสอบกับฝั่งตะวันออก ซึ่งก็ผ่านไปอย่างราบรื่น

     

    จากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ซิลฟี่และฮอร์คพาเหล่านกฮูกกว่าร้อยตัวกลับมา

    นิโคลัสมอบหน้าที่ชัดเจนให้พวกมัน โดยมีซิลฟี่คอยประจำฝั่งตะวันออก ฮอร์คดูทางตะวันตก หากพบผู้ต้องสงสัยหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ ให้รีบรายงานกลับทันที ส่วนด้านใต้ที่เขาอยู่ให้นกฮูกมารายงานเขาโดยตรง

    ก่อนแยกย้าย เขาไม่ลืมฝึกตำราสรรพสัตว์เพื่อเสริมพลังให้พวกมัน

    “คืนนี้คงเป็นคืนที่ยาวนาน…”

    เขาพึมพำเบา ๆ ขณะสายตาเฝ้ามองความมืดที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ

    เมืองหลวงที่เคยปลอดภัย…ค่ำคืนนี้อาจไม่เงียบสงบอีกต่อไป

     

    ราตรีดึกสงัด แสงจันทร์เต็มดวงทอประกายสว่างจ้า จนมองเห็นทางเดินได้ชัดเจนกว่าคืนใด

    เหล่านกฮูกและนกราตรีบินวนอยู่เหนือยอดไม้ ดูคึกคักเกินปกติ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าพวกมันแทบไม่ลงพื้น ต่างบินวนเวียนไปราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง

    ดวงตากลมโตหลายคู่ซุกซ่อนอยู่ตามกิ่งไม้ สาดส่ายไปมาด้วยความตึงเครียด บรรยากาศเหนือเมืองคล้ายลมหายใจที่กลั้นไว้อย่างเงียบงัน

    “สงสัยข้าต้องฝึกพวกมันจริงจังแล้ว... บินอย่างนั้นมันเด่นเกินไป”

    นิโคลัสพึมพำขณะมองพวกมันบินกันว่อนอยู่เหนือท้องฟ้าเขตตะวันตก

     

    นิโคไลที่ยืนเฝ้าอีกฝั่งมองตามแล้วส่ายหัวเบา ๆ

    “คืนนี้อาจเสียเที่ยวเปล่าแล้วล่ะนายน้อย เล่นบินกันให้อลหม่านขนาดนั้น”

    “ข้าก็ลืมไปว่า พวกมันไม่เคยถูกฝึกมา เลยไม่ได้บอกให้ชัดเจน..”

    เขาทั้งสองยังคงจับตาเฝ้ามอง จนกระทั่งหลังเที่ยงคืนไม่นาน เสียงครึกครื้นจากสถานบันเทิงเริ่มเบาลง

    ผู้คนทยอยกลับบ้าน บางคนเดินซวนเซ บางคนขี่รถลากด้วยอาการเมามาย ถนนเริ่มว่างเปล่า.. เงียบจนวังเวง

    ดวงไฟจากร้านอาหารและแหล่งบันเทิงทยอยปิดลง ทำให้ถนนมืดมิดจนยากสังเกตเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมา

     

    เขตตะวันตก ในตรอกเปลี่ยวสายหนึ่ง เงาร่างคนเดินนิ่ง ๆ ออกมาจากความมืด

    เลี้ยวเข้าเส้นทางที่มุ่งไปสวนป่า ไม่นานที่ด้านหลัง เริ่มมีคนเดินตามหลังมา อีกคน...อีกคน...จนได้จำนวนห้าคน จากนั้นไม่มีผู้ใดเข้าร่วมอีก

    แต่ละคนเดินห่างกันร่วมสิบเมตร ไม่มีเสียงพูดจา ท่าทางไร้ชีวิต

    เหล่านกฮูกที่ซ่อนตัวอยู่กระพือปีกเบา ๆ บางตัวพุ่งเข้าตามสะกดรอย บางตัวกระจายออกไปแจ้งข่าว

     

    ทางเขตตะวันออกก็เกิดเหตุคล้ายกัน คนหลายคนเดินมุ่งหน้าสู่บึงน้ำใกล้กำแพงเมือง โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เหล่านกฮูกกระจายตัวออกเช่นทางตะวันตก

     

    แม้แต่ทางใต้ ที่ไร้ทะเลสาบหรือบึงน้ำ ก็พบคนเดินท่าทางแปลก ๆ บนถนนสายสี่และห้า เป้าหมายยังไม่แน่ชัด แต่ดวงตากลมโตหลายคู่ยังคงเฝ้าจับตามอง

     

    บนดาดฟ้าอาคารฝั่งใต้ นิโคไลร้องขึ้น

    “นายน้อย ฮอร์คกลับมาแล้ว!”

