เมื่อเยว่ชิงเซียน เห็นท่าทางของชายหนุ่มอัปลักษณ์ น้อยอกน้อยใจ เป็นหญิงสาวเดินเข้าไปดูดซับน้ำภายในสระน้ำด้วย ท่าทางบูดบึ้ง หน้าตาบวมตุ่ย นางเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เสียดแทงกายา อี้เฉินในทันที "เจ้ามีนามว่าอี้เฉินใช่หรือไม่ เจ้าอย่าลืมเสียละ เจ้ากับข้าเรายังเป็นศัตรูกัน นี่ถือเป็นการสั่งสอนเพียงเล็กน้อยของข้า"
อี้เฉินส่ายหัวให้เยว่ชิงเซียน ก่อนฝ่ามือของเขาจะลูบคลำใบหน้าที่บวมตุ่ย ไม่ได้คิดต่อล้อต่อเถียงกับเยว่ชิงเซียนอีกต่อไป ไม่คิดนางจะ เจ้าคิดเจ้าแค้นเขาไม่เลิกรา แต่อย่างน้อยๆ นางก็ยังเอ่ยนามของเขา เต็มปากเต็มคำ เป็นครั้งแรก ตั้งแต่พวกเราได้เจอกัน มันอาจจะเป็นนิมิตหมายที่ดีก็เป็นได้ การจะโน้มน้าวใจ ใครสักคนต้องใช้เวลา ยิ่งเป็น คู่กัดกันเฉกเช่นนี้ ยิ่งยากลำบาก ราวกับเข็นของหนักขึ้นที่สูง
...ยามนี้เวลายังพอจะมีหลงเหลือให้พวกเขา ดูดซับไขกระดูกภายในสระน้ำอยู่บ้าง แถมสิ่งชั่วร้ายก็ถูกขจัดออกไปแล้วจนหมดสิ้น ภายในสระน้ำสองธารา จึงเกิดน้ำหมุนวนรอบๆ ตัวพวกเขาทั้ง3 ด้วยแรงดูดซับอันบ้าคลั่ง หมายมั่นดูดซับ สิ่งล้ำค่าเข้าไป เติมเต็มกายาของพวกเขา ผิวกายส่องแสงพร่างพราว ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปลดปล่อย อักขระเปล่งประกาย รอยร่องไปทั่วสระน้ำ ประหนึ่งมีผู้ทรงศีลท่องคัมภีร์ อึกทึกครึกโครม กายเนื้อค่อยๆ เพิ่มพูนศักยภาพไปช้าๆ ส่งระลอกคลื่นพรั่งพรู แผ่ซ่านออกมาทั่วกายา อยู่นานหลายวัน ประหนึ่งกายเนื้อพร้อมที่จะเลื่อนขั้นกายเนื้อในอีกไม่ช้า
ทว่าเยว่ชิงเซียน กับเจ้าสมิงน้อยก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น ครั้นรู้สึกถึงระลอกคลื่นที่น่าคร้ามเกรง ถูกปลดปล่อยออกมา จากกายาอี้เฉิน กลิ่นอายที่เก่าแก่และโบราณ ประหนึ่งก้าวเดินอยู่ในยุคสมัยเบิกฟ้า หวนคืนสู่ยุคบรรพกาล แผ่ซ่านออกมาไม่ขาดสาย สระน้ำสั่นไหวน้อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มองเห็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่แตกร้าว กลางหน้าอกอี้เฉิน ดูดซับไขกระดูกภายในสระน้ำ ไปหล่อเลี้ยงจนเด่นชัด ทว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นฟู แม้ว่าจะดูดซับไขกระดูกไปหลายสิบวันก็ตาม
เยว่ชิงเซียน นางไม่คิดมาก่อนว่า กระดูกศักดิ์สิทธิ์ของอี้เฉิน จะพังทลายไปมากขนาดนี้ หากอี้เฉินไม่ขับเคลื่อนพลังของกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ตัวนางจะไม่รู้เลยว่า ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า บาดเจ็บมากแค่ไหน นี่แหละคือพลังการซ่อนตัวของมัน ก่อนนางจะเอ่ยเตือนอี้เฉินออกมา ครั้นคิดจากไปจากสถานที่แห่งนี้ "เจ้าอย่าฝืนใช้กระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า หากเจ้ายังอยากอายุยืนยาว" ก่อนเยว่ชิงเซียน นางจะลุกออกจากสระน้ำ นี่ก็ใกล้จะถึงช่วงเวลาที่ประตูเปิดแล้ว
อี้เฉินที่หลับตาพริ้ม เขายกยิ้ม ครั้นได้ยินน้ำเสียงของนางเอ่ยเตือน "เจ้าห่วงข้างั้นหรือเยว่ชิงเซียน"
เยว่ชิงเซียนนางมองค้อนอี้เฉินที่หลับตาพริ้มในทันที "ห่วงกับผีเจ้าสิ ข้าเองก็มีกระดูกศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นเดียวกับเจ้า รู้หรือไม่เหตุใดพวกเราถึงไม่ใช้มัน ก็เพราะหากมันแตกร้าว อย่างกับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า มันยากที่จะแปรเปลี่ยนเป็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์สูงสุด"
เมื่ออี้เฉิน รับรู้จากปากของเยว่ชิงเซียน ก่อนที่นางจะจากไปจากสถานที่แห่งนี้ เขาถึงกับกำฝ่ามือไว้จนแน่น "หรือข้าจะรีบร้อนใช้เจ้าไปหน่อย เจ้ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ของข้า"
เยว่ชิงเซียน ที่เดินจากอี้เฉินมาไกลระดับหนึ่ง นางถอนหายใจออกมายาว ด้วยความเสียดายในศักยภาพ ของกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของอี้เฉิน หากอี้เฉินปล่อยให้กระดูกศักดิ์สิทธิ์ ค่อยๆ เติบโตจนสมบูรณ์ มันจะกลายเป็นกระดูกศักดิ์สิทธิ์สูงสุด อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในยามนี้มันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ไม่มีท่าทีว่าจะสมานเข้าหากันแม้แต่น้อย รอคอยเพียงการพังทลาย นางจึงรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่นางแปลกใจ เหตุใดชายหนุ่มอัปลักษณ์ ไม่กินเมล็ดบัวแห่งการหวนคืน เพื่อกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อม ก่อนเยว่ชิงเซียน จะเลิกครุ่นคิดถึงอี้เฉิน เดินไปตามทางของตน
...ด้านอี้เฉินที่เห็นว่า เวลาภายในห้องแห่งนี้ใกล้จะเปิดเต็มที เขากลับไม่ได้รีบร้อนที่จะออกไปแสวงหาของล้ำค่าภายในส่วนลึกสุด ของวิหารจักรพรรดิโลหิต
เจ้าสมิงน้อย มันเองก็คิดเช่นเดียวกับอี้เฉิน ว่าภายในประตูบานสุดท้ายต้องมี บททดสอบอะไรรอพวกเขาอยู่แน่ ทั้งสองจึงใจเย็นกันไม่น้อย ประหนึ่งรอคอยโชควาสนา มาหล่นทับร่าง
...สามวันเต็ม อี้เฉินเตรียมสภาพร่างกาย ของเขาจนพร้อมสมบูรณ์ ก่อนย่างก้าวออกไปจากสถานที่แห่งนี้ พุ่งปราด ตรงปรี่ไปยังประตูใจกลางของ วิหารจักรพรรดิโลหิต อย่างจะรู้ภายในจะมีอะไร รอพวกเขาอยู่กันแน่ แม้แต่เจ้าสมิงน้อยที่อยู่บนหัวไหล่อี้เฉิน ยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ชี้อุ้มเท้าราวกับ คนสั่งการ
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ เดินทางไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็เห็นเส้นทางโลหิต ของทุกๆ สาย มาบรรจบกันยังสถานที่แห่งนี้ ทว่าเมื่อในสายตาอี้เฉิน เห็นกลุ่มคนไม่น้อยมายืนออ หมดเรี่ยวแรงอยู่ด้านหน้าประตูบานยักษ์บานสุดท้าย ร่วมๆ ร้อยคน มันจึงทำให้อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกล่าวอุทานออกมา ด้วยความตกใจ "หรือกลุ่มคนพวกนี้ จะหนีออกมาจากประตูบานนั้น พวกเขาพบเจออะไรกันแน่ เหตุใดถึงได้มีใบหน้าที่ซีดเผือดขาสั่น ด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้เล่า"
ก่อนอี้เฉินจะก้าวเดิน ฝ่าฝูงชนเข้าไป หมายมั่นจะเข้าไปภายใน ประตูบานนั้น หมู่ชนไม่น้อยครั้นเห็นอี้เฉิน กับเจ้าสมิงน้อย พวกเขาแขนขาสั่นเทิ้ม ถอยห่างออกจากอี้เฉินไม่กล้า ขวางทางเขาอีกต่อไป ครั้นเห็นฤทธิรณของคนผู้นี้ กับสมิงน้อยที่อยู่บนบ่า ในยามก่อน ถึงกับทำให้ผู้สูงส่งต้องตายตก อีกหลายๆ คนต้องกระอักเลือดด้วยความเจ็บแค้น
เมื่อหมู่ชนเห็นชายหนุ่มอัปลักษณ์เดินเข้าไปภายในประตูบานยักษ์ ด้วยความ องอาจและห้าวหาญ โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ฝ่ามือของหลายๆ คน ถึงกับกำหมัดไว้จนแน่น "ไอ้เจ้านี่ มันช่างใจกล้าห่อฟ้านัก ไม่เห็นสภาพของพวกเรางั้นหรือ ว่ามีจุดจบเป็นเช่นไร"
"ข้าว่าพวกเจ้ารอดูเรื่องสนุกได้เลย อีกไม่นาน มันต้องหนีออกมาด้วยความอดสู" บุรุษหนุ่มกล่าวคำพูดออกมาด้วยความไม่จำยอม
ฉับพลัน ร่างอี้เฉินก็ถูกส่งเข้าไปด้านใน วิหารจักรพรรดิโลหิต ที่เป็นส่วนใจกลางของสถานที่แห่งนี้ ทว่าภายในราวกับพวกเขายืนอยู่ ท่ามกลางทะเลสีดำหม่น สุดสายปรายตามองเห็น รูปปั้นผู้พิทักษ์ขนาดยักษ์ ตั้งตระหง่าน ค้ำฝืนฟ้า ปลดปล่อยระลอกคลื่นที่ชั่วร้ายออกมาไม่ขาดสาย ทุกหนึ่ง ฝ่ามือของรูปปั่นทั้ง4 เต็มไปด้วยม้วนเคล็ดวิชา ตำรา ส่องแสงขึ้นมาพร่างพราว โดยเฉพาะรูปปั้น ผู้พิทักษ์ที่สูงที่สุด
ทว่าก็ไม่มีผู้ใด สามารถเข้าไปแย่งชิงมันออกมาได้ ผู้คนนับร้อย ล้วนก้าวเดินเข้าไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาต่างหมายมั่น เข้าไปช่วงชิง เคล็ดวิชา ตำรา ของจักรพรรดิ ทว่าระลอกคลื่นที่ชั่วร้ายนั้นรุนแรงเกินไป ยากที่จะฝ่าเข้าไป แม้แต่ องค์ชายใหญ่ชิงไป๋ยี่ องค์ชายใหญ่ซือจงเทียน ของสองราชวงศ์ยังไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง กายาสั่นเทิ้มน้อยๆ ไม่หยุด
เหล่าหมู่ชนร่วมๆ ร้อยชีวิต ครั้นรับรู้ว่ามีผู้มาใหม่เข้ามาเยือน พวกเขาหันกลับมาจ้องมองตรวจสอบในทันที เมื่อหมู่ชนเห็น หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ ใบหน้าของหลายๆ คนก็บูดบึ้ง จดจำชายอัปลักษณ์ ได้ในทันใด แต่ในยามนี้ไม่ใช่เวลามาคิดบัญชี หนี้แค้น แววตาจดจ้อง ไปที่ เคล็ดวิชา ตำรา บนฝ่ามือเหล่านั้นอย่างไม่วางตา หมายมั่นจะถือครอง สิ่งของเหล่านั้น
ซีเผิงที่เห็นอี้เฉิน เขาส่ายหัวในทันที ไม่คิดอี้เฉินจะมาช้าถึงเพียงนี้ เวลาในยามนี้เหลือเพียง10วันเท่านั้น หากไม่มีผู้ใดไปถึง เคล็ดวิชา ตำราเหล่านั้นคงน่าเสียดายไม่น้อย
อี้เฉินครุ่นคิดอยู่หลายชั่วอึดใจ เท้าไม่ได้ขยับไหวออกไปแม้แต่น้อย บางคนที่เห็นก็ต่างยกยิ้ม นึกว่าอี้เฉินหวาดกลัวระลอกคลื่นที่ชั่วร้าย โหมซัด ราวกับคลื่นมหาสมุทร ก่อนอี้เฉินจะไต่ถามเจ้าสมิงน้อย "เจ้าฝ่าอายความชั่วร้าย เข้าไปเอามันมาให้ข้าได้หรือไม่"
ครั้นสมิงน้อยบนบ่าอี้เฉินมันได้ยิน ริมฝีปากมันเบะในทันที "มารดาแม่เองเถอะ เจ้าไม่เห็นหรือระลอกคลื่นนั้นน่าคร้ามเกรงขนาดไหน เจ้าเองก็ระวังด้วย เดี๋ยวจะถูกครอบงำเอา ..ดูซิบางคนเริ่มจิตใจแปรปรวนแล้ว"
อี้เฉินเขารับรู้ได้เป็นอย่างดี เมื่อพบเจอการกัดกินของอายความชั่วร้ายมาก่อนหน้านี้ ไม่คิดสถานที่แห่งนี้ก็ยังจะมีความชั่วร้ายแฝงตัวอยู่