ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่66 ไปดูโรงงาน

    “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ เบียร์ค่ะ...เป็นรุ่นพี่ที่เรียนในวิทยาลัยเดียวกัน” เบียร์ค่อนข้างประหม่าเล็กน้อย จริงอยู่ที่เธอเป็นถึงดาวประจำคณะ แต่ถ้าหากเทียบกับคุณหนูไฮโซที่ขับรถราคาหลักล้าน ยังห่างไกลหลายระดับ

    “เป็นรุ่นพี่นี่เอง” เนตรพยักหน้า จากนั้นเสริมว่า “แล้วนี่มีธุระกับเจมส์หรือเปล่า เห็นถืออะไรมาด้วยนี่นา”

    “ใช่ค่ะ พอดีฉันกำลังทำแซลมอนดองบรรจุลงในกระปุกให้เจมส์ ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลอง เลยเอามาให้ดูความคืบหน้าสักหน่อย”

    “แซลมอนดองเหรอ...ฟังดูน่าสนใจดีนะ ดูเหมือนว่านอกจากเครื่องรางอาถรรพ์แล้ว คุณยังเป็นเจ้าพ่อทางทะเลด้วยนะเนี่ย” เนตรพูดจาหยอกล้อ

    แต่เบียร์กลับค่อนข้างงงงันในประโยคส่วนหลัง

    เจมส์มีเครื่องรางอาถรรพ์งั้นเหรอ แถมดูจากการแต่งตัวและรอยสักของผู้หญิงตรงหน้า คงไม่ต่างจากพวกเล่นของ หรือไม่ก็พวกซาดิสม์ชอบความรุนแรง

    เบียร์ไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว เพียงยื่นถุงกระดาษในมือซ้ายให้เจมส์ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ลองดูสิ แต่พี่ไม่รู้ว่าเจมส์จะชอบหรือเปล่า”

    ชายหนุ่มเจ้าของถุงมือสีดำ รับถุงกระดาษมาจากรุ่นพี่ต่างคณะ เขายังไม่ได้เปิดดู หากแต่เชิญทั้งสองคนขึ้นไปบนเรือ

    เนตรไม่ปฏิเสธ ส่วนเบียร์เองก็เช่นกัน ดังนั้นเรือยอร์ชลำสีขาวอันเรียบหรู จึงแล่นออกสู่ทะเลพร้อมกับสองสาว

    ทอยรับหน้าที่เป็นคนขับ เขาไม่ได้ไปวุ่นวายกับแขกของเจมส์มากนัก ในฐานะหุ่นแบนเนอร์ที่ทำงานในร้านหมูกระทะมาหลายเดือน เขาพอรู้ว่าการไม่เข้าไปรบกวนเจ้านายเวลาอยู่กับผู้หญิงถือเป็นมารยาทที่พึงกระทำ

    ทั้งสามนั่งอยู่ท้ายเรือ บรรยากาศวันนี้นับว่าดี แดดไม่ร้อนมาก เมฆสีขาวลอยเหนือศีรษะ อากาศเย็นสบาย ไม่เหมือนกับนั่งบนหาดทรายรับลมร้อน

    เจมส์เปิดถุงกระดาษออกมาดู บรรจุภัณฑ์ที่เบียร์ใช้เป็นชนิดใส มีฉลากสีดำติดอยู่ด้านหน้า เขียนว่าแซลมอนดองและมีรูปถ่ายแซลมอนเด่นหรา

    “เป็นไง ชอบไหม” เบียร์ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นบรรจุภัณฑ์ที่ตนอุตส่าห์ทำอยู่ในมือของเจมส์

    “อืม...ก็สวยดีนะ แต่ผมว่ามันแปลกๆ ไงไม่รู้” ชายหนุ่มเจ้าของเรือหมุนบรรจุภัณฑ์ตรงหน้าดู ใบหน้าฉายแววครุ่นคิด

    “แปลกเหรอ...ตรงไหนละ” เบียร์ค่อนข้างกังวลเมื่อเขาพูดแบบนั้น เพราะสิ่งที่เขากำลังจับต้องอยู่ในมือ เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจทำเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดอดหลับอดนอนดีไซน์เชียวนะ