    ชายหนุ่มรีบเข็นตะเกียงไปทางทิศตะวันตกทันที

    ‘นายน้อย มีห้าคนเดินทิ้งห่างกัน อยู่บนถนนสายสิบ มุ่งหน้าไปสวนป่า’

    “เจ้ารีบกลับไป ให้พวกเขากระจายกำลัง และทิ้งบางส่วนให้ตามดูกลุ่มเดิม เตือนพวกเขาให้ทำตัวให้เหมือนทุกคืน อย่าทำตัวผิดสังเกต”

    เขาสั่งให้นิโคไลร่ายเวทแสง และเริ่มส่งสัญญาณทันที

     

    “นายน้อย ซิลฟี่กลับมาแล้ว!”

    เมื่อส่งข้อมูลไปทางตะวันตกเรียบร้อย เขารีบหันไปทางตะวันออก ฟังข่าวจากซิลฟี่แล้วจัดการส่งสัญญาณโดยไม่รอช้า

    ทันทีที่สัญญาณถูกส่งออก กลุ่มผู้พิทักษ์เมืองและเขี้ยวอัสดงในแต่ละทิศจึงเริ่มเคลื่อนไหว

    พวกเขาแยกกำลังติดตามกลุ่มเป้าหมายอย่างเงียบเชียบจากระยะห่าง

     

    ไม่นาน นกฮูกอีกตัวบินลงจากฟ้า

    ‘นายท่าน ทางใต้ คนท่าทางแปลก ๆ เดินอยู่บนถนนสายสี่และห้า ยังไม่แน่ใจจุดหมาย’

    “ขอบใจมาก รีบแจ้งเพื่อน ๆ ให้กระจายตัวเหมือนคืนอื่น อย่าเกาะกลุ่มแน่น”

    ชายหนุ่มหันไปบอกนิโคไลให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ด้านล่าง

    เสียงหวีดเบา ๆ ดังขึ้นจากหน้าต่างชั้นล่าง เพียงชั่วครู่ หน่วยพิทักษ์เมืองสิบกว่านายโผล่มาจากมุมมืด วิ่งรวมพลแล้วมุ่งหน้าไปถนนสายสี่และห้าทันที

     

    นิโคไลเอ่ยขึ้นเสียงหนัก

    “นายน้อย...มีเหตุที่เขตใต้ด้วยหรือ?”

    “คาดว่าใช่... คืนนี้คงรู้กัน”

     

    เขตตะวันตก ใกล้ทางเข้าสวนป่า...

    “หัวหน้า พวกนั้นเข้าไปในสวนแล้ว จะตามเข้าไปเลยไหม?”

    ชายผู้นำหน้าหันกลับมาสั่งเสียงต่ำ

    “เจ้าสองคนเฝ้าอยู่ด้านนอก หากหนึ่งชั่วโมงไม่มีใครกลับออกมา ให้แจ้งศูนย์บัญชาการทันที ที่เหลือตามข้าเข้าไป”

     

    ทางด้านหลัง ห่างออกมาระยะหนึ่ง

    “หัวหน้า เราจะเข้าไปไหม?”

    บอริสเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด

    “เราค่อย ๆ ตามเข้าไป ข้าจะส่งด้วงมานาเข้าไปก่อน”

    จอมเวทยื่นมือออก ร่ายเวทปล่อยแสงสีน้ำตาลอ่อนกลายเป็นด้วงปีกแข็ง บินตรงเข้าสู่ความมืดแห่งสวนป่า

     

    กลุ่มเขี้ยวอัสดงถูกแบ่งเป็นสอง กลุ่มพ่อบ้านรอยมี บอริส แฮร์รี่ เลวาน เจคอบ

    ส่วนกลุ่มวิคเตอร์มี อีริน อาริน แจ็ค ปีเตอร์ อีริค อังเดร และอีแวน

     

    ฝั่งตะวันออก ผู้พิทักษ์เมืองและเขี้ยวอัสดงกำลังสะกดรอยกลุ่มเป้าหมายใกล้ถึงบึงน้ำใหญ่ คนประหลาดเหล่านั้นยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไร้สติ

    “จะทำยังไงดีหัวหน้า พวกนั้นกำลังจะลงน้ำแล้ว”

    “ช่วยคนก่อน เรื่องอื่นไว้ทีหลัง!”

