อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    ตอนพิเศษ โม่เจี้ยน/ฟู่เจี่ยอี 3

    สายวันนั้น กว่าฟู่เจี่ยอีจะไปถึงเรือนของมู่เชียน นายสาวก็จากไปแล้ว หู่อู่ได้แจ้งกับนางว่านายหญิงเดินทางไปถ้ำไร้ตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นลู่.. สถานที่นั้นลึกลับอย่างมากแม้แต่หู่อู่ก็ไม่ทราบว่าถ้ำนั้นตั้งอยู่ที่ได้ ดังนั้น ฟู่เจี่ยอีจึงตั้งใจว่าจะเดินทางไปแคว้นลู่ก่อนค่อยสืบหาตำแหน่งของถ้ำแห่งนั้นอีกครั้ง ทว่ายามออกเดินทางก็ได้พบโม่เจี้ยนที่ประตูเมืองพอดี 


    “เจ้าจะไปไหน ?” โม่เจี้ยนเอ่ยถามด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติอย่างมาก ในขณะที่นางยังคงมองหน้าเขาไม่สนิทใจนัก ..​ 


    “แคว้นลู่…” หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงเบาอย่างที่ไม่เคยเป็น ทว่าโม่เจี้ยนกลับแกล้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยกับนางว่า


    “บังเอิญจริง  ข้าก็จะไปแคว้นลู่เช่นกัน ศิษย์น้องไหว้วานให้ข้าไปดูแลราชสำนักที่นั่น” 


    เอ่ยถึงเรื่องนี้ โม่เจี้ยนก็มีสีหน้าลำบากใจ …  ชายหนุ่มอายุยี่สิบปี ไร้ประสบการณ์ด้านการปกครอง มีเพียงความสามารถในการควบคุมดูแลทัพอสูร  จะให้เขาไปปกครองแคว้นแห่งหนึ่ง โม่เจี้ยนจึงนึกหวั่นใจอยู่บ้าง … ทว่าต่อมาเขาพลันนึกถึงคู่ปรับคนสนิทของตนขึ้นมาได้


    “เจี่ยอี..เมื่อคืนเจ้าบอกข้าว่า เจ้าชำนาญการใช้ชีวิตในราชสำนักใช่หรือไม่ ?”


    “ก็ใช่”  หญิงสาวขมวดคิ้วรับคำอย่างใจลอย ระหว่างพยายามคิดว่าตนเอ่ยประโยคนี้กับเขาตั้งแต่เมื่อใด คงเป็นยามที่ไม่รู้ตัวแล้วสินะ


    “ดีมาก… งั้นเจ้าไปกับข้าแล้วกัน”  ชายหนุ่มดีใจอย่างมาก ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างขวาง กระชากมือนางเดินไปพร้อมกัน ขณะที่เจ้าของร่างบางยังคงงุนงงอยู่


    “หาาา..”  


    “ศิษย์น้องให้เจ้าคอยดูแลความปลอดภัยให้ข้าไม่ใช่หรือ..  ข้าไปแคว้นลู่คนเดียวอาจมีอันตราย มีเจ้าไปด้วยค่อยวางใจหน่อย” 


    “เดี๋ยวนะ  แล้วทัพสัตว์อสูรกว่าหนึ่งแสนตัวด้านหลังเจ้านั่นล่ะ”  ฟู่เจี่ยอีเอ่ยอย่างงุนงง เขาไม่นับหรือ


    “ไม่เหมือนกัน … เจ้าเป็นเพื่อนข้า !”  เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมคลี่ยิ้มสดใสให้นาง ทำให้ฟู่เจี่ยอีชะงักนิ่งไป  รอยยิ้มของเขาเปล่งประกายราวกับพระอาทิตย์ที่เจิดจ้า…  นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยพบมาก่อนในต้าเยว่ มือที่กุมนางไว้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ ไม่ต่างจากมิตรภาพของเขา


    “จ้องขนาดนี้.. หลงเสน่ห์ข้าหรือ ?” 


    “เฮอะ.. ฝันไปเถอะ !”  ฟู่เจี่ยอีสะบัดหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ใบหน้าเล็กมีสีชมพูจางๆ ขณะที่ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาอดไม่ได้ โม่เจี้ยนเหลือบมองรอยยิ้มของนางด้วยความพึงพอใจ


    “ไปกันเถอะ !”


    สองวันต่อมาทั้งสองก็นำทัพเดินทางมาถึงแคว้นลู่ เหล่าขุนนางแคว้นลู่ได้ยินว่าแม่ทัพโม่เจี้ยนเดินทางมา ต่างก็ตั้งขบวนรอมารอต้อนรับตั้งแต่เขตชายแดน  โม่เจี้ยนต้องคอยปฏิเสธงานเลี้ยงทุกงานเลี้ยงที่เจ้าครองหัวเมืองต่างๆพยายามเชื้อเชิญให้เข้าร่วม…  จนกระทั่งมาถึงวังแคว้นลู่ ขบวนต้อนรับที่ประกอบด้วยขุนนางขั้นสูงก็รออยู่แล้ว    


    ขุนนางอายุเกินครึ่งร้อย พวกเขากำลังก้มศีรษะคารวะแม่ทัพแคว้นอวิ๋นผู้นี้ด้วยพิธีการต้อนรับราชาของแคว้น…  


    แม้โม่เจี้ยนจะขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพ ทว่าในบรรดาพวกเขามีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่า… มู่เชียนมีเจตนาให้ครึ่งอสูรหนุ่มผู้นี้ขึ้นเป็นราชาแคว้นลู่..  สายตาทุกคู่ลอบพิจารณาว่าที่นายเหนือหัวของตนอย่างชื่นชมระคนหวั่นเกรง  


    ชายหนุ่มผู้นี้หน้าตาหล่อเหลา ท่วงท่าเปิดเผยจริงใจ อายุเพียงยี่สิบปีก็เป็นถึงระดับจ้าวยุทธ ทั้งยังครอบครองทัพอสูรนับแสน ที่สำคัญยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับธิดาเทพยุทธ์อีกด้วย


    ‘ราชาแห่งแคว้นที่มีคุณสมบัติเช่นนี้… นับว่าไร้ที่ติ !’


    เหลือบมองข้างกายของเขา..  มีสตรีงดงามท่วงท่าสุภาพสูงส่งนางหนึ่งยืนอยู่  ได้ยินว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ยังไม่แต่งงาน ทว่าตำแหน่งการยืนเช่นนั้นก็บอกได้ว่านางเป็นคนสำคัญของเขา


     “นางชื่อฟู่เจี่ยอี เป็นคนสนิทของจ้าวครองแคว้นมู่ และอีกฐานะหนึ่งนางคือท่านหญิงฟู่แห่งต้าเยว่” เพื่อความสะดวกของการทำงานในอนาคต โม่เจี้ยนจึงจงใจแนะนำฐานะอันยิ่งใหญ่อีกฐานะหนึ่งของนางให้พวกเขาได้รู้จัก “นางเป็นสหายรักของข้า จะมาช่วยข้าดูแลแคว้นลู่สักระยะด้วย”


    “ท่านหญิงแห่งต้าเยว่ !”  ฐานะนี้สร้างความตกตะลึง มากกว่าฐานะคนสนิทของมู่เชียนหลายเท่า หลายร้อยปีที่แคว้นต้าเยว่คือแคว้นที่ทรงอำนาจเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน 


    การที่มู่เชียนส่งท่านหญิงแห่งต้าเยว่มาดูแลแคว้นของพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่ง


    ฟู่เจี่ยอีเข้าใจเจตนาของโม่เจี้ยน จึงมิได้แสดงท่าทีถ่อมตัวอันใด หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับการคารวะของทุกคนอย่างสงบเท่านั้น ทว่าเพียงกิริยาเล็กน้อยของนาง โดยไม่จำเป็นต้องพูดจากลับแสดงออกถึงความสง่าสูงศักดิ์ออกมาได้  โม่เจี้ยนมองท่าทางแสนธรรมดาของนางสลับกับสายตานับถือจากคนนับร้อยอย่างชื่นชม


     “เจ้าสอนข้าบ้างสิ” โม่เจี้ยนก้มลงไปเอ่ยกับนางใกล้ๆ อย่างอดไม่ได้ ซึ่งนางก็ได้เอ่ยคำแนะนำอย่างจริงใจกลับมา


    “อย่างเจ้า..อีกสิบปีก็ทำไม่ได้หรอก อย่าเสียเวลาเลย !”