    เห็นเจมส์นิ่งเงียบอยู่นาน เบียร์ค่อนข้างกระวนกระวายใจ หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่เป็นแบบนี้

    “ให้ฉันบอกไหม ว่าตรงไหนที่ดูแปลก” เนตรเข้าร่วมวงสนทนา

    เบียร์เลิกคิ้วสูง นัยน์ตาคู่นั้นดูไม่พอใจ ทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องเข้ามายุ่งด้วย แต่ยังแสร้งถามว่า “ตรงไหนเหรอคะ”

    “ฉันว่าส่วนอื่นๆ ของบรรจุภัณฑ์ก็ค่อนข้างดูดีนะ เพียงแต่การนำรูปแซลมอนมาพิมพ์ลงบนฉลากสินค้า มันดูโลคลาสสำหรับฉัน”

    แค่คำว่า'โลคลาส'ได้ยินก็เจ็บถึงส่วนลึกแล้ว เมื่อนึกถึงรถของเนตรที่มีราคาหลายล้าน ดูเหมือนครั้งนี้ยังไม่ทันได้เปิดศึก ฝ่ายคนที่แพ้ก็เป็นเธอตั้งแต่เริ่ม...เบียร์กัดริมฝีปากแผ่วเบา

    “จริงด้วยแฮะ โลโก้ของบรรจุภัณฑ์ก็ดูสวยดีอยู่นะ แต่อย่างที่เนตรบอก การนำรูปแซลมอนมาตัดแปะมันได้ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไปในตัว ทำให้ภาพลักษณ์ของแซลมอนดูถูกตามกลไกที่เราได้สร้างขึ้น”

    “อ่า...เดี๋ยวพี่จะกลับไปแก้ให้แล้วกัน” เบียร์บุ้ยปาก สีหน้าแง่งอนหลายส่วน ยื่นมือไปคว้ำแซลมอนที่อยู่ในมือเจมส์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ถูกเขาหลบฉาก จึงคว้าได้เพียงอากาศ

    “ว่าแต่ไหนพี่บอกต้องใช้เวลา 3 เดือนไง นี่เพิ่งผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ เอง เสร็จแล้วเหรอ?”

    “อ่อ...พอดีได้รุ่นพี่ปี 4 ในคณะช่วยอีกแรงน่ะ อีกอย่างคือ...มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรอก วันนี้พี่แค่ให้เจมส์ได้ดูบรรจุภัณฑ์ที่พี่ออกแบบแค่นั้นเอง”

    “อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นแซลมอนกระปุกนี้ไม่ต้องนำกลับไปหรอก” กล่าวจบเขาวางกระปุกแซลมอนไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปในครัวแบบเปิด

    เบียร์ค่อนข้างงุนงงกับคำกล่าว กระทั่งรุ่นน้องต่างคณะเดินกลับมาพร้อมจานและส้อม จึงเข้าใจว่าเขาจะทำอะไร

    แซลมอนที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ถูกเทลงไปในจานสีขาว พวกมันมีขนาดชิ้นพอดีคำ ถูกหั่นแนวยาว ลวดลายสวยงาม ดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง

    “ไหนๆ ก็เอามาแล้วงั้นมากินกันเถอะ กับไวน์ของผม”

    ตามด้วยไวน์สีเลือดถูกเทลงในแก้ว มันดูคล้ายกับเลือดจนดูน่าหวาดวิตก ข้างขวดเขียนด้วยภาษาอิตาลี ดูก็รู้ว่าเป็นของแพง

    “เชิญ”

    ทั้งเนตรและเบียร์ไม่เกรงใจ ถึงแม้การกินไวน์กับแซลมอนดูไม่ค่อยเข้ากัน แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอของสองสิ่งถูกจัดวางอยู่ตรงหน้า โดยมีชายสวมถุงมือดำ นั่งอยู่บนเรือยอร์ชกลางทะเล มันช่างเข้ากันเสียเหลือเกิน

    รสไวน์อันหอมละมุนไม่มีส่วนให้ติ เบียร์ไม่ค่อยรู้เรื่องไวน์แต่เนตรนั้นรู้ ดังนั้นหล่อนจึงเริ่มมองเจมส์ในมุมที่ต่างออกไป

    ส่วนแซลมอนที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ หลังจากได้ชิมรสชาติมันดูไม่ค่อยต่างจากเดิมมาก แต่ถึงกระนั้นยังมีจุดที่ต่างอยู่ ทว่าเมื่อกินคู่กับไวน์ราคาแพง มันได้เสริมสร้างรสชาติอันสมบูรณ์แบบ

    ไม่นานแซลมอนที่อยู่ในจานจึงตกไปอยู่ในกระเพาะของคนทั้งสาม

    “แซลมอนดองอร่อยมาก นอกจากคุณเป็นนักธุรกิจด้านวัตถุดิบทางทะเลและเครื่องรางอาถรรพ์ ไม่คิดเลยว่าจะมีฝีมือในการปรุงอาหาร” เนตรกล่าวชมจากใจจริง หลังจากได้รู้ว่าแซลมอนที่เพิ่งลิ้มรสเป็นฝีมือของเจมส์ เธอยิ่งรู้สึกทึ่ง เหนือสิ่งอื่นใดคือตัวตนอันลึกลับของเขาที่เหมือนเมฆหมอก

    “แสดงว่าแซลมอนของผมผ่านใช่ไหม”

    “แน่อยู่แล้วสิ แล้วนี่คุณจะวางขายในห้างสรรพสินค้าเมื่อไหร่ ฉันจะได้เป็นลูกค้าขาประจำ”

    “ยังก่อน ผมไม่คิดจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ในเมืองไทย”

    “อ้าว...แล้วถ้างั้นเป็นที่ไหนละ”

    “เกาหลีใต้”

    “อย่างนี้นี่เอง มิน่าละรสชาติของซอสที่ดองแซลมอน ถึงได้มีคุณภาพกว่าที่ฉันเคยกิน ที่ไหนได้มันไว้ขายในต่างประเทศ ราคาต่อกระปุกคงแพงน่าดูเลยสิ”

    “ไม่แพงมากหรอก แค่ไม่กี่วอนเอง”

    เนตรพยักหน้าไปงั้นๆ ความจริงเธอไม่เชื่อหรอกเรื่องที่เขาบอกว่าไม่แพง เพราะเมื่อตั้งเป้าเปิดตลาดในเกาหลี ราคาแซลมอน 500 กรัมย่อมถูกตีเป็นมูลค่าหลายหมื่นวอน

    “ว่าแต่คุณได้จองห้องพักไว้หรือยัง” เจมส์ถาม

    “ยังค่ะ พอได้รับสายจากพ่อให้มาจัดการธุระให้คุณ ฉันก็ขับรถจากกรุงเทพฯ มาพัทยาทันที เรื่องจองที่พักเลยลืมซะสนิท แต่เอาเข้าจริง เรือยอร์ชลำนี้ก็มีห้องพักตั้งสองห้องนี่นา แบ่งให้ฉันนอนสักห้องคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

    เนตรพูดติดตลก ในขณะดื่มไวน์สีเลือด นัยน์ตาคู่นั้นหวานหยาด กอปรกับแสงอาทิตย์กระทบผิวน้ำ ทำให้ใบหน้าเธอดูน่ามองเป็นพิเศษ

    “เอ่อ...ได้สิ ไม่มีปัญหา”

    ได้ยินทั้งคู่คุยกันแบบนั้น หัวใจของเบียร์รู้สึกแปลกๆ จนอยากจะพูดว่า'ขอนอนที่นี่ด้วยคน'แต่สุดท้ายเธอกลับไม่มีความกล้ามากพอ

    เนตรสังเกตเห็นสีหน้าคนได้ง่าย ดังนั้นพอเห็นว่านักศึกษาคนสวยมีสีหน้าเหม่อลอย หล่อนจึงได้พูดขึ้นว่า

    “ล้อเล่นน่ะ ความจริงฉันมีนัดกับเพื่อนไว้หลังจากนี้ คิดว่ากลางคืนน่าจะไม่ได้นอน คงไปเดินเล่นที่ไหนสักแห่งในเมืองพัทยา”

    “อย่างนี้นี่เอง ให้ผมไปเดินด้วยไหม พัทยาน่ะผมรู้จักทุกซอกทุกมุมเลยนะ”

    “ขอบใจค่ะ แต่ไม่ดีกว่า เพราะงานนี้มีแต่สาวๆ เดี๋ยวคุณจะเข้าไปหว่านเสน่ห์พวกเธอจนอกหักร้องไห้ฟูมฟาย ฉันต้องมาทนฟังพวกเธอปรับทุกข์ แบบนั้นไม่เอาดีกว่า”

    “คุณก็พูดเกินไป พูดอย่างกับว่าผมมีเสน่ห์งั้นแหละ”

    “แล้วไม่จริงเหรอ คุณกำลังจะกลายเป็นเจ้าของโรงงานลูกชิ้นปลาขนาดใหญ่ในสัตหีบ แถมยังมีเรือยอร์ชตั้ง 5 ลำ พ่วงด้วยธุรกิจร้านอาหารสองแห่งและการค้าทางทะเล แค่นี้ยังไม่พอเหรอ?”

    เบียร์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาโดยตลอดเริ่มเข้าใจในตัวของเจมส์ไปทีละอย่าง

    รุ่นน้องคนนี้ทำให้เธอรู้สึกทึ่ง

    เป็นคนรวยที่แปลกชะมัด ขับรถกระบะตอนเดียวทั้งที่รวยออกขนาดนี้ ถ้าหากเธอรวยเหมือนกับเขา คงขับรถราคาหลายสิบล้านหรือไม่ก็หาที่เรียนที่ดีกว่าวิทยาลัยกุหลาบขาว

    ..........

    วันถัดมาเจมส์นั่งรถแลนด์โรเวอร์กับเนตรไปเขตอุตสาหกรรมสัตหีบ

    ความจริงเจ้าของรถต้องเป็นคนขับพาไปถึงที่ แต่ดูเหมือนเมื่อคืนเธอจะดื่มหนักเกินไปหน่อย สายป่านนี้แล้วยังมึนๆอึนๆ หน้าที่ขับรถจึงตกเป็นของทอย

    ไม่นานรถขับมาถึงจุดหมายปลายทาง

    มียามแต่งชุดสีฟ้านั่งเฝ้าอยู่ตรงหน้าประตูเหล็ก ไม่สิต้องบอกว่านอนหลับถึงจะถูก

    พอรู้ว่าผู้ที่มาเป็นใคร เขาถึงกับต้องรีบลุกขึ้นทำความเคารพ แล้วไปเปิดประตูเหล็กสีซีดให้รถผ่านเข้าไป

    อย่างที่รู้ตอนนี้โรงงานลูกชิ้นปลานายสินล้มละลาย ถูกซื้อมาในราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินโดยนักธุรกิจเชียงใหม่ นอกจากยามเฝ้าประตูก็ไม่มีพนักงานคนอื่นอีก

    ทั้งสามลงมาจากรถ ในสภาพสวมแว่นกันแดดและถือร่ม เนื่องจากวันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าอุณหภูมิค่อนข้างสูง แสงแดดอาจทำอันตรายต่อผิวได้ง่าย เจมส์จึงได้เตรียมร่มมาสองอัน

    ในขณะเงยหน้ามองท้องฟ้า เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายตรงหว่างคิ้ว เนตรกล่าวว่า “เห้อ แดดร้อนชะมัด แค่เดินลงจากรถไม่ถึงสิบนาทีผิวฉันก็แทบไหม้แล้ว ดีนะก่อนมาทาครีมกันแดดไว้ ไม่งั้นกลับบ้านไปได้ผิวไหม้”

    จากนั้นหล่อนหันศีรษะไปทางเจมส์ อดถามขึ้นไม่ได้ว่า

    “แปลกจัง คุณอยู่กับเรือกับแดดตลอด ทำไมผิวถึงได้ขาวขนาดนั้น ใช้ครีมอะไรเหรอ?”