Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 48 ปัญหาที่ตามมาไม่หยุด

    บทที่ 48

    ไม่ว่าใครในจักวรรดิโนว่าที่จะไม่รู้จักหนึ่งในการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างอัคนีรุ่งโรจน์ เคียงคู่กับ ด้ายเคียงนภา และ มณีจำรัส โดยเฉพาะอย่างกับผู้ที่เกี่ยวข้องในสายงานโดยตรงอย่างช่างตีเหล็กด้วยแล้วไม่ว่าใครก็ใคร่ที่จะเข้าแข่งขันในรายการดังกล่าวนี้ให้ได้

    ถึงจะฟังดูยิ่งใหญ่แค่ไหนแต่อัคนีรุ่งโรจน์ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิอย่างงานเทศกาลเถลิงราชย์ดวงดารา ที่จะจัดขึ้นทุกๆห้าปีเพื่อให้เหล่าคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถในสาขาต่างจะได้แสดงความสามารถให้คนทั่วไปได้ประจักษ์ด้วยการจัดงานแข่งขันรวมทั้งหมดประกอบไปด้วย อัคนีรุ่งโรจน์ของช่างตีเหล็ก ด้ายเคียงนภาของช่างทอผ้า มณีจำรัสของช่างทำเครื่องประดับ ลานประลองเกียรติยศของคลาสสายต่อสู้ เสียงประสานแห่งดวงดาวของคลาสที่เกี่ยวกับนักดนตรี และม่านร้อยคลื่นของคลาสศิลปิน รวมทั้งสิ้นหกรายการ

    งานเทศกาลเถลิงราชย์ดวงดาราเป็นงานเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของจักรวรรดิ แขกผู้มีเกียรติจากหลายอาณาจักรถูกเชิญให้เข้าร่วมโดยไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ แม้นั่นจะทำให้ฝ่ายที่ต่อต้านเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอื่นๆไม่พอใจแต่จุดยืนของจักรวรรดิที่วางตัวเป็นกลางต่อทุกเผ่าพันธุ์นั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปีแม้จะถูกกดดันมากแค่ไหนก็ตาม

    นอกจากเกียรติยศที่ได้รับจากการเข้าร่วมงานประลองที่ทรงเกียรติแล้ว ผู้ชนะจะได้รับใบอนุญาตประกอบการตีเหล็กแบบไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งจะได้รับทันทีหากเป็นหนึ่งในผู้ชนะสามอันดับแรก

    นั่นคือรายละเอียดทุกอย่างที่เขาได้รับหลังจากที่อาเบลแบกหน้าจากไป หลังจากนี้ที่เอเลนต้องทำก็มีแค่กระดิกเท้ารอบัญเชิญเข้าร่วมการแข่งขันจากสมาคมช่างตีเหล็กเท่านั้น พวกมันไม่มีทางปฏิเสธทั้งยังต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดชื่อของเอเลนเข้าไปในรายชื่อผู้เข้าร่วม เพราะเอเลนนั้นจะเข้าแข่งขันในนามของสมาคมการค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานสมาคมอย่าง แครอล แบรนด์ โดยตรง

    แม้จะฟังดูไม่ยุติธรรมกับคนบางกลุ่มไปบ้าง แต่หากวัดกันที่ความสามารถแล้วเอเลนนั้นไม่ได้บกพร่องเลยแม้แต่น้อย ขาดก็แค่ป่ายยี่ห้อที่ยังเป็นชื่อคลาสช่างฝีมือก็เท่านั้นที่อาจทำให้เป็นที่กังขาอยู่บ้างก็ตาม

    “คุณยายแครอลนี่สุดยอดไปเลย แค่ใช้คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้เจ้าอาเบลอะไรนั่นวิ่งหนีหายไปเลย”

    เอเลนกล่าวขึ้นหลังจากที่ทั้งหมดย้ายกันมานั่งคุยสบายๆภายในห้องรับแขก หญิงชราหัวเราะเบาๆพร้อมกับเก็บจดหมายอายัติทรัพย์สินเอาไว้กับตัว

    “แน่นอนสิจ๊ะ คนพวกนั้นที่ยังคงเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ได้นั่นก็เพราะบารมีเก่าของสมาคมทั้งนั้น”

    แครอลกล่าวก่อนจะยกชาที่เคทนำมาเสริฟขึ้นจิบเบาๆทีหนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับเคท

    “เคทเองก็เถอะ ครั้งต่อไปที่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นอย่าพูดอะไรตรงไปตรงมานักจะดีกว่า หลานทำหน้าที่ได้ดีแล้วแต่ยังขาดลูกล่อลูกชน ถ้ายายเป็นหลายยายจะแสร้งรับจดมายอายัติทรัพย์เอาไว้แล้วนำไปฟ้องร้องบนชั้นศาล ดูซิใครกันแน่ที่จะหน้าถอดสี”

    เอเลนและเรกิลที่ได้ยินดังนั้นพลันคิดขึ้นในใจพร้อมกันว่าจะไม่เป็นศัตรูกับแครอลเป็นอันขาด

    “เข้าใจแล้วค่ะคุณยาย จริงๆหนูตั้งใจจะยอมโดนคนๆนั้นทำร้ายซักทีหนึ่งเพื่อจะให้อีกฝ่ายมีข้อหาทำร้ายข่มขู่พ้วงไปด้วย”

    เคทก้มหน้าน้อยๆทำเอาเอเลนและเรกิลขวัญผวาไม่แพ้กัน

    “ให้ตายสิ ยายหลายนี่ชักจะเหมือนกันเกินไปแล้วนะ”

    เอเลนพึมพำเบาๆด้ยน้ำเสียงอ่อนใจก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ถามจริงเถอะครับ ทำไมคุณยายแครอลถึงดีกับผมขนาดนี้ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับแต่พอได้คิดว่ามีใครบางคนเหมือนพยายามใช้ผมเป็นเครื่องมือแล้วมันน่าหงุดหงิดชอบกล”

    เอเลนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบถึงจะเติบโตขึ้นแต่สิ่งที่เขาเกลียดสุดก็คือการถูกหลอกใช้ รอยยิ้มใจดีของหญิงชราพลันสลายไปจากใบหน้าแทนที่ด้วยใบหน้าของแม่ค้าผู้มากประสบการณ์ หญิงชราเข้าใจความรู้สึกของเอเลนเป็นอย่างดีเธอวางแก้วชาลงบนถาดรองก่อนจะช้อนสายตามองเอเลนที่กำลังทำหน้าจริงจังไม่แพ้กัน

    “หากจะบอกว่าไม่หวังผลลัพธ์เลยก็จะเป็นการดูแคลนหนูเอเลนไปหน่อย แต่เชื่อเถอะจ๊ะว่าการช่วยเหลือนี้ไม่มีความตั้งใจที่จะใช้หนูเอเลนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเด็ดขาด”

    “ถ้าอย่างนั้นผลลัพธ์แบบไหนกันที่คุณยายต้องการ”

    หญิงชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าหล่อนจะเบนสายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างสายตาของหญิงชราที่ผ่านโลกมานานแฝงไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

    “เห็นที่ข้างนอกนั่นรึเปล่า ยุทธภัณฑ์ส่วนมากที่วางขายกันอยู่ในตลาดไม่ใช่แค่อาวุธแต่รวมไปถึงเสื้อผ้าและเครื่องประดับโดยเฉลี่ยล้วนมีแรงค์อยู่ที่ D ซึ่งถือว่าถดถอยลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน แม้จะมีแบบแปลนอุปกรณ์ระดับสูงวางขายอยู่เต็มไปหมดแต่กลับมีน้อยครั้งที่ของพวกนี้จะถูกผลิตขึ้นมาจริงๆปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัสดุที่ขาดแคลนแต่อยู่ที่คนต่างหาก”

    “ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล สมาคมช่างตีเหล็กน่ะตอนนี้อยู่ในสภาวะตกต่ำเพราะมัวแต่ยึดติดอยู่กับชื่อเสียงและความรุ่งโรจน์ในอดีต มาตรฐานในการเฟ้นหาอัจฉรยะก็ตกต่ำลงกว่าเมื่อครั้งอดีต คงเพราะความคิดที่ว่าสมาคมจะคงอยู่ตลอดไปได้ด้วยชื่อของช่างตีเหล็กในตำนาน เคเรม ชื่อเสียงเหล่านั้นได้บดบังทัศน์คติทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก สิ่งที่ยายต้องการไม่ใช่การทำลายสมาคมช่างตีเหล็กหรอกนะ แต่ยายอยากให้หลานเป็นไฟที่จุดประกายกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หลุดออกจากกรอบของชื่อเสียงซักที”

    “แล้วทำไมต้องเป็นผม ชื่อคลาสของผมไม่ใช่ช่างตีเหล็กด้วยซ้ำ”

    “เพราะเป็นช่างฝีมือนั่นแหละจ๊ะถึงได้เหมาะสม พวกเขาจะได้ตื่นจากฝันเสียทีว่าช่างตีเหล็กไม่ใช่ที่สุดอีกต่อไป”

    คงไม่อะไรจะดีไปกว่าการจี้ใจดำพวกช่างตีเหล็กด้วยคลาสที่พวกเขามองว่าไร้ความสามารถอีกแล้ว เอเลนอาจจะยังไม่ได้ลงไปสัมผัสมากนักแต่คลาสของเขาถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ช่างตีเหล็กหรือแม้กระทั่งช่างทอผ้าและช่างอัญมณีก็ไม่มีใครชอบที่ยอมรับผู้ที่สามารถทำได้ทุกอย่างอย่างคลาสช่างฝีมือ

    ให้สรุปก็คือเอเลนถูกแครอลขอให้ไปตบหน้าพวกช่างตีเหล็กหน้าใหม่เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา ปัจจุบันยุทธภัณฑ์ระดับสูงไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่ล้วนถูกผูกขาดเอาไว้โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มขุนนาง เป้าหมายของเอเลนที่ต้องการแค่ใบอนุญาตกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