    “เฮอะ !” ดวงตาสีฟ้ามองนางอย่างดุดันครั้งหนึ่ง ร่างสูงจะก้าวเท้ายาวขึ้น นำหน้านางไปไกล 


    หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างแล้วส่ายหน้ายิ้มขัน จากนั้นจึงเร่งฝีเท้าตามเขาไป ไม่นานก็มาหยุดอยู่หน้าตำหนักแห่งหนึ่ง  อันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ  ด้านในนั้นสมาชิกในครอบครัวของเหล่าขุนนางไม่ว่าสตรีและบุรุษล้วนรอต้อนรับพวกเขาอยู่แล้ว


    “คารวะแม่ทัพโม่” คนในท้องพระโรงคุกเข่าลงคารวะพวกเขา ขันทีชราผู้หนึ่งเดินเข้ามารับหน้า เชื้อเชิญชายหนุ่มให้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ทองด้านบนสุด ในขณะที่ฟู่เจี่ยอีถูกพาไปนั่งในตำแหน่งด้านหน้าสุดทางซ้ายมือ อันเป็นตำแหน่งของผู้ทรงเกียรติ


    โม่เจี้ยนมองบัลลังก์สูงนิ่ง ในใจรู้สึกไม่สงบเลยสักนิด  ฟู่เจี่ยอีรับรู้ถึงความไม่มั่นใจของเขา ยามเดินผ่านนางเอ่ยเสียงเบากับเขาว่า “ข้ารู้เจ้าทำได้..” 


    ชายผ้าที่ลากผ่านแขนเสื้อของเขาไป รวมถึงเสียงหวานที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ทำให้ใจของชายหนุ่มกระตุกเร็วขึ้นหนึ่งจังหวะอย่างอดไม่ได้  โม่เจี้ยนมองตามร่างที่เคลื่อนไปด้านข้างอย่างสง่างามนั้น จู่ๆอาการตื่นกลัวต่างๆก็หายไปโดยไม่รู้ตัว 


    ดวงตาของเขามองตรงไปเบื้องหน้า ก่อนจะพลิ้วกายวูบหายไปด้วยความเร็วที่ไม่มีผู้ใดสามารถมองตามได้ทัน เพียงพริบตาร่างของแม่ทัพครึ่งอสูรก็ยืนอยู่หน้าบัลลังก์ทองแล้ว โม่เจี้ยนหันหลังมากวาดตามองทุกชีวิตเบื้องล่างด้วยดวงตาเรียบนิ่ง ก่อนจะนั่งลงบนบัลลังก์ของราชาแห่งแคว้นอย่างสง่างาม


    ‘ก็ไม่ต้องให้สอนนี่นา’ ฟู่เจี่ยอีคิดพลางเผยรอยยิ้มบางอย่างพึงพอใจ


    ระหว่างงานเลี้ยง เหล่าขุนนางต่างผลัดกันเข้ามาคารวะสุรา นับถึงตอนนี้ก็เกือบร้อยจอกแล้ว โชคดีที่โม่เจี้ยนคอแข็งอย่างมากจึงไม่ได้แสดงกิริยาน่าอายออกมา


    แม้แต่สุราลืมทุกข์ของฟู่หลิงยังทำให้เขาขาดสติไม่ได้  สุราทั่วไปเช่นนี้ต่อให้ดื่มสักพันจอกโม่เจี้ยนก็คงรับมือได้อยู่ดี…  ทว่าที่เขารู้สึกไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดแต่ละคนที่เข้ามาคารวะ ล้วนจะต้องนำสตรีอย่างน้อยหนึ่งคนมาแนะนำด้วย บ้างก็ว่าเป็นบุตรสาว บ้างก็หลานสาว บ้างก็น้องสาว หรือแม้กระทั่ง พี่สาวก็ยังพามาแนะนำ ! 


    สตรีแต่ละคนล้วนมีทีท่ากึ่งเอียงอายกึ่งยินดี..  อย่างกับเขาจะคิดอะไรกับพวกนางอย่างนั้นแหละ 


    โทษไม่ได้ที่พวกเขาจะทำเช่นนี้ สถานการณ์ในราชสำนักแคว้นลู่ยังไม่นิ่ง ทุกสิ่งไม่ต่างจากการเริ่มต้นใหม่ ตำแหน่งที่ตนยึดครองอยู่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ … ในเมื่อว่าที่ราชายังไม่มีสตรีข้างกาย พวกเขาย่อมต้องฉวยโอกาสประจบเอาใจอยู่แล้ว


    การคารวะสุราของเหล่าขุนนางผ่านไปไม่ถึงครึ่ง  โม่เจี้ยนก็รู้สึกคล้ายจะทนไม่ไหว ดวงตาสีฟ้าซีดเริ่มมองหาสตรีเพียงคนเดียวในที่นี้ที่ทำให้เขาสบายใจ ทว่ากลับพบภาพที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างมาก


    ยามนี้รอบโต๊ะของฟู่เจี่ยอี รายล้อมด้วยบุรุษหนุ่มหลายสิบคน  พวกเขาแต่ละคนบ้างยืนบ้างนั่ง ส่งเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนาน บดบังร่างบางของฟู่เจี่ยอีจนโม่เจี้ยนไม่อาจมองเห็นนางได้ 


    “ท่านหญิงสิริโฉมกว่าที่ข้าเคยได้ยินมาก”


    เสียงทุ้มสายหนึ่งแว่วมาจากกลุ่มนั้น ความไม่สบายใจโดยไร้ที่มาก็ผุดวาบขึ้นในใจของเขา ..​ ก่อนที่ผู้ใดจะรู้ตัว ร่างของโม่เจี้ยนก็มาปรากฏอยู่ข้างกลุ่มของพวกเขาแล้ว 


    รังสีหนักอึ้งจากร่างสูงทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ใกล้เขาหันมามองเขาอย่างไม่พอใจ ‘ข้าเป็นถึงบุตรชายของเสนาบดี เจ้าตาต่ำมาจากที่ใดกล้าคิดจะแย่งตำแหน่งที่ยืนของข้า ?!’


    กึก… ทันทีที่สบตาสีฟ้าซีดเคร่งเครียดคู่นั้น ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์กลับไม่อาจเอ่ยวาจา  ได้เพียงแต่ค้อมศีรษะลงก่อนจะถอยร่างสั่นเทาไปด้านข้างอย่างสงบ


    ฟู่เจี่ยอีกำลังอึดอัดกับการถูกรุมล้อม ที่ผ่านมาในต้าเยว่แม้จะมีคนให้ความสนใจเข้ามาพูดคุยกับนางอยู่เสมอ  ทว่าก็ยังมักจะเว้นระยะอยู่บ้าง ด้วยเกรงพี่ชายของนางมักนั่งหน้าถมึงทึงอยู่ไม่ไกล  


    ทว่ามิตรภาพจากบุรุษแคว้นลู่เหล่านี้ ช่างเร่าร้อนนัก…ใบหน้าเล็กพยายามคงรอยยิ้มน้อยๆ ที่ดูสุภาพเหมาะสมไว้อย่างยากลำบาก ยามที่นางรู้สึกว่าปากของตนกำลังจะเป็นตะคริวนั้น กลับพบว่าเสียงพูดคุยรอบข้างเริ่มเบาลงเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบกริบไป ยังไม่ทันแปลกใจ ชายเสื้อสีคุ้นตาก็มาหยุดอยู่ข้างกายนางแล้ว


    หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตากับชายหนุ่มที่ยืนหน้าครึ้มอยู่ตรงนั้นด้วยความโล่ใจ โม่เจี้ยนสังเกตเห็นเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นมาก แม่ทัพผู้ทรงอำนาจย่อกายลงนั่งข้างกายนางอย่างสบายๆ


    “ข้านั่งด้วย ” 


    “….…” 


    “ทุกท่านอุตส่าห์จัดงานเลี้ยงต้อนรับ  หากข้านั่งด้านบนนั้นกลับจะดูห่างเหินไปหน่อย” โม่เจี้ยนนึกภูมิใจกับข้ออ้างสดร้อนๆ ที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดในชีวิต  


    เหล่าขันทีและขุนนางได้ยินเช่นนี้ต่างกระวีกระวาดรีบจัดที่นั่งด้านข้างฟู่เจี่ยอีให้เขาอย่างปลาบปลื้มใจ ‘ว่าที่ราชาของพวกเขาช่างไม่ถือตัว.. น่ายินดียิ่งนัก !’


    งานเลี้ยงดำเนินไปอีกครู่ใหญ่ ทว่าการคารวะสุราคราวนี้ใกล้ชิดขึ้นมาก ท่านแม่ทัพโม่ลงมานั่งด้านล่าง มิใช่ต้องการมองพวกนางให้ชัดขึ้นอีกหรือ..  เหล่าสตรีที่แนะนำตัวรอบแรกรู้สึกไม่ยุติธรรม ขุนนางส่วนใหญ่จึงจำต้องพาพวกนางวนมาคารวะสุราอีกครั้งอย่างจนใจ 


    ขณะที่สถานการณ์ของโม่เจี้ยนแย่ลง ทางฟู่เจี่ยอีกลับดีขึ้นมาก แม้ไม่ถึงกับโล่งตา แต่ก็นับว่าหายใจโล่งขึ้นแล้ว หญิงสาวก้มลงจิบชาด้วยกิริยาอ่อนโยน ขณะลอบมองสีหน้ามืดครึ้มของสหายร่วมรบอย่างสนุกสนาน


    “ท่านหญิง จำกระหม่อมได้หรือไม่ ?” 


    มาแล้วสินะคำทักทายกึ่งประลองปัญญาที่นางพบบ่อยที่สุด 


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน