อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 175 ทำให้ตกตะลึง

    บทที่ 175 ทำให้ตกตะลึง




    ผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ในที่สุดประตูการทดสอบก็เริ่มต้นขึ้น คณะกรรมการการทดสอบเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ผ่านเข้าประตู




    นักเรียนของสถาบันเกษตรได้รับสิทธิพิเศษด้วยการให้ผ่านเข้าไปอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้มีความสนใจคนอื่นๆต้องมีจดหมายแนะนำจากเกษตรกร 




    “จดหมาย” ซูหยวนได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีเท่าไรนัก แม้แต่การพูดด้วยก็ยังใช้น้ำเสียงแข็งทื่อ ต่างจากผู้เข้าร่วมการทดสอบคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด




    “นี่ค่ะ” หญิงสาวเอาจดหมายแนะนำออกมา คณะกรรมการรับมาอ่านชั่วขณะก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น พวกเขาส่งจดหมายแนะนำให้กันก่อนจะมองหน้าซูหยวนอีกครั้ง ท่าทางแข็งกระด้างก่อนหน้านี้คล้ายว่าจะดีขึ้นเล็กน้อยด้วย




    “เธอก็คือนักเรียนที่ปลูกบรอกโคลีนอกฤดูกาลได้สำเร็จหรือ?” เมื่อได้ยินคำถามนี้ ซูหยวนก็เข้าใจแล้วว่าอาจารย์ของเธอให้รายละเอียดแก่พวกเขามากจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่าทางของคณะกรรมการจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว




    “ใช่ค่ะ อาศัยวิธีที่ค้นพบ ทำการเพาะปลูกบรอกโคลีได้สำเร็จค่ะ”




    “โอ้ ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลยจริงๆ พวกเราจะตั้งตารอดูการทดสอบของเธอ”




    “ขอบคุณมากค่ะ” เมื่อเห็นคณะกรรมการให้ซูหยวนผ่านเข้ามา แถมยังพูดคุยด้วยดีเช่นนั้น นักเรียนของสถาบันเกษตรก็มองด้วยความตกใจ ความคาดหวังของพวกเขาก็คือการได้เห็นเด็กสาวถูกไล่ตะเพิดออกไปจนร้องไห้อับอาย คิดไม่ถึงเลยว่าเธอก็จะผ่านเข้ามาได้ด้วย




    “รอบต่อไปจะเป็นการทดสอบค่าพลังงาน ถ้ามีค่าพลังงานไม่ถึง 40 ก็ถือว่าสอบตก ให้ทุกคนไปต่อแถวได้” ซูหยวนรับคำ เรื่องค่าพลังงานนั้นเธอไม่ได้เป็นกังวลอยู่แล้ว


                


    แม้เครื่องวัดค่าพลังงานขององค์กรเกษตรกรจะไม่เหมือนการวัดค่าพลังงานของนักล่า เพราะมันแสดงผลลัพธ์ออกเป็นสองสี ก็คือสีเขียวและสีแดง หรือก็คือ...เป็นการบอกผลลัพธ์ว่า “ผ่าน 40 หรือไม่ผ่าน” เท่านั้น ไม่ได้บอกเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน นั่นก็เพราะองค์กรเกษตรกรไม่ได้ให้ค่ากับพลังงานมากขนาดนั้น ไม่เหมือนกับองค์กรนักล่า


                


    แต่เพราะค่าพลังงานของซูหยวนเกินระดับ 40 ไปมากแล้ว ต่อให้เครื่องนี้จะมีการวัดค่าพลังงานคลาดเคลื่อนไปบ้าง ซูหยวนก็ไม่มีปัญหาอะไร


                


    แล้วก็เป็นอย่างนั้น เธอผ่านการทดสอบไปได้ง่ายๆ ในขณะที่รอบนี้มีคนสอบตกอยู่ 2 คน ซึ่งเป็นผู้เข้าทดสอบจากภายนอกทั้งสองคน บางที...พวกเขามาเข้าร่วมการทดสอบนี้ ไม่ใช่เพราะมั่นใจว่าตัวเองมีค่าพลังงานเกิน 40 แล้ว หากแต่เป็นการมาเพื่อเสี่ยงโชคก็เท่านั้น


                