    “ผมตกลงที่จะลงแข่งในนามของสมาคมการค้าแต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ห้ามไม่ให้มีใครเข้ามายุ่งกับวิธีการทำงานของผม”

    หลังจากชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบส่วนได้ส่วนเสียพบว่าเขามีแต่ได้กับได้จึงได้ตอบตกลงไป แครอลจึงได้นำหนังสือสัญญาจ้างชั่วคราวออกมาให้เอเลยลงลายมือยืนยัน

    “แน่นอนจ๊ะ จะไม่มีใครมายุ่งหรือออกคำสั่งกับหนูเอเลนทั้งนั้นแต่เงื่อนไขของยายก็คือหนูเอเลนจะต้องได้รับชัยชนะในการแข่งขันเท่านั้น”

    แครอลตอบหน้าที่ของเธอและสมาคมนับจากวันนี้มีเพียงสนับสนุนเอเลนในเรื่องของการจัดหาวัสดุจนกว่าจะจบการแข่งขัน เอเลนเขียนชื่อด้วยลายมือเป็นอันเสร็จพิธีทุกคนพูดคุยทำความรู้จักกันอีกเล็กน้อยก่อนที่เคทจะขอตัวไปส่งคุณยายแครอลที่บ้าน

    “เฮ้อ หมดไปอีกเรื่องไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาซะได้”

    เอเลนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแค่พูดคุยไม่กี่นาทีเหนื่อยกว่าไปสู้กับมังกรซะอีกเรกิลที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าไม่ต่างกันพยักหน้าเห็นด้วย

    “พวกมนุษย์นี่จะทำงานกันแต่ละทีมีข้อบังคับวุ่นวายเต็มไปหมด ถ้าเป็นที่นครคนแคระนะขอแค่เอ็งมีค้อนเอ็งก็ทำงานได้ไม่มีใครว่า”

    “เห ง่ายงั้นเชียว”

    “ง่ายๆแบบนั้นแหละ”

    เอเลนพอเห็นภาพคร่าวๆของระบบสังคมของชาวคนแคระที่ถึงแม้อารยธรรมจะถูกพัฒนาไปไกลแต่ก็ยังคงยึดติดอยู่กับความเรียบง่าย ให้ค่าของบุคลากรตามความสามารถไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือคลาส

    “ข้าละไม่เข้าใจพวกมนุษย์จริงๆว่าทำไมถึงได้มองว่าคลาสช่างฝีมือเอาไว้ต่ำแบบนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วในประวัติศาสตร์ถึงจะยังไม่เคยมีตำนานเกิดขึ้นมาก่อนแต่ก็มีช่างฝือหลายคนที่ฝากชื่อของตนเองไว้ในหน้าประวัติศาสตร์”

    “พอเถอะลุง ยิ่งพูดยิ่งหดหู่”

    เอเลนตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจก่อนจะเงยหน้ามองเพดานพร้อมกับนวดหัวคิ้วไปด้วย คนแคระชราที่เห็นดังนั้นก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

    “พักซักหน่อยเถอะช่วงนี้เอ็งยิ่งพักผ่อนน้อยๆอยู่ อีกซักพักกว่าร้านจะเปิด ถ้าไม่มีอะไรเร่งด่วนหรือข้าตัดสินใจเองไม่ได้จริงๆข้าจะขึ้นมาเรียกเอ็ง”

    “ฝากด้วยนะลุง”

    เรกิลพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูออกไป แต่ร่างของคนแคระชรายังไม่พ้นขอบประตูดีร่างเล็กของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีทองและดวงตาสีมรกตในชุดกระโปรงสั้นพร้อมถุงเท้ายาวถึงต้นขาทับด้วยชุดเราะเบาเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวกได้แทรกผ่านรอยแยกประตูเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแตกตื่น

    “แย่แล้วๆ เอเลนนายจะต้องช่วยชั้นนะ”

    “....”

    ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็ตามมาติดๆ เอเลนจ้องมองเซลีนด้วยสีหน้าอ่อนใจเพราะดูเหมือนเขาจะไม่ได้พักอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว เรกิลได้แต่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆก่อนจะปิดประตู

    “ใจเย็นๆก่อน มีอะไรค่อยๆพูด”

    แม้จะยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแต่ดูจากสีหน้าแตกตื่นและท่าทีร้อนรนผิดกับมาดผู้นำอย่างทุกทีของเซลีนแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆเป็นแน่

    เมื่อตั้งสติได้เซลีนก็เริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มันเริ่มมากจากช่วงเย็นของเมื่อวานนี้ในขณะที่ตระกูลครีฟมอนด์กำลังร่วมรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้า อยู่ๆบิดาของเธอ โจเซฟ ครีฟมอนด์ ก็ได้ประกาศว่ากำลังจะมีงานหมั้นหมายระหว่างตระกูลครีฟมอนด์กับตระกูลดยุค

    ทีแรกเซลีนคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเองเพราะใครๆก็รู้กันทั้งนั้นว่าเซลีนจะได้ขึ้นเป็นู้นำตระกูลหญิงในอนาคตดังนั้นการแต่งงานออกนอกตระกูลจึงไม่มีทางเกิดขึ้น แต่เรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อ โยฮัน ครีฟมอนด์ ผู้เป็นอาของเซลีนได้ไปรับปากท่านดยุคคนหนึ่งที่บุตรชายถูกอกถูกใจเซลีนเข้าโดยไม่ถามไถ่เจ้าตัวก่อน

    แน่นอนว่าโจเซฟย่อมต้องเกิดความไม่พอใจแต่น้ำที่หกไปแล้วไม่สามารถตักคืนได้จึงต้องจำใจยอมตามน้ำไปก่อน

    “แค่ดูก็รู้แล้วว่านี่มันเป็นแผนที่จะเขี่ยชั้นจากตำแหน่งว่าที่ผู้นำตระกูล”

    เซลีนตวาดลั่นพร้อมฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้เนื้อหนาจนเกิดเสียงดังสนั่นบ่งบอกได้ถึงสภาวะอารมณ์ของเด็กสาวได้เป็นอย่างดี เอเลนที่ฟังเงียบๆมาตลอดก็ได้พูดขึ้น

    “แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการขายเธอให้ตระกูลดยุคเลยนี่ พ่อของเธอไม่ควรยอมไอ้คนที่ชื่อโยฮันเลย”

    “แน่นอนว่าพ่อไม่ยอมหรอก ท่านรีบติดต่อไปยังตระกูลดยุคเพื่อบอกว่าเรื่องทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด ฮึ่ย พูดแล้วมันน่านัก”

    เซลีนกำหมัดแน่น

    “ให้เดานะ แค่ไปบอกเขาว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่เรื่องมันไม่จบใช่มั้ย”

    “ก็ใช่น่ะสิ”

    เซลีนกระแทกเสียงอย่างเดือดดาล

    “เจ้าลูกชายท่านดยุคน่ะมุ่งมั่นจะเอาชั้นไปเป็นภรรยาให้ได้ แน่นอนเรื่องนี้ชั้นค้านหัวชนฝา สุดท้ายท่านดยุคก็เป็นคนไกล่เกลี่ยให้ว่าหากชนะการประลองกับบุตรท่านดยุคได้ในลานประลองเกียรติยศละก็ ท่านดยุคจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

    ลานประลองเกียรติยศไม่ได้จำกัดว่าห้ามไม่ให้บุตรตระกูลขุนนางเข้าแข่งขัน แม้แต่เชื้อพระวงศ์เองหากต้องการก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้แต่จะถูกปฏิบัติราวกับเป็นนักกีฬาคนนึงซึ่งไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ

    “ก็ดีแล้วนี่ถ้าเป็นเธอบวกกับซันโทเรียนละก็ต่อให้เจ้าลูกชายดยุคนั่นมีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก”

    “ไม่ได้หรอก ท่านดยุคได้ยื่นเงื่อนไขมาอีกหนึ่งข้อคือชั้นจะต้องไม่ลงเข้าแข่งขันเองแต่จะใช้กติกาของสงครามตัวแทนแน่นอนว่าบุตรชายของท่านดยุคก็จะส่งตัวแทนเข้าข่งขันเหมือนกัน”

    เอเลนที่ฟังมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่นิ่งงันไปและเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

    “....อย่าบอกนะว่า”

    “ชั้นลงชื่อนายเป็นตัวแทนของชั้นไปแล้ว”

    เซลีนตอบพร้อมก้มประสานมือขอโทษ

    “ก ก็ชั้นนึกถึงใครไม่ออกจริงๆ เพราะงั้นนายต้องช่วยชั้นนะ”

    เอเลนแทบจะเป็นลมเพลิงกองเก่ายังหาทางดับไม่ได้ก็มีคนเอาเชื้อเพลิงมาสุมให้ไฟโหมกว่าเดิม เด็กหนุ่มพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าอ่อนใจก่อนจะตอบเพื่อนสาวไปว่า

    “ในเมื่อลงชื่อไปแล้วก็ช่วยไม่ได้...ว่าแต่ตัวแทนของดยุคคือใครชั้นจะได้ระวังถูกคน”

    พอถูกถามดังนั้นเซลีนก็สะดุ้งก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก

    “ไม่แน่ใจว่าอ่านชื่อถูกรึเปล่านะ แต่รู้สึกจะชื่อว่าทาเคโนอุจิ ทาเคชิหรืออะไรเนี่ยแหละ”

    “ไอ้คนชื่อประหลาดๆนั่นมันใครกันละนั่น”

    เอเลนขมวดคิ้วเพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยได้ยินใครที่มือชื่อประหลาดแบบนี้มาก่อน

    “ไม่รู้สิ ชั้นลองหาข้อมูลของคนๆนี้ปรากฏว่ามีน้อยมากๆราวกับว่าทางนั้นจงใจปกปิดเอาไว้แต่มีเรื่องแปลกๆอย่างนึง”

    เซลีนเอ่ยก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะซึ่งมีพาดหัวข่าวตัวโตๆว่าอีกครั้ง!สำนักดาบถูกพิชิต เอเลนหยิบมันขึ้นมาอ่านก่อนจะหรี่ตาลง โดยเนื้อหากล่าวถึงนักดาบหนุ่มนามว่าทาเคชิที่สามารถเอาชนะเจ้าสำนักวิชาดาบท่านหนึ่งลงได้ด้วยการโจมตีครั้งเดียว

    “เธอกำลังจะบอกว่าทาเคชิคนนี้คือคนเดียวกับที่กำลังเป็นข่าวอยู่นี่สินะ”

    “ใช่ คนๆนี้โด่งดั่งมาได้ซักพักใหญ่ ส่วนเหตุผลก็อย่างที่นายเห็น เขาเดินทางเพื่อท้าประลองกับสำนักดาบทั่วลูมินัสถึงจะเป็นสำนักดาบเล็กๆที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็เถอะ แต่ในช่วงหกเดือนมานี้นี่ก็เป็นสำนักที่สิบห้าเข้าไปแล้ว”

    พอได้ยินแบบนั้นเอเลนก็ผิวปากหวือ

    “แต่ชั้นว่าคนๆนี้คงไม่คณามือนายหรอกใช่มั้ย กับมังกรนายก็เชือดมาแล้วนี่เนอะ”

    “เอามาเทียบกันไม่ได้หรอกนะเซลีน ในความเห็นของชั้นการสู้กับคนน่ะยากกว่าสู้กับเดรัจฉานเยอะ”

    แม้อาจจะเป็นการดูถูกพวกมังกรไปบ้างแต่มังกรที่เอเลนหมายถึงย่อมต้องเป็นทันดร้าเพียงตนเดียว มันยังเป็นแค่มังกรแรกกำเนิดที่หยิ่งผยองแต่ยังด้อยประสบการณ์ไม่อาจนำไปเปรียบกับพวกมังกรตัวจริงได้

    “ก่อนที่ชั้นจะมาที่นี่ชั้นได้แอบค้นประวัติของคนๆนั้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนอกจากก่อนที่เขาจะมาทำงานให้ท่านดยุคคนๆนี้เคยถูกต้อนรับโดยศาสนจักรแห่งแสงมาก่อน”

    ศาสนจักรแห่งแสงองค์กรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าผู้ศรัทธาในตัเทพธิดาองค์หนึ่ง เท่าที่เอเลนรู้มันเป็นองค์กรณ์ศาสนาทิยิ่งใหญ่และมีจำนวนผู้ศรัทธาเยอะที่สุด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จักรวรรดิที่พยายามทำทุกศาสนาเท่าเทียมต้องการหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด

    เอเลนเองก็ได้ติดตามข่าวมาบ้าง ได้ยินมาว่าเมื่อหกเดือนก่อนช่วงเวลาเดียวกับที่เขาได้ปราบทันดร้าลงทางศาสนจักรได้มีการจัดขบวนต้องรับแขกจำนวน 4 คนโดยสองคนในนั้นคือนักบุญหญิงและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียง แต่ตัวตนอีกสี่คนนั้นยังเป็นปริศนาแต่เอเลนสันนิฐานว่าน่าจะเป็นกลุ่มผู้กล้าที่เทพีเซเลสเทียร์เคยกล่าวถึงมาก่อนหากเป็นเช่นนั้นจริงเรื่องราวในคราวนี้ดูจะซับซ้อนมากขึ้น

    ดูท่าเวลาที่จะได้ต่อสู้กับผู้กล้าจะมาถึงไวกว่าที่คิด

    แน่นอนว่าเอเลนไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้มาก่อนเพราะนี่เป็นธุระที่เทพีฝากฝังให้เขาจัดการ

    แม้จะเป็นกังวลอยู่บ้างที่เขาต้องลงแข่งทั้งอัคนีรุ่งโรจน์และลานประลองเกียรติยศแต่ความกังวลของเขาก็กลายเป็นหมันเพราะงานเทศกาลเถลิงราชย์ดวงดารานั้นจะจัดการแข่งขันวันละหนึ่งรายการโดยอัคนีรุ่งโรจน์นั้นจะจัดขั้นในวันแรก ส่วนลานประลองเกียรติยศจะถูกจัดขึ้นในวันสุดท้ายซึ่งเขามีระยะเวลาเตรียมตัวประมาณหนึ่งเดือนพอดี

    กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยลงตัวก็ใช้เวลาพูดคุยกับเซลีนไปไม่น้อยหลังจากเอเลนส่งเธอกลับเขาก็ทุ่มเทสมาธิให้กับการทำงานต่อ เขาเดินผ่านเข้าไปในโรงหลอมก่อนที่ประตูจะปิดลง

    วูบ...

    ภายในโรงหลอมนั้นเอเลนได้ออกแบบใหม่โดยการวางชุดอักษรรูนเพื่อสร้างมิติพิเศษแห่งนี้ขึ้น กาลเวลาภายในโรงหลอมเดินเร็วกว่าโลกภายนอก โดยอัตราส่วนของเวลาก็คือหนึ่งชั่วโมงปกติจะเท่ากับหนึ่งวันในมิติพิเศษนั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขากับเรกิลสามารถผลิตสินค้าได้วันละมากๆ(ในช่วงเวลาปกติ)

    เอเลนตรงไปยังโต๊ะทำงานเพื่อสะสางงานที่ค้างเอาไว้ รายการสั่งทำพิเศษของบารอนนีลที่เป็นสร้อยคอสำหรับเป็นของขวัญวันครบแต่งงานถูกบรรจุลงหีบห่อเสร็จเรียบร้อย ส่วนอาวุธสั่งทำพิเศษของนายร้อยเลออนเองก็ใส่กล่องไม้พร้อมส่งมอบหลังจากตรวจเช็คความเรียบร้อยเสร็จเขาก็ดึงรายการสั่งซื้อใหม่ที่เคทเพื่อนำมาวางให้ออกมาดู

    “หอกเบนัวกับดาบจันทรคราส?”

    เอเลนพึมพำก่อนจะไล่สายตามองรายละเอียดสินค้าที่ไม่คุ้นหูลูกค้าถึงได้แนบสูตรการผลิตมาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะในโลกนี้มีสูตรการผลิตอุปกรณ์เป็นหมื่นเป็นแสนชนิด กับหอกเบนัวเอเลนไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่กับดาบจันทรคราสนั้นค่อนข้างเป็นปัญหาเพราะถึงจะมีสูตรการผลิตก็จริงแต่ก็เป็นปัญหาเนื่องจากสูตรที่แนบมานั้นมีเพียงภาพร่างของดาบโค้งรูปทรงแปลกตาโชคดีที่เอเลนเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆที่แนบมากับสูตรการผลิตว่าลูกค้าเจ้าของงานจะเข้ามาคุยงานในตอนบ่าย

    “ยังพอมีเวลา รีบจัดการงานค้างของเอิร์ลบาแซคก่อนดีกว่า”

    ไวเท่าความคิดเอเลนรีบตรงไปยังเตาหลอม ที่ภายในบรรจุโลหะที่หลอมเอาไว้พร้อมขึ้นงาน

    “มาเริ่มกันเลย”

    เอเลนใช้คีมเหล็กดึงโลหะหายากที่ท่านเอิร์ลได้รับมาจากงานประมูลออกมา ซึ่งเปลวไฟปกติไม่มีทางที่จะหลอมละลายโลหะชนิดนี้ได้แต่กับเอเลนที่ครอบครองเพลิงแห่งภูติหากโลหะชิ้นนี้ไม่แข็งไปกว่ามิธริลแล้วละก็เขาสามารถจัดการได้ไม่ยาก

    เอิร์ลบาแซคเป็นลูกค้าที่เซลีนเป็นคนแนะนำมาจากงานพบปะทางสังคมงานหนึ่ง ท่าเอิร์ลเหลือบไปเห็นซันโทเรียนจึงได้สอบถามถึงที่มา ลงท้ายด้วยการที่ท่านเอิร์ลได้มอบโลหะหายากให้เอเลนพร้อมกับคำสั่งซื้อพิเศษ โดยอาวุธที่ท่านเอิร์ลต้องการนั้นก็คือกระบี่สำหรับผู้หญิง

    กระบี่คืออาวุธที่มีหน้าตาเหมือนดาบแต่ที่มีสันดาบที่บางกว่ามากทำให้อาวุธชนิดนี้สามารถจู่โจมได้อย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ฝึกฝนต้องเน้นการขยับข้อมือเป็นหลักมากกว่าดาบที่ต้องเกร็งกำลังแขน พลังโจมตีอาจจะไม่รุนแรงเท่าดาบแต่ก็แลกมาด้วยความว่องไวที่สูงกว่าดาบในระยะประชิด

    เอเลนจัดการขึ้นรูปกระบี่โดยแยกมันออกเป็นสองเล่มตามคำสั่งซื้อ กระบี่ชุดนี้เป็นกระบี่คู่ที่ท่านเอิร์ลตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้แก่ลูกสาวที่สอบเข้าโรงเรียนสำหรับขุนนางได้

    ไม่ใช่บุตรขุนนางทุกคนจะชอบเข้าโรงเรียนสำหรับขุนนาง ประสบการณ์ชีวิตสามารถหาได้จากหลายทาง ยกตัวอย่างเช่นเซลีนที่ไม่เลือกเข้าโรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมสมดุลแต่เลือกที่จะสมัครเป็นนักผจญภัยเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

    มู่ว มู่ว

    เอเลรคิดอะไรเรื่อยเปื่อยก่อนที่ฝ่าเท้าของเขาจะหนักขึ้นมากระทันหันเด็กหนุ่มหยุดมือก่อนจะก้มลงไปมองเบื้องล่างปรากฏว่าได้มีวัตถุทรงกลมสีเงินดั้บอยู่ที่บริเวณข้อเท้า เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะวางกระบี่ที่เพิ่งขึ้นรูปเสียลงในถังน้ำเย็นก่อนจะอุ้มเจ้าก้อนกลมๆสีเงินขึ้นมาวางบนโต๊ะ

    “สวัสดีฟาเร็ท ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะ เอ้านี่”

    พูดจบเขาก็ยื่นแท่งโลหะดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปให้เจ้าสิ่งก้อนกลมๆตรงหน้า ฟาเร็ทกระโดดดึ๋งไปขึ้นลงด้วยความยินดีก่อนที่โลหะดิบจะจมลงในตัวของมัน 

    ซ่า

    แร่ชนิดอื่นๆที่ปะปนมากับก้อนโลหะดิบได้ถูกเจ้าก้อนกลมตัวน้อยย่อยสลายไปในเวลาไม่กี่นาที ก่อนที่มันจะคายเอาก้อนเหล็กบริสุทธิ์คืนให้แก่เด็กหนุ่ม เขานำมันไปเก็บก่อนจะลูบหัวฟาเร็ทอย่างรักใคร่

    ฟาเร็ทเป็นสไลม์มอนสเตอร์รักสงบที่มีอยู่ดาษดื่นตามเขตที่พักอาศัยทั่วทวีป ด้วยความที่มันไม่มีพิษภัยอะไรทำให้มักจะถูกนักผจญภัยหน้าใหม่ใช้เป็นเป้าฝึกซ้อมเสมอ ตามปกติแล้วสไลม์มักจะมีสีชมพูแต่ฟาเร็ทนั้นกลับมีสีเงินนั่นก็เพราะฟาเร็ทไม่ใช่สไลม์ปกติ

    ฟาเร็ท

    เผ่าพันธุ์ สไลม์ สายพันธุ์ เมทัลสไลม์

    เลเวล 42

    พลังชีวิต 6,720 / 6,720

    มานา 510 / 510

    พละกำลัง 910

    ความว่องไว 570

    สติปัญญา 940

    ความอดทน 1290

    แม้จะไม่ได้คาดหวังแต่เอเลนก็อดทึ่งกับค่าสถานะของฟาเร็ทไม่ได้ เลเวลเพียง 42 แตกลับมีค่าสถานะรวมๆแล้วมากกว่าโกเล็มศิลาพิสุทธ์แทโอซะอีก ทำให้เอเลนอดถึงถึงตอนที่เขาได้พบกับฟาเร็ทครั้งแรกไม่ได้

    ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน ตอนนั้นเป็นเวลาที่ค่อนข้างดึกมากๆเอเลนเพิ่งเดินทางกลับมาจากการทำธุระสำคัญแต่ดันลืมปิดประตูร้าน เมื่อกลับมาถึงแล้วประตูร้านได้เปิดอ้าเอาไว้เขาก็นึกว่ามีโจรขึ้นบ้านแต่เมื่อมาถึงห้องเก็บวัสดุเขาก็พบกับเจ้าตัวน้อยนี่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้อง

    เขาจึงนึกสงสารก็เลยจะไปหาอะไรมาให้มันกินแต่คงเพราะรีบไปหน่อยเลยเผลอไปชนเข้ากับลังใส่โลหะดิบ ด้วยความรีบเขาจึงไม่ได้สนใจมันมากนักแต่พอกลับมาอีกทีพบว่าเจ้าตัวน้อยได้กลืนกินแร่อื่นๆที่ผสมมากับโลหะดิบจนวิวัฒนาการกลายเป็นเมทัลสไลม์ไปเสียแล้ว

    พออิ่มหนำจนสุขสมเจ้าตัวน้อบก็ได้ส่งคำขอขอเป็นสัตว์เลี้ยงมาที่เขา เป็นระบบอีกอย่างหนึ่งที่เสียงแห่งโลกสามารถกระทำได้ซึ่งเขารู้จักมันในชื่อการสวามิภักดิ์ คืนนั้นเองที่เอเลนได้รับสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งและชื่อฟาเร็ทเองก็ถูกตั้ง ณ ตอนนั้น

    นอกจากความสามารถในการดูดซึมแร่ที่เจือปนมากับก้อนโลหะแล้วฟาเร็ทเองก็เป็นลูกมือในการตีเหล็กให้เอเลนในบางครั้งโดยเขาสั่งให้มันช่วยหยิบจับของบางอย่างเท่านั้น ฟาเร็ทไม่ชอบไฟทำให้มันมักจะหลีกเลี่ยงและมีท่าทีขมขู่เวลาสลามันเดอร์พยายามเข้าใกล้บ่อยครั้งแต่กลับเข้ากันได้ดีกับโนมแบบสุดๆชนิดกลายเป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่ชาติก่อนก็ไม่ปาน

    แม้จะพูดไม่ได้แต่กลับเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดทำให้ฟาเร็ทเป็นที่รักของทุกคนในร้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเคทที่มักจะมาเล่นกับฟาเร็ททุกครั้งที่เธอมีเวลาว่างหรือช่วงพักกลางวัน

    กริ๊ก!

    เอเลนเสียบกระบี่เข้าไปในฝักหลังจากตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า เขาวางมันลงในกล่องไม้เนื้อดีที่ภายในบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีม่วงที่จัดหามาโดยท่านเอิร์ลบาแซคเอง ก่อนจะผนึกกล่องให้เรียบร้อยเขาก็ถือออกมาจากโรงหลอม

    “หืม...”

    แต่แล้วเอเลนก็ต้องประหลาดใจ เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาพักเที่ยงลุงเรกิลออกไปดื่มกับพวกช่างตีเหล็กคนแคระคนอื่นๆตามปกติแต่เคทนั้นกำลังสนทนาอยู่กับชายคนหนึ่งในชุดเกราะสีขาวแบบอัศวินเต็มยศผ้าคลุมนั้นเป็นรูปเทพธิดาที่กำลังกุมมือสวดภาวนา

    “คนของศาสนจักรแห่งแสง?”

    เอเลนพึมพำซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเพราะคนพวกนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ในลูมินัสแต่ที่น่าประหลาดใจคือทำไมคนพวกนี้กลับเลือกใช้บริการร้านเล็กๆอย่างร้านค้อนเพลิงแทนที่จะใช้บริการร้านที่มีชื่อเสียง ตอนนั้นเองที่เสียงของอัศวินหนุ่มได้ปลุกให้เอเลนตื่นจากภวังค์

    “เจ้าของร้านอยู่ที่ไหน ทำไมถึงยังไม่ออกมาต้อนรับท่านผู้กล้าอีก”

    อัศวินผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดัง มันไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กล้าคนที่มันรับหน้าที่อารักษ์ขาต้องมานั่งรอเวลาทำการของร้านเล็กๆเช่นนี้

    แต่การที่มั่นป่าวประกาศเรื่องผู้กล้าออกไปเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น แม้อาณาจักรรชมอนด์ที่อัญเชิญผู้กล้ามาจะย้ำนักย้ำหนาว่าให้ปิดเรื่องผู้กล้าทั้งสี่เป็นความลับ แต่คนของศาสนจักรกลับไม่สนใจทั้งยังป่าวประกาศการมาถึงและจัดขบวนต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อหลายเดือนก่อน

    นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมอัศวินชั้นล่างอย่างมันจึงสามารถทำตัวใหญ่คับฟ้าได้ ฝ่ายเซลีนเองก็ยังคงรับมืออย่างอดทนไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องรับมือกับลูกค้าในลักษณะนี้

    “ใจเย็นๆก่อนนะคะ ตอนนี้ทางร้านกำลังอยู่ในช่วงพักกลางวันช่วยรบกวนรออีกหนึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ”

    เมื่อได้ยินดังนั้นคามอดทนของอัศวินหนุ่มก็หมดลง มันเงื้อมือที่สวมถุงมือเหล็กขึ้นก่อนจะตะคอกเสียงดัง

    “นังสามัญชนนี่ ข้าบอกแล้วไงท่านผู้กล้าไม่ต้องการรอ จงรับคำสั่งสอนศักดิ์สิทธิ์ไปซะ”

    เอเลนที่ยืนมองเงียบๆอยู่นานพลันกรอกตามองบน สุดท้ายแล้วเรื่องราวก็เลยเถิดมาในอีหรอบนี้อีกจนได้ เคทไม่ใช่คลาสสายต่อสู้ทั้งยังประสบการณ์น้อยย่อมไม่มีทางหลบการโจมตีของอัศวินหนุ่มได้แน่นอน แม้ถุงมือเหล็กจะไม่ใช่อาวุธแต่ก็มากพอจะทำให้เคทที่ตัวเปล่าบาดเจ็บได้

    เอเลนถอนหายใจก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาลอบผนึกพลังขึ้นอึดหนึ่งก่อนจะลงมือด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าฟาด

     

    ****************************************

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    ช่วงนี้งานค่อนข้างเบาบางลงและอากาศดีมากๆ ถ้าไม่ติดขี้เกียจบางสัปดาห์อาจจะเข็นออกมาได้ซักสองตอน ช่วงเดือนสองเดือนก่อนประกาศหยุดพักเป็นช่นที่เหนื่อยกายและใจที่สุดของปี กลับบ้านทีกินข้าวอาบน้ำเสร็จหัวถึงหมอนคือหลับเลยจะได้เขียนอีกที่คือวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ช่วงนี้งานน้อยลงทำให้พอมีเวลาในการคิดไอเดียใหม่ๆให้นิยาย

    Zero Times