    แต่ยังไม่ทันพุ่งตัวออกไป มือใหญ่ของวิคเตอร์จับไหล่เขาไว้

    “เดี๋ยว พวกข้าขอลองก่อน”

    “แจ็ค แกล้งเป็นคนผ่านมา ช่วยพวกนั้นออกมาก่อน”

    แจ็คพุ่งตัวออกไปรวดเร็วราวสายลม แล้วชะลอลงเมื่อเข้าใกล้บึงน้ำ

     

    “พวกท่านจะทำอะไรกัน? รีบขึ้นมาเร็ว! ดึกดื่นอากาศเย็น เล่นน้ำไม่ได้หรอกนะ!”

    เขาพูดพลางคว้าแขนคนที่อยู่ท้ายสุดออกมาอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยคนที่สอง สาม สี่ จนมาถึงคนสุดท้ายที่... ตูม!

    คนตกน้ำ!

    แจ็คกระโดดตามลงไปทันที มือหนึ่งยึดขอบบ่อ อีกมือคว้าแขนคนไว้

    “ตื่นซะทีสิ! ข้าไม่อยากจมไปกับเจ้าด้วยนะ!”

    แขนเขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่ร่างตรงหน้ากลับไม่ขยับราวกับถูกตรึงไว้

    “โอ้ย! อะไรฉุดข้าไว้! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้า!”

    อีริคพุ่งตัวเข้ามาพร้อมเสียงตะโกน

    “ข้ามาแล้ว! ทนไว้นะ!”

    เขาคว้ามือแจ็ค กระชากดึงขึ้นเต็มแรง แจ็ครีบฉุดคนที่ตกน้ำขึ้นมาด้วย

    แล้ว...

    ‘กรี๊ซซซ!!’

    เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นกะทันหัน กังวานสะท้อนราวกับมาจากใต้บึง

    ร่างหนึ่งลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำโดยไม่ก่อระลอกคลื่นแม้แต่น้อย

    เส้นผมดำขลับยาวปรกหน้า ดวงตาเรืองแสงสีเขียวส่องลอดผมออกมาน่าหวาดผวา

    ผิวซีดซีดจนเห็นเส้นเลือดสีคล้ำทั่วตัว ร่างกายมีคราบโคลนและเศษวัชพืชเกาะเต็มตัวชุดที่สวมใส่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเสื้อผ้าหรือพรรณไม้น้ำ กลิ่นเน่าเหม็นคาวลอยตามลมมาตีจมูกทุกคนอย่างรุนแรง

     

    อีริคผงะถอยก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่ไม่แม้แต่จะก้าวหลบไป เขาชักมีดจากข้างเอวขึ้นมาตั้งท่าเงียบ ๆ ดวงตาจับจ้องร่างตรงหน้าแน่นิ่ง

    แจ็คหอบหายใจหนัก มือยังยึดแขนเหยื่อที่ช่วยไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาพลิกตัวขึ้นยืนแล้วกล่าวช้า ๆ

    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นตัวอะไร... แต่เจ้าควรหาชุดใส่ที่ดูดีกว่านี้หน่อยนะ”

    ร่างปีศาจยืนนิ่ง...ก่อนที่เสียงแหลมสูงจะดังขึ้นอีกครั้ง

    “ปีศาจมอร์วินน์!”

    อีริคกล่าวออกมาด้วยเสียงแข็งกร้าว แม้สีหน้าเขาจะซีดเผือด แต่ท่าทางยังพร้อมรับมือเต็มที่

     

     

    “อ๊าก!! หัวหน้าช่วยข้าด้วย! มีบางอย่างฉุดขาข้า เร็วเข้า!”

    เสียงตะโกนก้องฝ่าอากาศยามดึกดังขึ้นจากริมทะเลสาบฝั่งตะวันตก

    ขณะที่ชายคนหนึ่งของหน่วยพิทักษ์เมืองกำลังถูกลากลงไปใต้ผืนน้ำดำมืด

     

    หัวหน้าหน่วยที่อยู่ไม่ไกลรีบตะโกนสั่ง

    “ผูกเชือกไว้กับตัว! ลงไปช่วยให้เร็ว!”

    เจ้าหน้าที่สามคนรีบนำเชือกมาผูกที่เอว แล้วโยนปลายให้เพื่อนที่อยู่ด้านหลัง มืออีกข้างกำดาบแน่น ก่อนพุ่งตัวลงสู่ทะเลสาบ

     

    “มันมีอะไรอยู่ใต้น้ำ!”

    หนึ่งในนั้นร้องลั่นทันทีที่ลงถึงพื้นน้ำ ขาเขาถูกกระชากจนตัวแทบจบมิด ดาบในมือฟาดลงตามสัญชาตญาณ

     

    “ไม่ใช่แค่ตัวเดียว!”

    อีกคนร้องตอบ พร้อมตะโกนสุดเสียง

    “ดึงพวกข้าขึ้นไป!!”

     

    เชือกที่ผูกตัวไว้ตึงเปรี๊ยะในทันที สามร่างถูกดึงขึ้นจากน้ำพร้อมคนที่พวกเขาช่วยไว้ มือซีดขาวสองข้างยังคงเกาะแน่นที่ข้อเท้า แม้จะขึ้นพ้นผิวน้ำแล้ว

     

    “เหวอ!”

    ดาบเล่มหนึ่งฟาดฉับลงตัดข้อมือนั้นกระเด็นลงน้ำ ท่อนแขนหายไปในความมืด แต่มือที่ถูกตัดยังคงเกาะแน่น ชายคนนั้นรีบง้างมือออกก่อนจะเหวี่ยงมันไปไกลบนพื้นหญ้าด้านหลัง

     

    “มัน...ตัวอะไรกันแน่หัวหน้า?”

    ไม่ทันได้คำตอบ เสียงแหลมสูงฉีกอากาศก็ดังลั่นขึ้นกลางทะเลสาบ

    ‘กรี๊ซซซ!!’

    เสียงราวจะทะลุแก้วหู หน่วยพิทักษ์เมืองทั้งแปดคนทรุดฮวบลงพร้อมกัน มือปิดหูแน่น ดวงตาหลายคู่ปิดแน่นจากแรงสั่นสะเทือนในหัว

     

    ...และเมื่อเสียงเงียบลง พวกเขาเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับไม่ใช่สิ่งที่คาดไว้

    ชาวบ้านสามคนในชุดธรรมดากำลังเดินขึ้นตลิ่ง ใบหน้าทั้งหมดดูยินดีราวเพิ่งได้พบญาติสนิท

    พวกเขาเดินตรงเข้ามา พลางยื่นแขนออกคล้าย...จะสวมกอด

    หัวหน้าหน่วยลังเล ก่อนจะยื่นแขนออกเพื่อตอบรับ...แต่ไม่ทัน

    เปรี้ยง!

    สายฟ้าฟาดลงจากฟ้า ตามด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูง

    ‘กรี๊ซซซ!!’

     

    ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา ร่างชาวบ้านสามคนนั้นกลายเป็นร่างซีดขาว นัยน์ตาเรืองแสงสีเขียวจ้า วัชพืชเกาะทั่วร่าง เล็บแหลมยืดยาว ร่างทั้งสามกำลังสั่นกระตุกจากสายฟ้าที่ฟาดลงมา

    หน่วยพิทักษ์เมืองทุกคนต่างกระโดดถอยห่างออกไปตามสัญชาตญาณ

    บางคนยังสับสนว่า พวกเขามาอยู่ที่ริมตลิ่ง ตั้งแต่เมื่อไหร่?

     

    “อย่ากังวล! นำชาวบ้านถอยออกไป พวกข้าจัดการเอง”

    เสียงเข้มของชายชราดังกังวาน

     “มันแค่มีอำนาจสะกดจิตเท่านั้น ตั้งสติได้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!”

     

    เขี้ยวอัสดงก้าวออกจากเงา วิคเตอร์ชักดาบ พ่อบ้านรอยยิ้มบาง

     “เจค ยิงธนู ล่อมันออกมาให้หมด”

    จอมเวทเกรงว่าการโจมตีที่รุนแรงเกินไป จะทำให้พวกมันถอยหนี

     

     ลูกธนูพุ่งฉึกไปที่ร่างเงาน้ำเหล่านั้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ กลุ่มเขี้ยวอัสดงไม่มีใครสะทกสะท้าน ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งของระดับสาม ยากที่ปีศาจระดับสองพวกนี้จะทำอะไรได้

     

    กลางทะเลสาบ เงาร่างห้าตนค่อย ๆ ลอยขึ้นจากผิวน้ำ

    ร่างสุดท้ายมีดวงตาเรืองแสงรุนแรงกว่าตัวอื่น

    “ในที่สุด...”

    จอมเวทเอ่ยเสียงต่ำ สายตาคมเพ่งมองไม่วางตา

    “ก็ยอมโผล่หัวออกมา”

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน