ยามเช้าในวันนี้มีแสงแดดค่อนข้างมาก เมืองโหวหวางเอง...ยังคงคึกคักเช่นเคย หลายคนต่างรู้ว่า งานประลองแห่งเมืองโหวหวางได้ดำเนินมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีอุปสรรคอีกอย่างให้ก้าวผ่าน นั่นคือ หนึ่งในศิษย์ของนิกายผู้ฝึกตนจะร่วมแข่งขันด้วย เพียงแค่เอาชนะศิษย์นิกายคนนั้นได้ ก็จะกล่าวได้เต็มภาคภูมิว่า เป็นผู้คว้าชัยชนะในงานประลองครั้งนี้
เมื่อได้ยินข้อมูลใหม่เช่นนี้ เฉินเซี่ยงลอบสาปแช่งภายในใจ เขาเดาว่านี่ต้องเป็นฝีมือของเฉินฟู่หลง ที่มันหายไปจากเมืองโหวหวางก็เพื่อเทียบเชิญใครบางคนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมัน ด้วยการนี้ย่อมอาจกล่าวได้ว่า มันทำเพื่อไม่ให้เฉินเซี่ยงกลายเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงในงานประลองแห่งเมืองโหวหวางนี้
“วางใจเถอะ เป็นไปไม่ได้ที่ศิษย์ภายในจะเข้าร่วมงานประลอง เพราะพวกเขาไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น หากให้ข้าเดา อาจจะเป็นศิษย์ภายนอกที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่อยู่ในระดับ 8 ขอบเขตนักสู้” ซูเหม่ยเหยากล่าว นางและเป่ยยู่ยู่เข้าใจเรื่องราวภายในสำนักobdkpอย่างชัดเจน
“ดี...ข้าหวังว่าพวกมันจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังจนเกินไป” จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเฉินเซี่ยงกู่ร้องภายในใจ
ณ ทางเข้าหลักของตระกูลเหยา ผู้คนกว่าหมื่นรวมตัวกันที่นั่น เพราะในวันนี้คือการแข่งขันรอบสุดท้าย หรืออีกนัยหนึ่ง นี่คือการแข่งขันระหว่างคนรุ่นเยาว์ทั้งสอง ที่ต่างก็มีเกียรติและแข็งแกร่ง
ในบรรดาผู้ชมเหล่านั้น เฉินเทียนหู่ เฉินยี่หาน เฉินหาวไห่ และคนอื่นๆ แฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้ชมเหล่านั้น พวกเขาแต่ละคนบัญชาการการเหล่าผู้เยาว์ระดับหัวกะทิของตระกูลเฉิน หากมีสัญญาณของปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็จะลงมือทันที
ขณะที่เฉินเซี่ยงก้าวขึ้นมาบนกึ่งกลางเวทีประลอง เหล่าผู้พลันเกิดความโกลาหลในฉับพลัน
“แปลกใจจริงๆ ถึงขนาดนี้แล้วเขายังกล้ามาที่นี่! ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเหยาจะจัดการกับเขาหลังจบการแข่งขันนี้” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“อาจกล่าวได้ว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างกับผู้อาวุโสและอัจฉริยะตระกูลเหยาที่หายไป มิเช่นนั้นตระกูลเหยาคงไม่หมายหัวเขาเช่นนี้” ชายวัยกลางคนอีกคนกล่าว
“เขามีความห้าวหาญอย่างมากด้วยอายุเพียงเท่านี้ 2 วันก่อน...เขาเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสตระกูลเหยาหลังจากที่สังหารเหยาฉงไปแล้ว! เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งมากอีกทั้งยังกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวภัยคุกคามใดๆ” คำกล่าวของผู้เยาว์คนหนึ่งเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ในโลกใบนี้...ผู้ที่มีความแข็งแกร่งย่อมได้รับความเคารพนับถือเสมอ! ตราบที่ตัวเจ้ามีความแข็งแกร่ง เจ้าก็จะมีทุกสิ่งทุกอย่าง!”
เมื่อได้ฟังบทสนทนาและเหตุผลจากเหล่าผู้ชม เฉินเซี่ยงรู้ว่าตระกูลเหยาจงใจปล่อยข่าวบางอย่างออกมา ข่าวที่ปล่อยออกมาย่อมเกี่ยวกับการกำจัดเฉินเซี่ยง อีกทั้งยังเป็นนัยว่าพวกมันกำลังจะเริ่มสงครามกับตระกูลเฉิน วิธีที่ใช้นี้เป็นวิธีที่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ขุมอำนาจอื่นๆ ก็ใช้วิธีเช่นนี้บ่อยๆ พวกเขาจะปล่อยข่าวเช่นนี้ออกมาเพื่อเตือนและข่มขู่คุกคามศัตรูของพวกเขา
ไม่ไกลจากเวทีประลอง มีหอคอยอยู่ 1 แห่ง ด้านบนสุดมีเหล่าผู้คนสวมใส่ชุดหรูหรามากมายกำลังพำนักอยู่ที่นั่น ผู้คุ้มกันมากมาย คนรับใช้มากมายอยู่รายล้อมพวกเขาเหล่านั้น เพียงเท่านี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่าคนเหล่านี้มีสถานะที่ไม่ธรรมดา
“ท่านจักรพรรดิแห่งจักรวรรดินักสู้ตอนใต้กำลังทอดพระเนตรการประลองรอบสุดท้ายนี้ ข้าได้ยินมาว่า ท่านมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่พระราชโอรสของท่าน และข้ายังได้ยินอีกว่า ท่านจ้างวานผู้เชี่ยวชาญภายในพระราชวังมากมายติดตามมาด้วย ยังไม่เพียงเท่านั้น เหล่านางสนมทั้งหมดยังมาชมงานประลองนี้อีกเช่นกัน!”
สายตาของเฉินเปรากฏยงเฉียบคมมาก ท่ามกลางคนที่นั่งอยู่บนหอคอยนั่น เขามองเห็นคนสวมใส่ชุดคลุมมังกรผู้หนึ่ง เขามีท่าทางสง่าผ่าเผย เป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีลักษณะไม่ธรรมดา ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดินักสู้ตอนใต้
สำหรับพสกนิกรทั่วไปแล้ว อำนาจแห่งจักรพรรดิย่อมเหนือกว่า แต่สำหรับตระกูลที่ทรงพลังแล้ว อำนาจแห่งจักรพรรดิล้วนไม่คู่ควรแก่การกล่าวถึง ในสายตาของตระกูลเหล่านั้น จักรพรรดิเป็นเพียงผู้จัดการดูแลจักรวรรดิเท่านั้น ด้วยการนี้ ความระส่ำระสายย่อมไม่เกิดกับเหล่าพสกนิกรแม้เพียงนิด ซึ่งนั่นส่งผลดีต่อเหล่าตระกูลต่างๆ ทำให้สามารถกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ จากประชาชนได้อย่างราบรื่น
ในตอนนี้ มกุฎราชกุมารได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเหินร่างลงมาจากหอคอยที่ห่างไกล แสดงให้เห็นถึงทักษะการเคลื่อนไหวของมัน มันสวมใส่ชุดสีแดงเข้มอันวิจิตรงดงาม มันร่อนลงเวทีประลองอย่างนุ่มนวล การปรากฏตัวของมันเพียงผู้เดียวเป็นเหตุให้เหล่าอิสตรีกรีดร้องออกมาด้วยความคลั่งไคล้
เฉินเซี่ยงลอบดูแคลนมันภายในใจขณะที่คิด “ดูมันสิ...ทำยังกะตัวเองโอ่อ่าภูมิฐาน รอก่อนเถอะ...ข้าจะอัดให้เละ กระทั่งจักรพรรดิบิดาเจ้ายังมิอาจจำเจ้าเลยคอยดู”
ซ่งหนานหมิงมองเฉินเซี่ยงด้วยสายดูถูก “หากเจ้าไม่ต้องการเจ็บตัว...ก็ยังมีเวลาอยู่นะ”
ซ่งหนานหมิงรู้ถึงความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยง แต่มันมั่นใจมากว่า ตัวมันต้องผู้ชนะ
ขณะเฉินเซี่ยงจ้องมองไปที่ใบหน้าที่เย่อหยิ่งและร้ายกาจของมัน เขาเดาได้เลยว่ามันต้องมีกลอุบายอุบาทว์ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ในเวลานี้เฉินเซี่ยงเตรียมพร้อมและระมัดระวังตัว มิเช่นนั้นเขาคงซวยเป็นแน่
“วางใจได้ ข้ามันหนังหนามากๆ ข้ากลับกลัวว่ามือของเจ้าจะเจ็บซะก่อน” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแดกกัน แต่สิ่งที่เขากล่าวคือความจริง
“ฮึ่ม… เจ้ามันไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!” ซ่งหนานหมิงแค่นเสียง มันจงใจกล่าวเสียงดังเพื่อให้ผู้ชมทั้งหมดได้ยินด้วย
เมื่อเห็นซ่งหานหมิงแสดงท่าทางสูงส่งทรงภูมิ เฉินเซี่ยงลอบยิ้ม เพราะหากมันไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวล้วนไร้ค่า
“หากใครแหกกฎการแข่งขัน พวกเจ้าย่อมคาดคิดถึงผลที่ตามมาได้…. เริ่มได้!” ชายชราสวมผ้าคลุมสีเทาตะโกนขึ้น เขาไม่ได้เป็นสมาชิกตระกูลเหยา แต่เป็นหนึ่งในนักสู้ที่มีอายุมากที่สุด กล่าวได้ว่า เขาคือลูกหลานของผู้สร้างงานประลองนี้
ซ่งหนานหมิงแหกกฎไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่มันไม่มีหลักฐาน ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงไม่ได้ทำการสิ่งใดหรือกระทั่งบอกกล่าวเล่ห์กลของมันออกไป
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น มันกระชากชุดสีแดงของมันออกเผยให้เห็น ชุดรัดรูปสีทองและรองเท้าสีทอง มันดูราวกับขุนนางผู้มั่งคั่งปรากฏตัวบนเวที
“วันนี้ ข้าจะแสดงทักษะการต่อสู้ของเราตระกูลจักรพรรดิแห่งจักรวรรดินักสู้ตอนใต้สักเล็กน้อย ข้าจะให้เจ้าได้รู้ถึงความน่ากลัวของ ‘ทักษะมังกร’ !” ซ่งหนานหมิงตะโกนขึ้น ลมหายใจที่รุนแรงผิดปกติแผ่ออกมาจากร่างกายของมัน ดูราวกับปราณแท้จริงแห่งมังกรครามของเฉินเซี่ยง ขาดแต่เพียงความเก่าแก่และรัศมีอันเกรียงไกร
“ทักษะมังกร!” มันคือหนึ่งในทักษะการต่อสู้อันเก่าแก่ ตำนานกล่าวไว้ว่า ทักษะนี้ถูกส่งมอบโดยใครบางคนที่ภายหลังกลายเป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใช้ออกด้วยทักษะนี้ คนผู้นั้นจะให้ความรู้สึกที่เกรียงไกรและทรงอำนาจคล้ายกับมังกรตัวเป็นๆ
คำกล่าวของตำนานค่อนข้างน่าหวาดกลัว แต่ความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามราวกับมังกรนั้นยากยิ่งที่จะเชื่อ แต่เมื่อเห็นพลังสีทองไหลเวียนอยู่ภายในเส้นชีพจรสีฟ้าในหมัดทั้งสองข้างของซ่งหนานหมิง ผู้ชมต่างพากันอ้าปากค้าง พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้ประจักษ์ทักษะมังกรอันลึกลับนี้ในชั่วชีวิตของพวกเขา
นัยน์ตาเฉินเซี่ยงหดแคบ ขณะปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังห่อหุ้มทั่วร่างของซ่งหนานหมิง เขามองเห็นอวัยวะภายในของมันอย่างชัดเจน และยังสังเกตเห็นถึงการไหลเวียนของปราณแท้จริงของมันอีกด้วย เฉินเซี่ยงลอบบันทึกกระบวนการทั้งหมดลงภายในสมองเขาอย่างลับๆ พร้อมกับโคจรปราณแท้จริงตามวิธีการที่ได้ทราบมาด้วย
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าทักษะมังกรจะปรากฏขึ้นในโลกใบนี้ มันทำให้ข้าเข้าใจอะไรบางอย่าง” ซูเหม่ยเหยาส่งกระแสจิตหาเฉินปะทะซี่ยง
เฉินเซี่ยงเรียนรู้ทักษะนี้ทั้งหมดแล้ว ด้วยความลึกล้ำในวิธีโคจรปราณแท้จริงของมัน ในเวลาเดียวกัน ซ่งหนานหมิงปรับเปลี่ยนปราณแท้จริงภายในทั้งหมดให้แข็งแกร่งขึ้น ทรงพลังมากยิ่งขึ้น
“หมัดรัศมีมังกร!”
ซ่งหนานหมิงกระโดดขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว ราวกับรัศมีสีทองพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยง หมัดของมันแปรเปลี่ยนคล้ายกับกรงเล็บอินทรีย์อย่างเร็ว ส่งรัศมีสีทองพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคลื่นกระแทกบนอากาศที่มันแหวกผ่านและแรงอัดอากาศมหาศาลอย่างต่อเนื่อง พุ่งกระแทกเข้ากับหน้าอกเฉินเซี่ยง
หลังจากรัศมีสีทองกระแทกเข้ากับหน้าอกของเฉินเซี่ยง ไม่นานซ่งหนานหมิงก็มาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ทั้งสองต่างปล่อยหมัดเข้าหากัน เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ภาพที่เห็นราวหมัดนับพันถาโถมเข้าใส่ซึ่งกันและกัน แต่ละหมัดที่ชกออกเต็มไปด้วยปราณจริงอันทรงพลัง ส่งผลให้เกิดการระเบิดมากมายนับไม่ถ้วนตามมา
หมัดของซ่งหนานหมิงแต่ละมันแฝงไปด้วยรัศมีปราณ การระเบิดออกของปราณ ทำให้เวทีประลองขนาดใหญ่เริ่มสั่นสะเทือน เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ผู้ชมต่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
แต่ความจริงที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงไม่ใช่ซ่งหนานหมิงที่ใช้ออกด้วยทักษะมังกร แต่เป็นความจริงที่ว่าหมัดของเฉินเซี่ยงปะทะกับหมัดของซ่งหนานอย่างต่อเนื่อง และความเร็วของแต่ละหมัดของเฉินเซี่ยงยังเทียบเท่ากับความเร็วหมัดของซ่งหนานหมิง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา เฉินเซี่ยงกระทำมันด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย
…………..