    ด้วยเครื่องวัดค่าพลังงานที่ไม่ค่อยมีมาตรฐาน และไม่มีความเสถียรเหมือนกับของที่องค์กรนักล่าใช้ บ่อยครั้งที่มันขึ้นสีเขียวทั้งๆที่คนๆนั้นยังมีค่าพลังงานไม่ถึง 40 




    “เหอะ! ก็แค่รอบแรกเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องดีใจอะไรเลย รอบต่อไปต่างหากที่จะได้เห็นใครบางคนตกรอบ แล้วก็คาดหวังว่าจะไม่โอดครวญกันภายหลังนะ”




    “ฮ่าๆ จริงด้วย ขั้นแรกก็แค่เรื่องของพลังงานเท่านั้น ไม่ได้แบ่งแยกเลยว่าคนนั้นเหมาะกับการเป็นเกษตรกรหรือเปล่า”




    “ใช่ๆ ขั้นที่สองก็คือการวัดความรู้แล้ว ต่อไป...คนที่หลุดเข้ามาอย่างไม่เหมาะสมก็จะถูกคัดออกไปเอง”




    “แม้แต่พวกเราที่เรียนวิชาเกษตรมาโดยตรงก็ยังมีหลายคนสอบไม่ผ่านเลย ไม่อย่างนั้นคนมากมายก็คงจะเป็นเกษตรกรกันได้ง่ายๆแล้วล่ะ”


                


    พวกนักเรียนสถาบันเกษตรเห็นซูหยวนผ่านเข้ารอบมาก็แสดงความคิดกันใหญ่ พวกเขารู้อยู่แล้วว่ารอบนี้ คนส่วนใหญ่ก็ผ่านกันทั้งนั้น จะมีก็แค่ 1 จาก 100 ส่วนเท่านั้นที่อาจจะไม่ผ่าน แต่รอบที่สองนี้ต่างหากที่จะเป็นของจริง เพราะการวัดความรู้เกี่ยวกับการเป็นเกษตรกร แค่ขั้นเริ่มต้นนี้...ก็คัดคนออกไปได้มากกว่า 80 ส่วนแล้ว


                


    คณะกรรมการจัดเตรียมสถานที่ทดสอบไม่นานก็เรียกพวกเขาเข้าไปนั่งในห้องทดสอบ มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีการโกงเกิดขึ้น ขนาดนักเรียนจากสถาบันเองก็ยังนั่งเกร็งกันไปหมด พวกเขารับสมุดทดสอบที่มีจำนวนหน้า 50 หน้าด้วยมืออันสั่นเทา


                


    เมื่อสิ้นเสียงกรรมการ เด็กๆก็เปิดกระดาษทดสอบออกดู เพียงแค่เห็นข้อแรกเท่านั้น นักเรียนของสถาบันเกษตรหลายคนก็เกือบจะร้องไห้แล้ว




    “จงเขียนวิธีการเพาะปลูกของเมล็ดพันธุ์ดราฟซิสอย่างน้อย 5 วิธี และบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีการด้วย”


                


    วิธีการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ดราฟซิสที่สถาบันเกษตรมีสอน อย่างมากก็แค่ 3 วิธีเท่านั้น หรือก็คือ...นี่เป็นการทดสอบที่นักเรียนและผู้สนใจจะต้องศึกษาหาความรู้มานอกเหนือตำราเรียนด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่การทดสอบนี้จะทำให้นักเรียนหลายคนไม่สามารถผ่านไปได้


                


    ไม่เป็นไร แม้จะทำข้อแรกไม่ได้ แต่เกณฑ์ในการสอบผ่านก็คือ 80 เต็ม 100 ส่วน ดังนั้นข้อต่อไปพวกเขาก็ควรจะต้องทำได้บ้าง .... นี่เป็นความคิดของนักเรียนส่วนใหญ่ ไม่น่าแปลกใจที่จะได้ยินเสียงเปิดกระดาษเกือบจะพร้อมกัน




    “จงบอกความแตกต่างของต้นรากสาคูแดง ต้นหม่อนแดงจักร ต้นหนอนแดง ต้นหางกระดิ่งแดง และต้นริ้วแดง” 


                


    เมื่อเห็นโจทย์ข้อนี้ นักเรียนหลายคนเริ่มยิ้มออก ต้นรากสาคูแดงนั้นเป็นต้นกึ่งสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทว่า...หลังจากผ่านต้นรากสาคูแดงไปแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวคล้ำ




    อะไรคือ ต้นหม่อนแดงจักร? แล้วต้นหนอนแดง ต้นหางกระดิ่งแดง และต้นริ้วแดง ของพวกนี้มีบนโลกนี้ด้วยหรือ?




    ผ่านไปสองข้อ พวกเขาก็รู้สึกว่าจนปัญญากันแล้ว พอเปิดไปข้อที่สามยิ่งทำให้พวกเขาอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา 




    “จงบอกเส้นทางวิวัฒนาการของต้นกุ้ยช่าย ก่อนเกิดภัยพิบัติและหลังภัยพิบัติ”    




    ข้อสอบนี้จะลึกไปถึงขนาดไหน! ต้นกุ้ยช่ายพวกเขารู้จัก อ่านมาเสียดิบดี ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเพาะปลูก วิธีการดูแล วิธีการเก็บเกี่ยวและอื่นๆ แต่...เส้นทางวิวัฒนาการของมันงั้นหรอ? พวกเขาต้องรู้ไปเพราะอะไร? แล้วพวกเขาจะอ่านมันจากที่ไหน!! คำถามพวกนี้มันบ้าไปแล้ว!!


                


    คล้ายว่าจะประสบความสำเร็จ คณะกรรมการที่ออกแบบทดสอบยกยิ้มพอใจเมื่อเห็นผู้เข้าร่วมการทดสอบกำลังเหงื่อตกกันเป็นแถว เห็นภาพนี้แล้วก็พลันนึกถึงตอนตัวเองกำลังทดสอบ สถานการณ์แบบนี้...พวกเขาก็เคยผ่านมาแล้วเหมือนกัน


                


    คณะกรรมการมองไปยังตำแหน่งของซูหยวน เห็นเธอกำลังนั่งเขียนอะไรอยู่เงียบๆคนเดียวในขณะที่นักเรียนจากสถาบันเกษตรก็ยังไม่ลงมือ ความแตกต่างนี้ทำให้คณะกรรมการมองหน้ากัน




    “เดี๋ยวฉันไปดูเอง”




    “อืม” พวกเขาพยักหน้าเป็นอันเข้าใจ ไม่มีใครเชื่อว่านักเรียนจากสถาบันนักล่าจะทำข้อสอบที่โหดหินพวกนี้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการรู้ว่าเธอกำลังเขียนอะไรอยู่กันแน่


                


    ซูหยวนไม่ได้สนใจว่าคณะกรรมการกำลังคิดอะไรอยู่ เธอมีเวลาเขียนคำตอบแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อให้สามารถเขียนข้อมูลได้ทันทั้งหมด ซูหยวนย่อมต้องมีสมาธิกับกระดาษตรงหน้าให้มาก


                


    คณะกรรมการที่ตอนแรกตั้งใจจะแอบดูผ่านๆ แต่หลังจากที่เขาเห็นคำตอบในข้อแรก ดวงตาของเขาก็มีประกายบางอย่าง จากนั้นก็ยืนอ่านคำตอบของซูหยวนที่เขียนรื่นไหลราวกับกำลังร่ายรำ


                


    เมื่อซูหยวนจรดปากกาปิดจบข้อแรก จู่ๆคณะกรรมการคนนั้นก็ปรบมือขึ้นมาเสียงดังจนทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนตกใจ


                


    แปะๆ




    “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ” เขาหัวเราะออกมา ซูหยวนมองหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว เขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว




    “เอ่อ เขียนคำตอบต่อไปเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว” ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ยอมเดินจากไป ราวกับอยากเห็นการตอบข้อที่สองของเธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้ซูหยวนอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่เธอก็มีเวลาที่จำกัดเกินกว่าจะสนใจเขา


                


    เห็นว่าหนึ่งในคณะกรรมการแสดงท่าทางประหลาดเช่นนั้น กรรมการคนอื่นๆก็เลยเดินมาดูบ้าง พวกเขากระซิบกระซาบกันก่อนที่คนอื่นๆจะชะโงกหน้ามาดูคำตอบของซูหยวนบ้าง แล้วก็มีท่าทางเหมือนกันไม่ผิด! แทนที่จะไปเดินตรวจสอบรอบๆห้อง กลับมายืนดูซูหยวนเขียนคำตอบราวกับถูกสะกดจิต


                


    สุดท้าย โต๊ะสอบของซูหยวนก็มีเหล่าคณะกรรมการมาล้อมมุงดูจนเป็นเงามืดคลุมโต๊ะเสียอย่างนั้น




    “อ้าว หยุดเขียนทำไม...” เวลาผ่านไปสองชั่วโมงครึ่ง จู่ๆซูหยวนก็วางมือของตนเองลง ทำเอาคณะกรรมการที่กำลังรอดูการตอบข้อสุดท้ายของเธอร้องถามขึ้นอย่างลืมตัว




    “คะ? ฉันเขียนคำตอบได้ 9 ข้อแล้วค่ะ ดังนั้นจึงไม่ต้องตอบข้อสุดท้ายก็ได้” 


                


    ได้ยินคำตอบแบบนั้นของซูหยวน คณะกรรมการก็อึ้งไป พวกเขามองหน้ากันเอง ในขณะที่พยายามจะให้ซูหยวนตอบคำถามทั้งหมดเพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นสักขีพยานในการทดสอบครั้งนี้




    “ข้อสุดท้ายนั้นง่ายที่สุดแล้ว ทำไมเธอถึงไม่ตอบให้หมดกันล่ะ มันจะดีกว่านะถ้าได้คะแนนทดสอบมากขึ้น”




    “มันมีผลประโยชน์ของการสอบได้คะแนนมากด้วยหรอคะ” ซูหยวนถามกลับ ทำเอาคณะกรรมการชะงักไป


                


    ที่จริง มันไม่ได้มีผลอะไรเลย แล้วการตอบ 9 ข้อของเธอก็เพียงพอที่จะยืนยันแล้วว่าเธอผ่านการทดสอบด้วยคะแนน 90 ส่วนจาก 100 หรือก็คือสอบผ่านแล้วนั่นเอง เพียงแต่...ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่เห็นว่าเด็กสาวจะตอบข้อไหนผิด หากเธอทำข้อสอบอีกข้อ เช่นนั้นก็ต้องทำได้ 100 คะแนนเต็มอย่างแน่นอน


                


    นานแล้วที่องค์กรของพวกเขาไม่มีคนสอบได้คะแนนเต็ม หากเอาเรื่องนี้ไปรายงานต่อเบื้องบน เขาจะต้องให้ความสนใจกับการปรากฏตัวของอัจฉริยะแน่ ทว่า...ซูหยวนกลับไม่เต็มใจที่จะทำแบบนั้นเสียนี่!




    “ก็จริงที่การสอบได้ 80 คะแนนหรือ 100 คะแนนก็แปลว่าสอบผ่านเหมือนกัน แต่...นี่ก็เป็นการยืนยันความสามารถของเธอเองด้วยนะ”




    “ฉันต้องการเก็บแรงเอาไว้ค่ะ ไม่รู้ว่าการทดสอบรอบต่อไปจะเป็นการทดสอบแบบไหน ถ้าต้องใช้แรงมาก...ฉันอาจจะหมดแรงก่อนก็ได้ค่ะ”




    “..............” คณะกรรมการอยากจะพูดอะไรอีก แต่เหตุผลของซูหยวนก็ทำให้พวกเขาได้แต่อ้ำๆอึ้งๆกันอยู่อย่างนั้น ถึงจะรู้ว่ารอบสอบต่อไปไม่ต้องใช้แรง ทว่า...พวกเขาพูดได้หรือ? แน่นอนว่าไม่! เพราะนั่นคงไม่ต่างอะไรกับการบอกแนวข้อสอบในรอบต่อไป


                


    ในขณะที่กรรมการพยายามให้ซูหยวนตอบข้อสุดท้ายเพื่อรับคะแนนเต็ม นักเรียนคนอื่นๆที่เข้าร่วมการทดสอบก็อยากจะอาเจียนออกมาเป็นเลือดแล้ว! พวกเขาเองนั้นอยากจะตอบให้ได้ทั้งหมด แต่ผ่านมาสองชั่วโมงครึ่ง เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น พวกเขายังตอบได้ไม่ถึงครึ่งเลย


                


    กรรมการพวกนี้กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่ากำลังทำลายสมาธิของพวกเขาหรอ? ยิ่งพูดว่าคนอื่นทำเสร็จหมดแล้ว ยิ่งบอกว่าเธอควรจะได้คะแนนเต็มด้วยการรบกวนตอบข้อสุดท้าย พวกเขาก็ยิ่งอยากจะร้องไห้กันออกมา....


              


    ในที่สุดเวลาทดสอบก็หมดลง ครบเวลา 3 ชั่วโมง สภาพของผู้เข้าร่วมสอบก็เหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบที่ดุเดือดกันอย่างไรอย่างนั้น บางคนฟุบลงกับโต๊ะข้อสอบ หมดแรงที่จะลุกออกไปจากห้องด้วยซ้ำ บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาเลย พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองเพิ่งจะเข้าร่วมการทดสอบความรู้ทั่วไปของเกษตรกรขั้นเริ่มต้น นึกว่ากำลังทดสอบที่จะเป็นปรมาจารย์แล้วเสียอีก!


                


    ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาเกษตรนั้นกว้างขวางก็จริง แต่มันจำเป็นต้องกว้างขวางขนาดนี้หรือไม่ แล้วแบบนี้จะมีใครเป็นเกษตรกรได้อีก คงไม่ได้มีเอาไว้เพื่อให้ผู้เขียนตำราวิชาเกษตรต่างๆเป็นคนสอบเองหรอกใช่ไหม? เหอ เหอ เหอ


                


    ผู้เข้าร่วมทดสอบหลายคนไม่อยู่รอฟังการประกาศผลสอบด้วยซ้ำ พวกเขารู้ว่าผลลัพธ์ที่จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะตัวเองเป็นคนเขียนคำตอบลงไป จะไม่เข้าใจเชียวหรือว่ามันเป็นการให้คำตอบที่น่าอับอายขนาดไหน




    แน่นอนว่าหลายคนกลับไปแล้ว แต่หลายคนที่ยังอยู่ก็มี ... นั่นไม่ใช่ว่าพวกเขามั่นใจว่าทำการทดสอบได้ หากแต่เป็นเพราะอยากรู้ว่าจะมีคนผ่านการทดสอบนี้มากเท่าไรต่างหาก




    ในการสอบรอบที่ผ่านมา มีคนผ่านอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นจากผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งหมด ในรอบนี้ก็ทำให้คนตกไปมากกว่า 80 ส่วนจาก 100 ส่วนแล้ว บางรอบก็ไม่มีคนสอบผ่านเลยด้วยซ้ำ พวกเขาจึงอยากจะเก็บสถิติว่ารอบที่ตัวเองเข้าสอบนั้น มีคนผ่านมากน้อยเท่าไร




    “นี่ นายคิดว่าครั้งนี้จะมีคนผ่านการทดสอบกี่คน”




    “เฮ้อ อย่าพูดเลย ครั้งก่อนที่ฉันเข้าร่วมการทดสอบ ข้อสอบง่ายกว่านี้ก็ยังผ่านกันแค่ไม่กี่คนเท่านั้น”




    “รู้สึกเหมือนกันเลย ครั้งนี้ข้อสอบยากมากๆ ถึงกับขุดเอาประวัติของพวกพืชผักออกมาทดสอบ ไม่รู้ว่ากรรมการคิดอะไรอยู่กันแน่ พวกเราอยากเป็นเกษตรกรนะ ไม่ได้อยากเป็นนักวิจัย”




    “เหอ เหอ เหอ แม้แต่นักวิจัยก็ยังสอบไม่ยากขนาดนี้เลย”




    “นั่นก็จริงนะ แล้วดูนั่นสิ...ตอนที่กำลังทดสอบ ไม่ใช่ว่าผู้หญิงคนนั้นเขียนคำตอบไปอย่างมั่นใจตั้ง 9 ข้อหรอกหรือ? พวกอาจารย์ก็ดูตื่นเต้นด้วยนะ”




    “ตื่นเต้นงั้นหรอ? ฉันนั่งอยู่ไกลไม่ได้ยินหรอก แต่จะเป็นจริงแน่หรอ? บางครั้ง...พวกที่มีความรู้เท่าหางอึ่งก็มักจะมั่นใจว่ามันเป็นความรู้ทั้งหมดที่ตัวเองมีนะ ไม่แน่ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้”




    “อืม ฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้นคงจะน่าอับอายไม่น้อยเลย!”




    …………………………….

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน